เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 474 ภาพที่เกิดขึ้นซ้ำ
บทที่ 474 ภาพที่เกิดขึ้นซ้ำ
“ทุกท่าน!” กงป๋อชีเดินมาอยู่ข้างพวกเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เขากระแอมไอออกมาสองครั้ง ทั้งยังใช้ท่าทางสุภาพอ่อนโยน ปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างมีมารยาท
“ขอบคุณทุกท่าน หากต้นไม้เซียนสามารถฟื้นพลังชีวิตกลับมาได้ พวกเราต้องยกความดีความชอบให้พวกคุณอย่างแน่นอน”
เย่อวิ๋นชูตกใจถอยหลังไปหนึ่งก้าว แต่อดจะพูดตอบโต้กลับไปไม่ได้ “นายบอกว่าต้องทำลายความเชื่องมงายไม่ใช่เหรอ? ทำไมนายถึงได้งมงายกว่าคนอื่นอีก!”
กงป๋อชีเหลือบตามองเธอด้วยแววตาดูถูก ก่อนจะส่ายหน้า “คุณไม่เข้าใจ”
เขาหันไปประสานมือให้ตันไม้เซียน “ต้นไม้เซียนก็คือต้นไม้เซียน ต้นไม้เซียนปกป้องชาวบ้านให้มีชีวิตสงบสุขมานับพันปี ตอนนี้ พลังศักดิ์สิทธิ์ของมันหมดลง ในฐานะคนที่ได้รับการคุ้มครองจากต้นไม้เซียน ก็มีหน้าที่ต้องทำให้พลังของมันฟื้นคืนมา”
กงป๋อชีพูดจบ ก็สะบัดแขนเสื้อและหันหลังกลับไป ท่าทางอ่อนแอของเขาราวกับหายไปในชั่วพริบตา
“จัดขบวน!”
เมื่อสิ้นคำของกงป๋อชี พวกชาวบ้านก็ผลักเด็ก ๆ สิบหกคนเดินไปประจำสิบหกทิศทาง
แล้วก็มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาใช้พวกเครื่องมืออย่างเช่นขวานและมีพร้ามาขู่บังคับพวกของฉู่ลั่วให้เดินไปที่อีกแปดทิศทางนอกจากตรงนั้น
ฉู่ลั่วกวาดสายตามองทั้งยี่สิบสี่ทิศทางนั้นอย่างรวดเร็ว
ให้เด็ก ๆ อยู่รอบในค่ายกลทั้งสิบหกทิศทาง และผู้ใหญ่แปดคนอยู่รอบนอก
นี่มัน…
ค่ายกลหยินยี่สิบสี่ทิศ!
ฉู่ลั่วสีหน้าเปลี่ยนทันที เธอค่อย ๆ หันไปมองต้นไม้เซียนที่ดูเขียวชอุ่มนั้นอย่างไม่สบายใจ
จี้ไจ่ที่ยืนอยู่ข้างเธอขมวดคิ้ว “ค่ายกลผิดนะ”
ฉู่ลั่ว “…”
“ฉู่ลั่ว ค่ายกลนี้มันผิด” จี้ไจ่เพิ่มเสียงให้ดังขึ้นอีกนิด เพราะอยากจะเตือนฉู่ลั่ว
แต่พวกชาวบ้านที่ควบคุมพวกเขาอยู่ที่ด้านข้างนั้น ทันทีที่ได้ยินคำพูดของเขาก็ใช้เครื่องมือที่อยู่ในมือนั้นกับจี้ไจ่เลย “พูดจาเหลวไหลอะไร ค่ายกลนี้นายท่านกงป๋อวาดเองกับมือ มันจะผิดได้ยังไง”
“คุณเป็นคนนอก ยังกล้ามาสงสัยนายท่านกงป๋ออีกเหรอ!”
ทันใดนั้นพวกเขาก็รุมตีจี้ไจ่เสียจนตาพร่า
ในตอนนี้เขากับฉู่ลั่วไม่มีพลังวิญญาณแล้ว ไม่ต่างอะไรกับคนอ่อนแอ
แม้ว่านี่จะเป็นภาพลวงตา แต่ถ้าบาดเจ็บจริง ๆ ได้ละก็…
ในขณะที่ในหัวของเขากำลังสับสนงุนงงอยู่นั้น ชาวบ้านที่มัดพวกเขาไว้ที่เสาค่ายกลก็ถอยออกไปข้างนอกค่ายกลจนหมดแล้ว
“คุ้มครองต้นไม้เซียน”
“คุ้มครองต้นไม้เซียน!”
