เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 530 เจ้าไปทำให้เขาหุบปากทีสิ
ตู้ม !
ตู้ม !
ตู้ม !
เมื่อลำแสงสีเลือดที่แปลกประหลาดและทรงพลังมากมายพุ่งขึ้นมา จนเชื่อมโยงฟ้าและดินเข้าด้วยกัน
เสียงอึกทึกมากมายก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากบริเวณที่ไกลออกไป
ขณะเดียวกัน เมื่อไอพลังอันน่าสะพรึงกลัวยิ่งแผ่ขยายออกมา แดนต้องห้ามแห่งนี้ก็เกิดความโกลาหลวุ่นวายไปหมด
คลื่นลมปั่นป่วนสูงนับร้อยจั้ง ไอพลังหลักเต๋าและปราณวิญญาณต่าง ๆ แผ่ขยายออกไปอย่างต่อเนื่อง
เป็นปรากฏการณ์น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ราวกับวันสิ้นโลกก็มิปาน
ถูกต้อง
เนื่องจากการต่อสู้ของเผ่าและสำนักต่าง ๆ ก่อนหน้านี้ ทำให้มีผู้แข็งแกร่งวิถีเซียนเกือบหนึ่งในสี่ส่วนต้องตายอยู่ที่นี่
ดังนั้นเซียนทุรชนที่หลับใหลอยู่ภายในแดนต้องห้ามแห่งนี้รับรู้ได้ จึงทำให้พวกเขาทยอยปลดผนึกออก และตื่นขึ้นมาจากการหลับใหล
ยิ่งไปกว่านั้นเพื่อแย่งชิงตำหนักเทพวาสนาในตำนาน
กลุ่มคนที่ข้ามมหาสมุทรแท้จริงมาในครั้ง จึงหาใช่ผู้แข็งแกร่งธรรมดาไม่ ทว่าล้วนแล้วแต่เป็นเหล่าบรรพบุรุษทั้งสิ้น ผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทานที่สามารถก้าวเข้าสู่ระดับเทพพิภพได้ตลอดเวลา
และผู้แข็งแกร่งที่อยู่ในระดับนี้ ความแตกฉานในด้านต่าง ๆ บนวิถีเซียนจึงอยู่ใกล้คำว่าสมบูรณ์เต็มที และเมื่อดับสูญลงจะทำให้พลังวิญญาณมหาศาลภายในกายและเลือดที่แฝงแก่นแท้ชนิดต่าง ๆ ไหลออกมา และแผ่ออกไปภายในแดนต้องห้ามแห่งนี้
มิเพียงเท่านั้น เพราะเมื่อพวกเขาตายไป วิถีที่พวกเขารู้แจ้งและบำเพ็ญเพียรมาก็จะถูกปลดปล่อยออกไป ราวกับม้าป่าที่ถูกปลดบังเหียนออกก็มิปาน ยิ่งทำให้บริเวณนี้เกิดความโกลาหลมากขึ้นไปอีกหลายเท่า
ส่วนเซียนทุรชนนั้นเนื่องจากแปดเปื้อนสิ่งอัปมงคลบนเส้นทางโบราณ ต่อให้พวกเขาจะหลับใหล สิ่งอัปมงคลที่น่ากลัวเหล่านั้นกลับยังคงกัดกินปราณชีวิตของพวกเขาอยู่ตลอดเวลา
บางทีอาจเป็นเพราะสิ่งอัปมงคลเหล่านี้ จึงทำให้พวกเขามีความรู้สึกที่ไวต่อเลือดมากกว่าคนทั่วไป
ยิ่งไปกว่านั้นบรรพบุรุษของเผ่าและสำนักต่าง ๆ เหล่านี้ ต่างบำเพ็ญเพียรด้วยความยากลำบากมาจนถึงวันนี้ เลือดของพวกเขานั้นจึงเทียบได้กับจิตวิญญาณฟ้าดินที่หายาก
ขณะเดียวกัน เย่ฉางชิงที่ตกอยู่ในภวังค์การรู้แจ้ง ก็ถูกเสียงอันดังสนั่นหวั่นไหวนี้ปลุกขึ้นมาเช่นกัน
เมื่อดวงตาเรียวยาวคู่นั้นของเขาลืมขึ้นอีกครั้ง และมองเห็นว่าท้องฟ้าที่ไกลออกไปบัดนี้ครึ่งหนึ่งกลับถูกชโลมไปด้วยเลือด ก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างห้ามมิได้
‘นี่มันเรื่องอันใดกันอีก ! ’
‘หรือหลังจากที่ข้าตกอยู่ในภวังค์ลึกลับนั่น จึงทำให้เกิดนิมิตขึ้นมา ? ’
‘แต่การที่ท้องฟ้าครึ่งหนึ่งถูกชโลมไปด้วยเลือดเช่นนี้ คงมิได้เป็นเพราะนิมิตยังมิมลายหายไปหรอกกระมัง ? ’
