เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 292 จักรพรรดิแห่งเมืองตง
บทที่ 292 จักรพรรดิแห่งเมืองตง
เจ้าของแอ็กเคานต์โชคลาภมาวาสนาส่งหยิ่งผยองมาก อย่าว่าแต่เว่ยเฟิง แม้แต่ชาวเน็ตในช่องไลฟ์สตรีมก็คาดไม่ถึง
[ให้ตายสิ สมัยนี้ยังมีคนบ้าขนาดนี้อยู่อีกเหรอ?]
[บ้านเกิดฉันอยู่ที่เมืองตง ฉันบอกได้แค่ว่า ตระกูลจ้าวกล้าทำตัวบ้าขนาดนั้นแหละ]
[จักรพรรดิแห่งเมืองตงน่ะ! ใครไม่รู้จักบ้าง ก่อนหน้านี้ฉันเคยไปเที่ยวที่เมืองตง แล้วถูกขู่กรรโชก หลังจากไปแจ้งตำรวจ อีกฝ่ายไม่ใช่แค่ไม่โดนจับ แต่ยังให้ฉันชดใช้เงินด้วย ตั้งแต่นั้นมา ฉันก็ไม่ไปที่เมืองตงอีกเลย]
[เมืองตงงั้นเหรอ เข้าใจแล้วล่ะ!]
[คนในท้องที่ของเมืองตงก็รู้กันทั้งนั้น]
[ศาสตารจารย์เว่ยกับศาสตราจารย์หมิงจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม?]
[ทำไมเจ้าของช่องถึงให้พี่สาวไปหาศาสตารจารย์สองท่านนี้ล่ะ! ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับศาสตราจารย์ จะทำยังไง?]
ฉู่ลั่วสีหน้าเรียบนิ่ง เธอยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่ม “ไม่เกิดอะไรขึ้นหรอกค่ะ”
ในช่องไลฟ์สตรีมยังคงแสดงความคิดเห็นกันอยู่ มีหลายคนตกใจกับความกำเริบเสิบสานของจ้าวข่าย บางคนก็เป็นห่วงความปลอดภัยของเว่ยเฟิงกับคนอื่น ๆ
จ้าวข่ายให้พวกเขาเริ่มตรวจค้น ก่อนจะตะโกนขึ้นไปข้างบน “หยวนเฉินเฉิน แกมันนังคนสารเลว ทางที่ดีแกหนีไปให้ไกลสักหน่อย อย่าให้ฉันหาแกเจอ ถ้าฉันตามหาแกเจอ ฉันจะถลกหนังแกให้ตาย!”
หยวนเฉินเฉินที่อยู่ข้างบนขดตัวอยู่ในอ้อมกอดของหมิงอันหรานอย่างหวาดกลัว น้ำตาเธอไหลออกมา
มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นที่บันได หยวนเฉินเฉินกลัวจนร่างกายเริ่มสั่นเทา เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ในอ้อมกอดของหมิงอันหราน “ขอโทษนะคะ ขอโทษนะคะ… ฉันไม่ควรหาเรื่องมาให้พวกคุณ”
“ฉัน… ฉันควรเอามีดแทงเขาให้ตาย!”
“ฉันควรแทงเขาให้ตายไปซะ!”
หมิงอันหรานกอดปลอบ “ถ้าเธอแทงเขาตายจริง ๆ เธอจะมีอนาคตอยู่ไหม? จะมีคนทำเรื่องถูกต้องและให้ความเป็นธรรมหรือเปล่า”
เสียงพลิกกล่องพลิกตู้ดังขึ้นมา และเสียงฝีเท้าก็ค่อย ๆ เข้ามาใกล้ประตูห้องนอนเรื่อย ๆ
แต่ทันใดนั้น เสียงดังวุ่นวายก็หายไปในทันที แม้แต่เสียงพลิกกล้องพลิกตู้ก็หายไปด้วย
ศาสตราจารย์หมิงฟังอยู่สักพัก จึงบอกกับหยวนเฉินเฉินว่า “ไม่เป็นอะไรแล้ว ไม่เป็นอะไรแล้ว ฉันจะออกไปดูก่อน”
เธอค่อย ๆ เดินไปที่ประตู ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะดังขึ้นมา “อันหราน ออกมาเถอะ! ไม่เป็นอะไรแล้ว”
หมิงอันหรานดึงประตูเปิดออก เว่ยเฟิงยืนอยู่ด้านนอก เขายิ้มพลางเอ่ยว่า “ไม่เป็นอะไรแล้วนะ ฉินเหว่ยมาแล้ว และจับพวกเขาไว้แล้วล่ะ”
หมิงอันหรานโล่งใจมาก เธอรีบถามทันที “คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ!”
