เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 479 คงอีกวันสองวันนี้กระมัง
นี่มัน ? ? ?
นี่มัน ! ! !
ทันใดนั้น เมื่อทุกคนได้เห็นเหตุการณ์ประหลาดเช่นนี้
มิเพียงแต่คนของสามสานักเซียนใหญ่ที่ตะลึงงัน รู ้สึกราวกับมี เสียงวิ๊งดังขึ้นในโสตประสาท ทุกสิ่งเหมือนมิใช่เรื่องจริง
แม้แต่ชวี่สิงหยางที่ยืนอยู่ท่ามกลางหมอกเลือดอันหนาทึบก็แข็ง ค้างราวกับหินไปทันที
‘เกิดอันใดขึ้นกันแน่ ? ’
‘หอกสีเลือดที่แฝงด้วยพลังอันน่ากลัวด้ามนั้น เหตุใดจู่ ๆ ถึง หายไปได้ ? ’
‘หรือผู้ไร ้เทียมทานท่านนั้นใช ้อิทธิฤทธิ์ที่ท้าทายสวรรค์ จึง สามารถคลี่คลายวิกฤตในครั้งนี้ได้อย่างง่ายดาย ? ’
‘แต่ที่นี่คือสวรรค์บูรพานะ ! ’
‘เซียนทุรชนนับว่าเป็ นหนึ่งในผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดก็ว่าได้’
‘คนผู้นี้เป็ นผู้แข็งแกร่งเช่นไรกันแน่ จึงสามารถใช ้อิทธิฤทธิ์ที่ท้า ทายสวรรค์เช่นนี้ได้ ? ’
‘ใช่แล้ว !’
‘ท่านเย่ ! ’
‘ต้องเป็ นท่านเย่ที่ออกฌาน และใช ้อิทธิฤทธิ์ที่ท้าทายสวรรค์ เช่นนี้’
‘อืม !’
‘มิผิดแน่ ! ’
‘ต้องเป็ นท่านเย่อย่างแน่นอน ! ’
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ใบหน้าของคนจากสามสานักเซียนใหญ่ก็เผย รอยยิ้มยินดีออกมาในทันที
พวกเขาเชื่อว่าหากท่านเย่ออกฌานจริง เช่นนั้นหายนะใหญ่ใน ครั้งนี้ก็จะสามารถคลี่คลายได้อย่างง่ายดายเป็ นแน่
ขณะเดียวกัน ชวี่สิงหยางเองก็นิ่งงันอยู่นาน จนในที่สุดก็คิดถึง ท่านเย่ที่ลึกลับผู้นั้นขึ้นมาได้
เขารู ้ดีว่าหอกสีเลือดด้ามเมื่อครู่ของตนนั้นแท้จริงแล้วน่ากลัว เพียงใด
ถูกต้อง !
หอกสีเลือดด้ามนั้นอาจดูเหมือนถูกพุ่งออกไปส่ง ๆ ทว่าความ จริงแล้วเป็ นหนึ่งในสมบัติที่แข็งแกร่งที่สุดของเขา
ผู้ที่มีชีวิตอยู่มายาวนาน ถึงขนาดเคยก้าวเข้าสู่เส้นทางโบราณ เช่นเขา ย่อมเข้าใจเหตุผลข้อหนึ่งเป็ นอย่างดี
สาหรับผู้บาเพ็ญเพียรวิถีเซียนแล้ว เมื่อจิตใจถูกทาลาย พลังที่ จะปล่อยออกมาย่อมลดลง
ดังนั้นเมื่อเขาลงมือเป็ นครั้งแรก จึงได้ปล่อยพลังโจมตีที่ แข็งแกร่งออกไปจนหมด
ทว่าสิ่งที่ทาเขารู ้สึกงงงันก็คือ เมื่อครู่นี้มันเกิดอันใดขึ้นกันแน่ หอกสีเลือดของเขาอยู่ห่างจากหนิงซู่ซู่เพียงแค่ 10 จั้ง แต่กลับจม หายเข้าไปในอากาศ
มิหนาซ้าจนถึงตอนนี้เซียนทุรชนเช่นเขากลับมิสามารถสัมผัส ได้ถึงไอพลังใด ๆ เลย
เห็นได้ชัดว่าตบะบารมีของผู้ที่ลงมือจะต้องอยู่เหนือกว่าเขา และ อาจจะสูงถึงระดับที่เขามิสามารถคาดเดาได้อีกด้วย
‘หรือท่านเย่ผู้นั้นจะเป็ นผู้ลงมือจริง ๆ ?’
