เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 483 เซียนทุรชน ? มีดีแค่นี้เองหรอกหรือ ?
เมื่อได้เห็นเย่ฉางชิงที่ยังอ่อนเยาว์ หล่อเหลา และมีท่าทางสุภาพ อ่อนโยน
ชวี่สิงหยางก็มั่นใจทันทีว่าคนผู้นี้จะต้องมิใช่คนธรรมดาอย่าง แน่นอน เป็ นไปได้สูงที่จะเป็ นท่านเย่ที่ก่อนหน้านี้ต่างเล่าลือกันมา
เพราะเขามีชีวิตอยู่มายาวนาน จึงได้พบผู้คนมามากมายนับมิ ถ้วน
ทว่าบุรุษที่หล่อเหลา และมีลักษณะท่าทางโดดเด่นแต่สุภาพ อ่อนโยน ทั้งยังสะกดไอพลังไว้จนมิสามารถสัมผัสได้เช่นนี้ ต้อง ยอมรับว่าเขาเองก็เพิ่งจะเคยพบเป็ นครั้งแรก
ที่สาคัญที่สุด ก็คือ เพียงแค่อีกฝ่ ายมองมาแวบเดียว แม้ตนจะ เป็ นเซียนทุรชนที่แปดเปื้อนสิ่งอัปมงคล ทว่าจิตใจก็ยังสงบลงได้อย่าง น่าประหลาด
หากบุคคลเช่นนี้ยังมิใช่ยอดฝี มือที่ไร ้เทียมทาน เช่นนั้นแล้ว บุคคลเช่นไรกันถึงจะเรียกว่าเป็ นยอดฝีมือที่ไร ้เทียมทาน ?
น่าเหลือเชื่อ !
ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก !
มินานชวี่สิงหยางก็อดที่จะหวนคิดถึงเสียงชราที่ดังขึ้นภายในหัว ก่อนหน้านี้ขึ้นมามิได้
เพราะเขารู ้สึกว่าเสียงก่อนหน้านี้ กับท่านเย่ที่อยู่ตรงหน้าท่านนี้ เหมือนจะมิใช่คน ๆ เดียวกัน
หรือว่านิกายกระบี่สวรรค์ยังมีผู้ที่แข็งแกร่งกว่าระดับเทพพิภพอยู่ อีกเยี่ยงนั้นหรือ ?
แต่ที่นี่คือสวรรค์บูรพานะ ขนาดเซียนทุรชนเช่นเขาก็ยังมีอยู่ น้อยนิดเต็มที
เหตุไฉนดินแดนอันห่างไกลเช่นหลิงโจว ถึงมียอดฝีมือที่ไร ้เทียม ทานและอยู่เหนือกฎสวรรค์ถึงสองท่านได้ ?
หรือพวกเขาเป็ นคนที่เบื้องบนส่งมา เพื่อหยุดยั้งความโกลาหล อันดามืดที่กาลังจะเกิดขึ้น
มิกี่อึดใจต่อมา
ขณะที่ชวี่สิงหยางยังคงคิดไปต่าง ๆ นานา ทว่าก็ยังมิได้คาตอบ นั่น
ภาพที่ทาให้ผู้คนตื่นตระหนกก็เกิดขึ้น
เมื่อเย่ฉางชิงที่ยืนอยู่บนปทุมสูติหยุดลง ขณะอยู่ห่างจากชวี่สิง หยางอีกประมาณพันจั้ง
จากนั้นลาแสงที่แผ่ไอพลังมหามรรคาอันบริสุทธิ์ชนิดต่าง ๆ หลายสาย ก็พวยพุ่งออกจากทางด้านหน้าของเย่ฉางชิง ก่อนจะปะทะ เข้าใส่ชวี่สิงหยาง
จากนั้นลาแสงเหล่านั้น จู่ ๆ ก็หยุดลงที่บนศีรษะของชวี่สิงหยาง ก่อนจะกลายเป็ นจุดด าเล็ก ๆ
ภายในพริบตาจุดดาเหล่านั้นก็ขยายใหญ่ขึ้นอีกร ้อยเท่า พันเท่า และแปรเปลี่ยนเป็ นสมบัติวิเศษต่าง ๆ ที่เหนือกว่าที่ทุกคนจะ จินตนาการได้
ตาหนักสัมฤทธิ์โบราณที่แผ่สัญลักษณ์มหามรรคาต่าง ๆ ส่อง แสงระยิบระยับออกมามากมายหลังหนึ่ง ที่ดูราวกับภูเขาเทพลอยอยู่ บนท้องนภา จนปิดฟ้ าบังตะวันก็ว่าได้
สิ่งนี้ก็คือ ตาหนักเทพวาสนาที่เย่ฉางชิงได้รับมาจากบนบันได เมฆา !
