เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 468 เผ่าสวรรค์
ลมกรรโชกแรง จนกระโปรงสีขาวปลิวไสว
ผมสีดายาวสลวยพลิ้วไปตามลม เท้าที่ขาวสะอาดราวกับหยก แตะอยู่ที่ราวกั้นเบา ๆ
เป็ นร่างที่งดงามจนไร ้ที่ติ แค่ยืนนิ่ง ๆ อยู่ตรงนั้น ทว่าดูราวกับ ภาพวาดอันงดงามก็มิปาน
แต่แม้จะงดงามเพียงใด ทว่ากลับมิมีผู้ใดกล้าที่จะเดินเข้าไปใกล้ นาง แม้แต่คนเดียว
แค่ไอพลังที่แผ่ออกมาจากกายของสตรีลึกลับผู้นี้ ก็ทาให้ความ ว่างเปล่าโดยรอบเกิดเป็ นคลื่น ที่มีพลานุภาพอันน่าเกรงขามออก มาแล้ว
อีกทั้งที่นี่คือมหาสมุทรแท้จริง ซึ่งเต็มไปด้วยความลึกลับ มากมาย
การที่สตรีผู้นี้สามารถข้ามมหาสมุทรแท้จริงและปรากฏกายขึ้น ที่นี่โดยมิมีผู้ใดสังเกตเห็นได้ ก็พอจะอธิบายความเก่งกาจของนางได้ แล้ว
เหล่าผู้แข็งแกร่งของราชวงศ์เซียนหมื่นกระบี่ถึงกับชะงักไปตาม ๆ กัน ก่อนจะหันไปสบตากันอย่างอดมิได้ จากนั้นทุกคนก็ได้หันไป มองท่านบรรพบุรุษที่อยู่มิไกลนัก โดยพร ้อมเพรียงกันอย่างมิได้นัด หมาย
หลังจากนิ่งเงียบอยู่สักพัก นัยน์ตาของชายชรารูปร่างซูบผอมก็ เป็ นประกายวาววับขึ้นมา ทว่าใบหน้าเหลี่ยมกลับมิได้เผยสีหน้าใด ๆ ออกมามากนัก
เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน จากนั้นก็แวบหายมาปรากฏกายขึ้นที่ ด้านหน้า
“มิทราบว่าท่านมาที่นี่มีธุระอันใดเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
ชายชรารูปร่างซูบผอมลอบประเมินพลังของอีกฝ่ ายเงียบ ๆ แล้ว จึงเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง
“หาคน ! ”
เสียงอันเย็นชาเสียงหนึ่งดังขึ้นเพียงแค่สั้น ๆ
วินาทีต่อมาทันทีที่สิ้นเสียง ความว่างเปล่าตรงหน้าของสตรี ลึกลับก็สั่นสะเทือนขึ้น พร ้อมกับมีแสงสว่างวาบออกมา จากนั้นก็มี ม้วนภาพม้วนหนึ่งค่อย ๆ กางออก
บุรุษสวมอาภรณ์สีเขียว ผมยาวสีด าหนานุ่ม
นั่งอยู่หน้าโต๊ะพิณ นิ้วเรียวยาวกดที่สายพิณแผ่วเบา
ส่วนด้านหลังของเขามีต้นหลิวต้นหนึ่งที่เปล่งแสงอันเจิดจ้า ออกมา ช่างดูลึกลับยิ่งนัก
สุนัขสีดาที่มีร่างกายใหญ่โต ดวงตาหลับสนิท กาลังหมอบอยู่กับ พื้นอย่างเกียจคร ้าน
ขณะเดียวกันบนหลังของมันยังมีจิ้งจอกสีขาวราวกับหิมะ และมี ดวงตาสุกสกาวตัวหนึ่งนอนอยู่
ส่วนพื้นหลังของภาพเป็ นห้องที่มีสภาพทรุดโทรมเพียงมิกี่ห้อง
แต่สิ่งที่ทุกคนมิเข้าใจ ก็คือ ในเมื่อจะตามหาคน แต่ใบหน้าของ คนในภาพวาดกลับดูเลือนรางยิ่ง จนมองแทบจะมองมิออกว่าเป็ น ผู้ใด
เช่นนี้แล้วจะตามหาได้เยี่ยงไร !