‘แต่ฝีมือที่พิสดารเช่นนี้ ข้ามิเคยพบเคยเจอมาก่อนเลย’
‘ตอนนี้ควรทาเช่นไรดี ? ’
‘ใช ้เคล็ดวิชาลับ หรือว่าจะหนีไปก่อน ? ’
‘แต่หากผู้ที่น่ากลัวเช่นนี้ยื่นมือมาขวาง ต่อให้เขาใช ้เคล็ดวิชา ลับก็เปล่าประโยชน์อยู่ดี’
ระหว่างที่ชวี่สิงหยางยืนนิ่งท่ามกลางหมอกเลือดอันหนาทึบ ด้วย ความตกตะลึงอยู่นั้น
เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งเคอ
และแล้วก็เป็ นดังเช่นที่เขาคิดเอาไว้มิมีผิด
ตอนนี้ในหัวจู่ ๆ ก็เสียงชราเสียงหนึ่งดังขึ้น
“นับว่าเจ้ายังฉลาดที่มิได้เลือกหนีไปเสียก่อน มิเช่นนั้นข้าคง ต้องเปลืองแรงไปจับเจ้ากลับมาเป็ นแน่”
ร่างกายาของชวี่สิงหยางสั่นน้อย ๆ พลางกลืนน้าลายลงคออย่าง อดมิได้
เสียงของอีกฝ่ ายสามารถดังขึ้นในหัวของเขาได้ โดยที่เขามิรู ้ตัว เช่นนี้
นี่คงพออธิบายได้แล้วว่าตบะบารมีและพลังของอีกฝ่ ายนั้น เหนือกว่าเขามาก
หลังจากครุ่นคิดอยู่สักพัก ชวี่สิงหยางก็ส่งกระแสจิตออกไปอย่าง ไร ้จุดหมายว่า “ผู้อาวุโส คิดว่าผู้แข็งแกร่งระดับท่าน มิควรยื่นมือเข้า มายุ่งในการต่อสู้ระหว่างคนรุ่นหลังเช่นพวกเรากระมัง ? ”
มินานเสียงชราก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ที่เจ้าเอ่ยมานั้นมีเหตุผล แต่เจ้ามิต้องกังวลไป ข้าเองก็มิคิดที่จะ ยื่นมือเข้าไปยุ่งเรื่องของพวกเจ้าอยู่แล้ว เพียงแต่ยังมิถึงเวลาที่เจ้าจะ สังหารคนของสามสานักเซียนใหญ่ในเวลานี้”
ชวี่สิงหยางขมวดคิ้วมุ่น สีหน้าเข้มขึ้นภายในพริบตา ก่อนจะส่ง กระแสจิตถามกลับไปอีกครั้ง “ผู้อาวุโส ท่านหมายความว่าเช่นไร ? ”
“มิมีอันใดมาก ข้าหมายความว่าตอนนี้ยังมิถึงเวลาก็เท่านั้น”
“ผู้อาวุโส ผู้น้อยมิเข้าใจ”
“เจ้ามิจ าเป็ นต้องเข้าใจ เพียงแค่รอไปก่อนก็พอ”
“ผู้อาวุโส แล้วหากผู้น้อยมิยอมเล่า ? ”
“เจ้ากาลังขู่ข้างั้นหรือ ? ”
“ผู้น้อยมิเข้าใจจริง ๆ ขอรับ”
“หากเป็ นเมื่อก่อน เจ้ากล้าใช ้น้าเสียงเช่นนี้เอ่ยกับข้าล่ะก็ ตอนนี้ เจ้าคงถูกบดขยี้ไปแล้ว”