‘เป็นไปมิได้ ! ’
‘เป็นไปมิได้เด็ดขาด ! ’
‘ผู้ที่อยู่ในครรลองคลองธรรมเช่นข้า จะทำให้เกิดนิมิตที่ชั่วร้ายเช่นนี้ได้เยี่ยงไรกัน ? ’
หลังจากนิ่งเงียบอยู่พักใหญ่ เย่ฉางชิงก็หันไปถามหนิงซู่ซู่ด้วยความสงสัยว่า “ซู่ซู่ นิมิตชั่วร้ายเช่นนี้ เกิดอันใดขึ้นเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
หนิงซู่ซู่ที่ขมวดคิ้วน้อย ๆ สบตากับเย่ฉางชิง ก่อนจะส่ายหน้าออกมา “ข้าก็มิแน่ใจเหมือนกัน แต่ข้ามีลางสังหรณ์ที่มิค่อยดีเท่าไรนัก”
ทันทีที่สิ้นเสียง ผู้เฒ่าชุดดำที่ยืนอยู่ด้านหลังของเย่ฉางชิงก็ค่อย ๆ เอ่ยขึ้นว่า “นายท่านขอรับ นิมิตเช่นนี้หากมิมีสิ่งใดผิดพลาดล่ะก็ คงเป็นเพราะเซียนทุรชนที่หลับใหลอยู่ที่นี่ได้ตื่นขึ้นมาแล้วขอรับ”
เย่ฉางชิงหันกลับไปมองและเอ่ยว่า “เยี่ยงไรหรือ ? ”
ผู้เฒ่าชุดดำยิ้มกว้างออกมา ก่อนจะอธิบายว่า “เนื่องจากเซียนทุรชนได้แปดเปื้อนสิ่งอัปมงคล ทำให้พลังลมปราณของตนเองถูกสิ่งอัปมงคลกลืนกินตลอดเวลา อีกทั้งหลังจากแปดเปื้อนสิ่งอัปมงคลแล้ว พวกเขาก็จะมีประสาทรับรู้ที่ไวต่อเลือดและจิตวิญญาณอย่างมากขอรับ”
“ยิ่งไปกว่านั้นด้วยตบะบารมีของตาเฒ่าที่ห้ำหั่นกันเมื่อครู่ ทั่วทั้งสวรรค์บูรพานั้นถือว่าหาได้ยากยิ่ง ดังนั้นตอนที่พวกเขาเข่นฆ่ากัน จึงทำให้เลือดและไอพลังวิญญาณไหลออกมา และสิ่งนั้นก็ได้ปลุกให้เซียนทุรชนที่หลับใหลตื่นขึ้นมาก่อนกำหนดขอรับ”
เย่ฉางชิงปรายตามองผู้เฒ่าชุดดำที่มีท่าทีสงบนิ่งเล็กน้อย พร้อมกับประกายบางอย่างพาดผ่านดวงตา
‘สิ่งอัปมงคล ? ’
‘สิ่งที่เรียกว่าสิ่งอัปมงคลแท้จริงแล้วคือสิ่งใดกันแน่ ? ’
‘ในเมื่อเจ้าสามารถอธิบายได้เป็นหลักเป็นการเช่นนี้ อีกทั้งยังคุยโวว่าตบะบารมีสูงส่ง’
‘ในเมื่อเป็นเช่นนั้นเจ้าบอกข้ามาหน่อยสิว่าสิ่งอัปมงคลแท้จริงแล้วคืออันใดกันแน่ ! ’
‘อีกอย่างเมื่อมีเวทีประลองมาอยู่ตรงหน้าแล้ว ข้าจะดูสิว่าตบะบารมีของเจ้าจะแก่กล้าสมกับที่โอ้อวดเอาไว้หรือไม่’
คิดได้ดังนั้น เย่ฉางชิงจึงพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะถามขึ้นว่า “เช่นนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าสิ่งที่เรียกว่าสิ่งอัปมงคลแท้จริงแล้วคืออันใดกันแน่ ? ”
ได้ยินดังนั้น ผู้เฒ่าชุดดำก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “เรียนนายท่าน แม้ผู้น้อยจะเคยก้าวสู่เส้นทางโบราณมาก่อน ทว่าเยี่ยงไรซะผู้น้อยก็เป็นเพียงจิตวิญญาณอาวุธเท่านั้น ดังนั้นจึงมิถูกสิ่งอัปมงคลแปดเปื้อนขอรับ”
“แต่จากการที่ผู้น้อยเคยพบเจอกับผู้บำเพ็ญเพียรที่ถูกสิ่งอัปมงคลดูดกลืนเหล่านั้นมา พบว่าสิ่งที่เรียกว่า สิ่งอัปมงคล นั้นแปลกประหลาดยิ่งนัก เพราะมักจะปรากฏขึ้นมาเป็นสีแดงคล้ำ ส่งกลิ่นเน่าจาง ๆ ออกมา ส่วนรูปร่างที่แท้จริงเป็นเช่นไรนั้น ต้องโทษที่ผู้น้อยมีสายตาตื้นเขินจึงมิอาจทราบได้ขอรับ”