“ในเมื่อท่านมาเพื่อตามหาคน แต่ใบหน้าของคนในภาพกลับ เลือนรางจนมิสามารถแยกแยะได้”
ท่านบรรพบุรุษที่มีรูปร่างซูบผอมขมวดคิ้วน้อย ๆ ก่อนแค่นเสียง เย็นออกมา ประกายคมกล้าพาดผ่านแววตา พร ้อมกับเอ่ยว่า “เช่นนี้ ……เจ้าต้องการดูถูกเหยียดหยามพวกข้าเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
ทันทีที่สิ้นเสียง ร่างของท่านบรรพบุรุษก็ระเบิดพลังอันแข็งแกร่ง ออกมาทันที ความว่างเปล่ารอบกายสั่นสะเทือนจนเกิดเป็ นระลอก คลื่น
มิว่าเยี่ยงไรเขาก็เป็ นถึงสุดยอดผู้แข็งแกร่ง ที่สามารถก้าวเข้าสู่ ระดับเทพพิภพได้ตลอดเวลา
หากมิใช่เพราะที่นี่ คือ มหาสมุทรแท้จริง ที่เต็มไปด้วยภยันตราย
อีกทั้งจนถึงบัดนี้เขายังมิเคยได้เห็นตาหนักเทพวาสนากับตามา ก่อน แล้วล่ะก็
มิเช่นนั้นแค่อีกฝ่ ายปรากฏตัวขึ้นที่นี่ เขาก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะ ลงมือแล้ว
แต่นี่เขาอุตส่าห์ลดตัวลงมาสนทนาด้วย แต่อีกฝ่ ายกลับนา ภาพเหมือนที่ใบหน้าเลือนรางเช่นนี้มาให้ดู หากนี่มิใช่การดูถูก เหยียดหยาม แล้วจะเป็ นสิ่งใดได้เล่า ?
“มิรู ้ ! ”
“โง่เขลา ! ”
สตรีชุดขาวที่มีที่มาที่ไปอันลึกลับ เมื่อเผชิญหน้ากับท่าทางดุดัน ของบรรพบุรุษราชวงศ์เซียนหมื่นกระบี่ นางเองก็แค่นเสียงเบา ๆ ออกมาอย่างมิแยแสเช่นกัน
“หากผู้ที่อยู่ในภาพวาดเป็ นคนธรรมดา แล้วจะต้องวาดภาพต้น หลิวต้นนั้น รวมถึงสุนัขดาและจิ้งจอกขาวอีกทาไมกัน ? ”
สตรีชุดขาวยังคงหันหลังให้กับทุกคน พลางเอ่ยด้วยน้าเสียงเย็น ชาว่า “อีกอย่าง……กู่เจิงเฟิง เจ้าวางอานาจเช่นนี้ ต้องการที่จะเป็ น ศัตรูกับเผ่าสวรรค์ของข้าเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
ห๊ะ ! ! !
บรรพบุรุษของราชวงศ์เซียนหมื่นกระบี่มีสีหน้าเปลี่ยนไป พร ้อม กับมีท่าทีหวาดหวั่นขึ้นมาทันที
ถูกต้อง !
กู่เจิงเฟิง ก็คือนามที่แท้จริงของเขา
แต่เกือบหมื่นปีมานี้ เขาเอาแต่เก็บซ่อนความสามารถ ตั้งใจรู ้แจ้ง ในจิตที่แท้จริงของกระบี่
จนมีข่าวลือหนาหูว่าเขามิสามารถทะลวงพันธนาการสุดท้ายได้ จนละสังขารไปเรียบร ้อยแล้ว
ดังนั้นนามที่แท้จริงของเขาจึงถูกผู้คนบนโลกลืมเลือนไปนาน แล้ว แม้แต่ตัวเขาเองก็เกือบจะลืมแล้วเช่นกัน
บัดนี้เมื่อถูกเรียกขานขึ้นมาอีกครั้ง จึงอดมิได้ที่จะรู ้สึกใจสั่น สะท้านขึ้นมา
ทว่าสิ่งที่ทาให้เขาตื่นตระหนกมากกว่านั้นก็คือ สตรีลึกลับผู้มี ตบะบารมีสูงส่งท่านนี้มาจากเผ่าสวรรค์ !