“เจ้าจงฟังให้ดี หากข้ายังมิอนุญาตให้เจ้าลงมือ แล้วเจ้ากล้า โจมตีล่ะก็ ข้ารับประกันได้เลยว่าเจ้าจะมิมีทางมีชีวิตรอดออกไป จากหลิงโจวได้อีกแน่นอน”
เอ่ยเพียงเท่านั้น ชวี่สิงหยางก็ได้แต่อ้าปากพะงาบ ๆ ทว่ากลับมิ สามารถตอบโต้ใด ๆ
แน่นอนว่าเขาเองก็มิกล้าเอ่ยสิ่งใดออกมา
ตอนนี้เขาคงทาได้แค่นาตัวชวี่เหวินเซี่ยกลับไป และทาการย้าย วิญญาณให้สาเร็จเท่านั้น
บางทีเขาอาจจะสามารถขจัดสิ่งอัปมงคล ก้าวสู่เส้นทางโบราณ ได้ใหม่อีกครั้ง เพื่อขึ้นไปยังแดนเซียนโบราณ และก้าวสู่จุดสูงสุดของ วิถีเซียนได้ด้วย
หากตายอยู่ที่หลิงโจว ทั้งหมดที่ทามาก็ไร ้ค่าทันที
ทน !
ท าได้เพียงอดทน !
ทว่าเซียนทุรชนที่เคยก้าวเข้าสู่เส้นทางโบราณแต่กลับล้มเหลว อีกทั้งยังแปดเปื้อนสิ่งอัปมงคล และเป็ นผู้แข็งแกร่งที่สุดของสวรรค์ บูรพาเช่นเขา
แต่ในตอนนี้ภายในใจของเขากลับเต็มไปด้วยความหงุดหงิดที่ ต้องจ าทน และรู ้สึกว่าตนเองนั้นก็มิต่างอันใดจากหุ่นเชิดตัวหนึ่ง
หากการสังหารต่อจากนี้ อยู่ในการควบคุมของบุคคลที่ไร ้เทียม ทาน เช่นนี้คงกลายเป็ นเพียงละครฉากใหญ่ฉากหนึ่งเท่านั้น
เมื่อคิดถึงตรงนี้ชวี่สิงหยางก็กาหมัดแน่น พลางเอ่ยอย่างเคียด แค้นในใจว่า “โลกมนุษย์มีค ากล่าวว่า เรื่องราวเปลี่ยนแปลง รุ่งเรือง ตกต่ามิแน่นอน”
“วันนี้ข้าจะอดทนเอาไว้ รอวันหน้าหากข้าก้าวเข้าสู่จุดสูงสุดของ วิถีเซียนแล้ว ข้าจะเหยียบพวกเจ้าให้จมดิน……”
……
เวลานี้
บนเขาที่เขียวขจีลูกหนึ่งที่อยู่ห่างจากนิกายกระบี่สวรรค์ออกไป หลายลี้
ผู้เฒ่าชุดดาที่มาจากเมืองกระบี่สวรรค์ มุมปากประดับเอาไว้ด้วย รอยยิ้มพึงพอใจ
ดวงตาสีด าข้าง สีขาวข้าง เปล่งประกายระยิบระยับออกมา
“คิดมิถึงว่าเด็กคนนี้จะชื่นชอบนายท่านถึงเพียงนี้ โชคดีที่ข้าลง มือได้ทันเวลา มิเช่นนั้นนางคงต้องตายเพราะหอกสีเลือดที่สร ้างจาก หลักเต๋าด้ามนั้นเป็ นแน่”
“หากนางสามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางโบราณเป็ นเพื่อนนายท่าน และขึ้นไปยังแดนเซียนโบราณ จากนั้นก็เข้าสู่แดนเทพบรรพกาลได้ ถึงตอนนั้นเชื่อว่าความทรงจาของนายท่านจะต้องถูกปลดผนึกออก และมิแน่ว่าอาจจะมีนายน้อยสักคนสองคน……”