“ผมไม่เป็นอะไร”
“เสี่ยวหยวนใช่ไหม! ลงไปด้วยกันสิ! มีคนที่ช่วยเธอได้”
เว่ยเฟิงกับหมิงอันหรานพาหยวนเฉินเฉินลงไปข้างล่าง
ในห้องรับแขกที่ไม่ได้ใหญ่โตมีคนยืนอยู่จนเต็ม ฉินเหว่ยพาคนมาจับกุมคนของจ้าวข่ายเอาไว้แล้ว
จ้าวข่ายยังคงขัดขืน ทั้งยังด่าทอด้วยความโมโห “แกรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร? แกรู้ไหมว่าพ่อแม่ฉันเป็นใคร? แกรู้ไหมว่าพี่สาวกับพี่เขยฉันเป็นใคร?”
ฉินเหว่ยพูดพร้อมรอยยิ้มว่า “ดีมาก ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกัน ว่ามีคนอยู่เบื้องหลังแกอีกกี่คนกันแน่? แกค่อย ๆ พูดให้ฉันฟังหน่อยสิ”
“แกไม่อยากอยู่ในเมืองตงแล้วใช่ไหม? ฉันจะบอกแกให้…”
“ฉันเป็นเจ้าหน้าที่ของตี้จิง ในบรรดาคนที่ฉันมีหน้าที่รับผิดชอบ มีเรื่องความปลอดภัยของศาสตารจารย์เว่ยกับศาสตราจารย์หมิงด้วย พวกแกบุกเข้ามาในบ้านของนักวิจัยระดับประเทศ แกต้องสงสัยว่าสมรู้ร่วมคิดกับองค์กรข้ามชาติ และเป็นผู้ต้องสงสัยข้อหาทรยศชาติ!”
ข้อกล่าวหานี้ทำให้จ้าวข่ายเบิกตากว้าง “ฉันเปล่านะ ฉันเปล่า!”
“ใช่หรือไม่ใช่ สอบสวนดูเดี๋ยวก็รู้”
ฉินเหว่ยพาตัวจ้าวข่ายไป ก่อนจะหันมาพูดกับหยวนเฉินเฉิน “คุณหยวนใช่ไหมครับ! ตอนนี้คุณช่วยไปกับผมด้วยครับ ได้ยินว่าคุณมีหลักฐานที่ตระกูลจ้าวฆ่าคนอยู่ในมือ”
หยวนเฉินเฉินมองสถานการณ์ภายในบ้าน เธอค่อนข้างกังวลและสงสัย
เว่ยเฟิงส่งโทรศัพท์มือถือให้เธอ
หยวนเฉินเฉินมองฉู่ลั่วที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือ
ฉู่ลั่วสบตากับเธอ แล้วพยักหน้า “เขาช่วยคุณได้”
หยวนเฉินเฉินสบายใจแล้ว เธอพูดกับฉินเหว่ยท่าทางหนักแน่นว่า “ฉันจะพาคุณไปเอาหลักฐานค่ะ”
“คุณเจ้าของช่อง ขอบคุณนะคะ!”
“ถ้าไม่ใช่เพราะคุณ ฉันคงไม่รู้ว่าต้องทำยังไง?”
“ฉันคงไม่รู้ว่าต้องใช้วิธีการไหน เพื่อแก้แค้นให้คนในครอบครัวของฉัน”
ฉู่ลั่วพูดด้วยใบหน้าอ่อนโยน “หลังจากเรื่องราวคลี่คลายแล้ว คุณก็เริ่มต้นชีวิตใหม่ให้ดีนะคะ คนในครอบครัวของคุณก็คงหวังให้คุณมีชีวิตต่อไปอย่างมีความสุข”
หยวนเฉินเฉินรับปาก “ค่ะ ฉันจะทำแบบนั้น”