เผ่าสวรรค์ ! เป็ นหนึ่งในเผ่าราชาที่มีอยู่มิกี่เผ่าบนสวรรค์บูรพา
เบื้องหลังของพวกเขาหาใช่สิ่งที่ราชวงศ์เซียนหมื่นกระบี่จะ สามารถเทียบเคียงได้ !
ทว่าระหว่างที่กู่เจิงเฟิงกาลังตื่นตกใจ และทุกคนกาลังตกตะลึง อยู่นั้น
ซือถูเจิ้นผิงที่สังเกตภาพวาดอยู่นาน ก็ได้เอ่ยอย่างครุ่นคิดว่า “แม้ใบหน้าจะมองเห็นได้มิชัดเจน แต่บรรยากาศต่าง ๆ ในภาพวาด กลับทาให้ข้ารู ้สึกคุ้นเคยยิ่งนัก”
แม้เสียงของซือถูเจิ้นผิงจะแผ่วเบา ทว่ากลับดังก้องภายในหูของ ทุกคนอย่างชัดเจน
“เจ้าเอ่ยจริงหรือ ? ”
“แค่นี้ก็มองออกเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
“เจ้าอย่ามาล้อเล่นในเวลาเช่นนี้นะ ดูท่าทางของอีกฝ่ ายแล้ว เหมือนมีเบื้องหลังที่มิธรรมดาเลย !”
“ศิษย์น้องซือถู เจ้ารู ้จักคนผู้นี้จริงหรือ ? ”
กู่หยวนจื้อที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แววตาเป็ นประกายขึ้นมาในทันใด ก่อนจะเพ่งกระแสจิตเอ่ยถามออกไป
ซือถูเจิ้นผิงลูบที่คางตนเอง ก่อนจะพยักหน้ารับพลางครุ่นคิด
ขณะเดียวกันสตรีลึกลับที่มาจากเผ่าสวรรค์ก็ถึงกับสะดุ้งขึ้นมา ก่อนจะหมุนกายหันมามอง
ทว่าใบหน้าของนางยังคงรางเลือน มองมิออกว่านางมีสีหน้าเช่น ไร
“เจ้าหนุ่ม เจ้ารู ้จักคนผู้นี้จริง ๆ หรือ ? ”
น้าเสียงอันเย็นชาดังขึ้นอีกครั้ง อารมณ์ดูแปรปรวนอย่างเห็นได้ ชัด
ซือถูเจิ้นผิงลังเลอยู่สักพัก ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทาให้ทุกคนอก สั่นขวัญแขวนออกมาว่า “หากมิมีสิ่งใดผิดพลาดล่ะก็ ผู้ที่อยู่ในภาพ ……คงจะเป็ น……ท่านเย่”
ท่านเย่ ! ! !