“คุ้มครองต้นไม้เซียน”
พวกเขาทั้งหมดคุกเข่าลงทีละคน ทำความเคารพต่อต้นไม้เซียนด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา จากนั้นกงป๋อชีที่ยืนอยู่ตรงหน้าสุดก็หันไปมองมัน
แม้ว่าเขาจะกำลังมองต้นไม้เซียนอยู่ แต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะควบคุม
มือและเท้าทั้งสองข้างของเย่อวิ๋นชูต่างก็ถูกมัดเอาไว้ พอได้ยินเสียงตะโกนว่า ‘คุ้มครองต้นไม้เซียน’ ของพวกฝูงชนบ้าคลั่งเหล่านั้น ก็รู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก
“ไม่ต้องกลัว”
เสียงของฉู่ลั่วดังขึ้นมา เย่อวิ๋นชูจึงหันไปมองเธออย่างมึนงง
“พี่ลั่ว…”
“ยันต์ที่ฉันให้คุณไปยังอยู่ไหม?”
“อยู่ค่ะ!”
เย่อวิ๋นชูตอบไปอย่างตระหนก
“เอายันต์นั้นแปะไปที่ด้านล่างค่ายกล จากนั้นก็ออกไป”
เย่อวิ๋นชูพยักหน้า จากนั้นก็ล้วงยันต์ที่อยู่ชั้นในสุดของเสื้อคลุมออกมาอย่างระมัดระวัง แล้วแปะมันลงไปที่ค่ายกลใต้เท้าของตัวเอง
“ตอนนี้ก็ออกไปได้แล้ว”
เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง หันไปมองซ้ายทีขวาที แล้วถึงค่อย ๆ ออกไปจากค่ายกลทีละนิด ๆ
กระทั่งออกมาจากค่ายกลแล้ว จึงไปแอบมองชาวบ้านกับกงป๋อชีอย่างระมัดระวัง
ครั้นเห็นว่าพวกเขาไม่มีใครสังเกตเห็นเลยสักคนว่าตนเองออกมาแล้ว จึงหันไปมองฉู่ลั่วอย่างทั้งตกใจทั้งนับถือ
พี่ลั่ว!
พี่ลั่ว!
พี่ลั่ว!
ถ้าไม่ใช่ว่ากลัวเสียงดังแล้วจะทำให้คนอื่น ๆ แตกตื่น เธอก็คงจะกลายเป็นแฟนคลับที่ตะโกนเรียกชื่อไอดอลของตัวเองไปแล้ว
พวกคนอื่น ๆ เห็นเย่อวิ๋นชูออกไปจากค่ายกลต่างก็สงสัยกัน
เย่อวิ๋นชูทำท่าทางเป็นภาษาใบ้กับพวกเขา แล้วกระโดดไปอีกด้าน หยิบมีดที่ไม่รู้ว่าชาวบ้านคนไหนโยนทิ้งไว้ที่พื้นขึ้นมา
เธอค่อย ๆ ตัดเชือกออกอย่างระมัดระวังโดยไม่สนใจรอยแผลที่ข้อมือของตัวเองเลยแม้แต่น้อย จากนั้นก็ตรงไปที่ข้างกายฉู่ลั่ว
“พี่ลั่ว…”
เธอตัดเชือกของฉู่ลั่วออกแล้วไปหาคนอื่น ๆ ตัดเชือกไปพลางสอนคนที่เหลือไปด้วยว่าต้องใช้ยันต์ยังไง
จี้ไจ่ลูบข้อมือของตัวเองพลางเดินเข้ามา “นี่มันยันต์ซ่อนลมหายใจเหรอ?”
ฉู่ลั่วเอ่ย “เพราะเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาเท่านั้น ขอเพียงให้มันดำเนินต่อไปได้ก็พอแล้ว”
ภาพลวงตาตรงหน้านี้ล้วนเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นซ้ำ