เอ่ยถึงตรงนี้ผู้เฒ่าชุดดาก็เผยรอยยิ้มยินดีอย่างที่มิเคยมีมาก่อน แต่จู่ ๆ เขากลับตบไปที่หน้าผากตนเองเบา ๆ
“จริงสิ ก่อนหน้านี้เพราะเหอเสวียนจี นางต้องคิดว่าข้าเป็ นคน เลวร ้ายเป็ นแน่ เช่นนี้ข้าคงต้องสร ้างสัมพันธ ์อันดีกับนางเสียหน่อย แล้ว”
เวลาสิบกว่าวันผ่านไปไวราวกับโกหก
ทว่าสิ่งที่ทาให้ทุกคนรู ้สึกงงงัน ก็คือ บนท้องฟ้ าของนิกายกระบี่ สวรรค์ชั้นนอกยังคงปกคลุมไปด้วยหมอกเลือดอันหนาทึบเช่นเคย
ส่วนชวี่สิงหยางก็ยังคงยืนอยู่ตรงนั้น และมิมีทีท่าว่าจะลงมืออีก โดยมิทราบสาเหตุ
นี่มันหมายความว่าเยี่ยงไรกันแน่ ?
หรือว่าสิ่งนี้ก็คือกลยุทธ ์ล้อมแต่มิตีในตานาน คิดจะให้คนของ สามสานักเซียนใหญ่อยู่เยี่ยงนั้นจนตายไปเองงั้นหรือ ?
……
……
วันนี้เจี้ยนอู๋เหินที่เฝ้ าอยู่บนยอดเขาลูกที่เย่ฉางชิงพานักอยู่ ได้มายังชั้นในของนิกายกระบี่สวรรค์ เพื่อจะไปหาเคล็ดกระบี่เล่มหนึ่ง ที่หอเก็บต ารา
ทว่าเมื่อเขามาถึงชั้นในของนิกายกระบี่สวรรค์
จึงได้พบว่าบัดนี้ชั้นในของนิกายกระบี่สวรรค์ นอกจากผู้อาวุโส ที่มีหน้าที่เฝ้ าด้านนอกของหอเก็บตาราท่านหนึ่ง และศิษย์สายในอีก มิกี่คนแล้ว แทบมิมีผู้ใดอยู่อีกเลย
“คารวะศิษย์พี่ใหญ่”
“อู๋เหิน ในที่สุดเจ้าก็มาแล้ว”
เมื่อเห็นเจี้ยนอู๋เหินที่มีสีหน้าสงสัยเดินเข้ามา ทุกคนต่างก็รีบ ค านับให้อย่างนอบน้อมในทันที
“ท่านเหมย นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ ? ”
เจี้ยนอู๋เหินกวาดสายตาไปทั่ว พลางถามขึ้นด้วยความสงสัย “พวกอาจารย์และศิษย์น้องคนอื่น ๆ เหตุใดจึงมิเห็นเล่า ? ”
ผู้อาวุโสแซ่เหมยเม้มริมฝี ปากเล็กน้อย มิตอบค าถามเขาแต่ อย่างใด แต่ได้ถามกลับไปว่า “อู๋เหิน เจ้ารู ้หรือไม่ว่าท่านเย่จะออก ฌานเมื่อใด ? ”
เจี้ยนอู๋เหินชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยอย่างมิเต็มเสียงนัก “คาด ว่าคงอีกวันสองวันนี้กระมัง”