ซึ่งตาหนักเทพวาสนาหลังนี้จะต้องเป็ นศาสตราเทพชิ้นหนึ่งอย่าง แน่นอน เพราะแค่ลอยอยู่เหนือศีรษะของชวี่สิงหยาง ก็มีพลานุภาพ มหาศาลและน่าสะพรึงกลัวผนึกกายเนื้อของชวี่สิงหยางเอาไว้ได้แล้ว ท าให้พลังวิญญาณของเขามิสามารถใช ้ได้อีกต่อไป
เพียงพริบตาก็มีเจดีย์โบราณสูงถึงร ้อยจั้ง อบอวลไปด้วยไอพลัง เสวียนหวงอันเก่าแก่ ตั้งตระหง่านอยู่เคียงข้างตาหนักเทพวาสนา
เจดีย์โบราณสูงตระหง่าน ราวกับเสาสวรรค์ที่ค้าจุนฟ้ าดิน แผ่ กลิ่นอายโบราณที่สงบเยือกเย็นออกมา
ถูกต้อง !
เจดีย์นี้ก็คือเจดีย์เสวียนหวงที่เย่ฉางชิงได้รับตอนอยู่เมืองหลวง ของโลกเบื้องล่าง
ในวินาทีที่เจดีย์หวงเซวียนหลิงหลงปรากฏขึ้น เหมือนตัวเจดีย์จะ สัมผัสได้ถึงไอพลังอัปมงคล ที่แผ่ออกมาจากร่างของชวี่สิงหยางได้ ในทันที
เสี้ยววินาที ลาแสงที่เป็ นมงคลกลุ่มหนึ่งก็แผ่ลงมาจากเจดีย์ เสวียนหวง ปกคลุมชวี่สิงหยางเอาไว้เช่นกัน
ส่วนหอกสีเลือดในมือของชวี่สิงหยางด้ามนั้น ทันทีที่ถูกลาแสง มงคลเข้าปกคลุม ก็มลายหายไปในอากาศอย่างน่าพิศวง
มิเพียงเท่านั้น เมื่อกระดานหมากโบราณกระดานหนึ่งขยายใหญ่ ขึ้นร ้อยเท่า ลาแสงขาวดาอันแปลกประหลาดและน่าสะพรึงกลัวก็สาด ส่องลงมา ปิดกั้นทั้งซ ้ายขวาหน้าหลังของชวี่สิงหยางเอาไว้ ทาให้เขา มิสามารถเคลื่อนที่ได้อีก
ส่วนพิณโบราณที่ลอยอยู่บนฟ้ า ก็ค่อย ๆ ส่งเสียงอันไพเราะ นุ่มนวลขึ้น ทาให้จิตใจคนฟังรู ้สึกผ่อนคลาย และลดความระแวดระวัง ตัวลงอย่างห้ามมิได้
ทว่าเสียงพิณนั้นกลับเก็บซ่อนความลึกลับบางอย่างเอาไว้
และขณะที่มีดทาครัวเล่มหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศ แม้จะดูเหมือน มีดธรรมดาทั่วไป ทว่าไอสังหารที่แผ่ออกมากลับน่าสะพรึงกลัวอย่าง มาก จนส่งผลต่อจิตใจของคน……
ต้องบอกว่าขณะที่เย่ฉางชิงเห็นร่างของทุกคน รวมทั้งหนิงซู่ซู่ที่ กาลังเผชิญหน้ากับชวี่สิงหยางอาบไปด้วยเลือดและน่าเวทนาจะเกิน จะบรรยายได้
เขาก็ได้เพ่งสมาธิและนาของวิเศษทุกชิ้น ที่อยู่ภายในแหวนเก็บ สมบัติออกมา แล้วโยนสิ่งเหล่านั้นออกไปในทันที
ทว่าเวลานี้มิเพียงแต่คนของสามสานักเซียนใหญ่ที่จะรู ้สึกตก ตะลึง แม้แต่ชวี่สิงหยางก็นิ่งงันไปเช่นกัน เขารู ้สึกราวกับมีเสียงวิ๊งดัง ขึ้นในโสตประสาท ทุกสิ่งพลิกจากหน้ามือเป็ นหลังมือราวกับความ ฝัน
ท่านเย่ทาเช่นนี้ ดูจะเล่นใหญ่เกินไปหน่อยกระมัง ?