วินาทีนี้มิเพียงแต่สตรีลึกลับและบรรพบุรุษของราชวงศ์เซียน หมื่นกระบี่กู่เจิงเฟิงจะตัวสั่นเทาขึ้นมา แม้แต่คนที่เหลือเองก็มีสีหน้า เปลี่ยนไปเช่นกัน ท่าทางของพวกเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
หลังจากเงียบไปชั่วครู่ ทุกคนก็หรี่ตาลงก่อนจ้องเขม็งไปยังบุรุษ หนุ่มผู้สวมอาภรณ์สีเขียวในภาพวาด
เพราะภาพอักษรพู่กันที่แฝงจิตที่แท้จริงของกระบี่ไร ้ที่สิ้นสุด ที่ ท่านบรรพบุรุษทาความเข้าใจในตอนนี้ ก็มาจากท่านเย่ผู้นี้เช่นกัน
ก่อนหน้านี้ เมื่อซือถูเจิ้นผิงได้กลายเป็ นศิษย์สายตรงของกู่เจิง เฟิงแล้ว ยังเคยเล่าเรื่องราวที่เขาได้พบเจอตอนอยู่โลกเบื้องล่างให้ เขาฟังอีกด้วย
และท่านเย่ผู้ที่เก่งกาจในทุกวิถี มีอิทธิฤทธิ์ถึงขนาดที่ว่าสามารถ ควบคุมการเปิดประตูสวรรค์เองได้ จึงได้รับความสนใจเป็ นอย่างมาก
ดังนั้นเหล่าผู้แข็งแกร่งของราชวงศ์เซียนหมื่นกระบี่ จึงปรารถนา ที่จะได้พบท่านเย่ผู้นี้มานานแล้ว
บัดนี้เมื่อได้รู ้ว่าบุรุษในภาพก็คือท่านเย่ผู้นั้น พวกเขาย่อม อยากจะเอาหัวมุดเขาไปในภาพวาด เพื่อพบหน้าท่านเย่สักครั้ง
“ผู้สืบทอด เช่นนั้นต้นหลิวต้นนี้ก็คือผู้อาวุโสท่านนั้นที่ท่านเอ่ย ถึงใช่หรือไม่ ? ”
“ใช่แล้ว นี่ก็คือผู้อาวุโสเทพหลิว เดิมทีนางถูกทัณฑ์สวรรค์ พิฆาตจนกลายไม้ฟ้ าผ่าชิ้นหนึ่ง แต่เพราะท่านเย่ยื่นมือเข้าช่วย นาง จึงได้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งและได้รู ้แจ้งในจิตแท้ของวิถีแห่งชีวิต”
“ศิษย์น้องซือถู สุนัขดาตัวนี้คงจะเป็ นราชันทมิฬที่เจ้าพูดถึงใช่ หรือไม่ ? ”
“ถูกต้อง นี่ก็คือราชันทมิฬ ที่อาศัยความรู ้แจ้งในภาพเทพมาร ของท่านเย่ ทาให้สายเลือดของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลง เชื่อว่าอีกมิ นานก็คงได้ขึ้นมายังสวรรค์บูรพาเช่นเดียวกัน”
“จิ้งจอกขาวตัวนี้ก็มิธรรมดา……”
ขณะที่เหล่าผู้แข็งแกร่งต่างแย่งกันถามอยู่นั้น
สตรีชุดขาวผู้ลึกลับก็เอ่ยขึ้นว่า “เช่นนั้นการที่พวกเจ้าออก เดินทางในครั้งนี้ ก็เพื่อตามหาท่านเย่ผู้นี้เยี่ยงนั้นหรือ ? ”
ซือถูเจิ้นผิงลอบสบตากับกู่เจิงเฟิง ก่อนจะยิ้มน้อยออกมา “มิใช่ ทั้งหมดหรอกขอรับ แต่หากมีวาสนาได้พบท่านเย่ ย่อมเป็ นเรื่องที่ โชคดียิ่ง”
สตรีลึกลับพยักหน้าน้อย ๆ ก่อนจะยกแขนข้างหนึ่งขึ้นมาสะบัด ทาให้ยันต์หยกชิ้นหนึ่งลอยมาอยู่ตรงหน้าของซือถูเจิ้นผิง
“เจ้าหนุ่ม หากเจ้าได้พบท่านเย่ให้เจ้าหักยันต์หยกชิ้นนี้ซะ และ หากเป็ นท่านเย่จริงก็นับว่าเผ่าสวรรค์ของข้าติดหนี้บุญคุณเจ้าครั้ง หนึ่งแล้ว”
สิ้นเสียง สตรีลึกลับหายวับไปในอากาศทันที
“ท่านอาจารย์ เหตุใดข้าถึงมิเคยได้ยินชื่อเผ่าสวรรค์มาก่อนเลย ขอรับ ? ”
ซือถูเจิ้นผิงที่กาลังลูบยันต์หยกโบราณอยู่ เงยหน้าขึ้นมองกู่เจิง เฟิงที่มีท่าทางเคร่งขรึม