สมบัติเซียนมากมายเช่นนี้ ต่อให้ชวี่สิงหยางจะเป็ นเซียนทุรชนที่ แข็งแกร่งเพียงใด เชื่อว่าแค่สมบัติชิ้นใดชิ้นหนึ่งก็คงเพียงพอจะ สังหารเขาได้อย่างง่ายดายแล้ว
แต่นี่ท่านเย่กลับนาออกมาถึงสิบกว่าชิ้น นี่หมายความว่าเยี่ยงไร กันแน่ !
เขากาลังโอ้อวดอยู่เยี่ยงนั้นหรือ ?
มิน่าใช่ !
ระดับสูงส่งเช่นเขาแล้ว มิน่ าจะมีจิตใจหลงใหลชื่อเสียง จอมปลอมเช่นนี้อีกนี่นา
ขณะที่คนของสามสานักเซียนใหญ่กาลังเหงื่อตกอยู่นั้น
ชวี่สิงหยางที่เวลานี้บนศีรษะมีสิ่งที่เรียกเป็ นสมบัติเซียนต้องห้าม กว่าสิบชิ้นลอยวนอยู่ ถึงกับดวงตาเบิกโพลง ขมับชื้นไปด้วยเหงื่อราว กับสัตว์ที่ติดกับดักและสิ้นหวังตัวหนึ่งเท่านั้น
“ไม่ คนเช่นท่านมิควร……มิควรยื่นมือเข้ายุ่งกับการต่อสู้ของมด ปลวกเช่นพวกเรา……”
ชวี่สิงหยางตัวชาวาบ ท่าทางเต็มไปด้วยความตกตะลึง พร ้อมกับ ส่ายหน้าไปมาและเอ่ยกับตนเองอยู่เยี่ยงนั้น
สิ้นเสียงตาหนักเทพวาสนาที่ราวกับภูเขาเทพ เจดีย์หวงเซวียน หลิงหลงที่ราวกับเสาสวรรค์ รวมถึงสมบัติเซียนต้องห้ามชิ้นอื่น ๆ อีก มากมาย ก็ได้ส่องแสงเทพที่เจิดจ้าจนแสบตาออกมา พร ้อมกดทับลง มายังเบื้องล่างในทันที
เพียงเท่านี้ก็พอจะรู ้แล้วว่า ต่อจากนี้ชวี่สิงหยางจะมีจุดจบที่น่า อนาถเพียงใด !
เพียงชั่วประกายไฟแลบ
ด้วยการสะกดของสมบัติเซียนต้องห้ามมากมายเหล่านั้น สุด ยอดผู้แข็งแกร่งที่มีชีวิตอยู่มายาวนาน และเคยก้าวเข้าสู่เส้นทาง โบราณล้มเหลว และฝากความหวังทุกอย่างเอาไว้ที่ลูกหลานอย่างชวี่ เหวินเซี่ย ก็ได้ตายไปในที่สุด
แต่สิ่งที่น่าประหลาดยิ่งก็คือ เมื่อแสงเทพต่าง ๆ ค่อย ๆ จาง หายไป
ชวี่สิงหยางก็เหมือนกับหายไปในอากาศ มิเหลือแม้แต่ขนสักเส้น เดียว
อีกด้านหนึ่ง
เย่ฉางชิงที่เดิมทีคิดจะโยนของทั้งหมดในแหวนเก็บสมบัติออกไป จากนั้นก็หาโอกาสหนี
เพราะขนาดบรรพจารย์ของนิกายกระบี่สวรรค์อย่างหนิงซู่ซู่ เมื่อ เผชิญหน้ากับเซียนทุรชนยังเลือดโชกถึงเพียงนั้น แล้วเขาที่มีตบะ บารมีเพียงระดับแดนก่อกาเนิดขั้นกลางจะสามารถทาอันใดได้ ?
แต่ระหว่างที่เย่ฉางชิงหมุนกายเตรียมที่จะหนีนั้น ก็บังเอิญเห็น ภาพที่ลาแสงต่าง ๆ กลืนกลินเซียนทุรชนผู้นั้นเข้าไป
ภายในดวงตาเรียวยาวคู่นั้น พลันมีประกายประหลาดพาดผ่าน ทันที
‘สังหารเซียนทุรชนที่แข็งแกร่งผู้นั้นได้แล้วงั้นหรือ ? ’
หลังจากนิ่งเงียบอยู่สักพัก เย่ฉางชิงจึงได้ส่งกระแสจิตออกไป เงียบ ๆ เพื่อทาการสารวจ
ทว่าเขากลับหาร่างของชวี่สิงหยางท่ามกลางแสงอันเจิดจ้านั้นมิ เจอ ถึงขนาดขนสักเส้นก็มิเห็น
‘นี่มันเรื่องอันใดกัน ? ’
‘หรือว่าเซียนทุรชนผู้นั้นจะหนีไปได้ ? ’
‘มิน่าใช่’
‘แต่ต่อให้ถูกสังหารก็ควรจะพบร่องรอยอันใดบ้างนี่นา ! ’
‘เหตุใดแม้แต่ขนสักเส้นก็ยังมิเหลือ ? ’
‘เช่นนี้หรือว่าข้ามิต้องหนีแล้ว สามารถวางมาดต่อได้ ? ’
‘ทว่าก่อนอื่นข้าต้องดูคนอื่นเสียก่อน ว่ามีปฏิกิริยาเช่นไร’
ผ่านไปครู่ใหญ่เมื่อแสงอันเจิดจ้าจางหายไป ก็มิพบร่างของชวี่สิง หยางอีกแล้ว
คนของสามสานักเซียนใหญ่ต่างก็ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง ก่อนที่ ใบหน้าจะเผยรอยยิ้มยินดีออกมา
มิผิดแน่ !
เซียนทุรชนชวี่สิงหยางถูกท่านเย่สังหารแล้ว !
ถึงขนาดมิเหลือแม้แต่ขนสักเส้นเดียว !
หลังจากเงียบไปชั่วครู่ ทุกคนต่างก็หมุนกายไปทางเย่ฉางชิงที่ ยังคงยืนอยู่กลางอากาศ
“ผู้น้อยคารวะท่านเย่ ! ”
จากนั้นทุกคนต่างก็ทยอยคุกเข่าลงบนพื้นด้วยความเลื่อมใสเป็ น อย่างมาก พร ้อมกับโค้งค านับให้กับเย่ฉางชิง
เมื่อเห็นดังนั้น เย่ฉางชิงก็อดมิได้ที่จะตกตะลึง
‘พวกเขาหมายความว่าเช่นไร ? ’
‘หรือว่าเซียนทุรชนที่แข็งแกร่งไร ้ที่เปรียบผู้นั้นถูกข้าสังหารด้วย วิธีการมั่วซั่วไปแล้วเยี่ยงนั้นหรือ ? ’
‘อืม ! ’
‘คงจะเป็ นเช่นนั้น ! ’
‘มิใช่สิ ! ’
‘ต้องเป็ นเช่นนั้นแน่ ! ’
‘ข้าสังหารเซียนทุรชนอันใดนั่นได้แล้ว ! ’
‘เซียนทุรชน ? ’
‘มีดีแค่นี่เองหรอกหรือ ? ’