เย่ฉางชิงถอนหายใจน้อย ๆ ก่อนจะปัดมือแล้วเอ่ยขึ้นว่า “มิเป็นไร รอสักวันหนึ่งเมื่อข้าก้าวบนเส้นทางโบราณด้วยตนเอง ถึงตอนนั้นย่อมได้รู้อย่างแน่นอน”
ทันทีที่สิ้นเสียงของเย่ฉางชิง
ร่างที่ปกคลุมไปด้วยไอสีดำร่างหนึ่ง พลันปรากฏขึ้นทางด้านหลังของผู้แข็งแกร่งวิถีเซียนมากมาย
ขณะเดียวกัน กลิ่นเน่าเหม็นก็โชยมาทันที
“เด็กน้อยอย่างพวกเจ้าช่างหาญกล้าจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าความโกลาหลอันดำมืดที่เกิดขึ้นทุกแสนปีกำลังจะเริ่มขึ้น กลับยังกล้าข้ามมหาสมุทรแท้จริงแห่งนี้”
“แต่สิ่งที่ข้าคิดมิถึงยิ่งกว่านั้น ก็คือ พวกเจ้ายังมาเข่นฆ่ากันเองที่นี่อีก”
“แม้กฎนอกมหาสมุทรแท้จริงจะยังมิสลายไปจนหมด แต่ในเมื่อพวกเจ้ามาหาข้าถึงที่ ทั้งยังปลุกข้าให้ตื่นขึ้นมาจากการหลับใหล เช่นนั้นพวกเจ้าก็จงอยู่ที่นี่กลายเป็นเตาหลอมของข้าก็แล้วกัน”
เสียงอันเย็นยะเยือกดังขึ้นมา ราวกับผีร้ายกำลังหัวเราะร่วน ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
ชายชราร่างผอม ศีรษะขาวโพลนผู้หนึ่งกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะเอ่ยถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ
“เจ้าเป็นผู้ใดกันแน่ ? ”
“ข้าหรือ ? ข้าก็คือเซียนทุรชน ผู้พ่ายแพ้ที่พวกเจ้าเอ่ยถึงเยี่ยงไรเล่า”
“และพวกเจ้าอย่าคิดเชียวว่าข้านั้นจะเป็นเพียงเซียนทุรชนธรรมดา เพราะเซียนทุรชนที่หลับใหลอยู่ที่นี่ ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่พวกเจ้าคาดมิถึงอย่างแน่นอน”
เอ่ยเพียงเท่านั้น ภายในกลุ่มไอสีดำประหลาดมีเสียงหัวเราะเยาะดังออกมา
“คงเป็นเพราะหลับใหลไปนาน ข้าจะเอ่ยกับพวกเจ้ามากมายเช่นนี้ไปทำไมกัน ? ”
“เพราะพวกเจ้ามิว่าผู้ใดหน้าไหนก็มิสามารถไปจากที่นี่ได้อีก จะต้องกลายเป็นเตาหลอมเลือดและจิตวิญญาณของข้าเท่านั้น……”
เอ่ยยังมิทันจบประโยค เซียนทุรชนที่น่าสะพรึงกลัวที่ปกคลุมไปด้วยไอสีดำ ก็เหมือนสังเกตเห็นอันใดบางอย่าง
“บรรพบุรุษเผ่าปีศาจทะเลงั้นหรือ ? ”
“เหตุใดพวกเจ้าถึงปลดผนึกได้ก่อนเวลาและตื่นขึ้นจากการหลับใหล มิหนำซ้ำเมื่อเผชิญหน้ากับเตาหลอมมากมายเช่นนี้ กลับมิมีทีท่าว่าจะลงมือแต่อย่างใด”
ทันทีที่สิ้นเสียง บรรพบุรุษเกล็ดดำที่ยังคงคุกเข่าอยู่กับพื้นก็ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองเย่ฉางชิง จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเข้มว่า “เจ้าเฒ่าปีศาจภูเขาดำ หยุดเอ่ยวาจาสามหาวที่นี่ได้แล้ว มิเช่นนั้นวันนี้จะต้องเป็นวันตายของเจ้าอย่างแน่นอน”
“ฝีมืออย่างพวกเจ้าน่ะหรือ ? ”
เจ้าเฒ่าปีศาจภูเขาดำที่ปกคลุมไปด้วยไอสีดำส่งเสียงหัวเราะเยาะอันเย็นชาออกมา ก่อนจะเอ่ยว่า “บัดนี้หาได้มีเพียงข้าผู้เดียวที่ตื่นขึ้นมาไม่ เจ้าเฒ่าเหล่านั้นก็ทยอยตื่นขึ้นมาแล้วเช่นกัน หากพวกเจ้าคิดจะสู้กับข้าล่ะก็ คิดให้ดีก่อนจะดีกว่า”
เมื่อเผชิญหน้ากับเซียนทุรชนที่กล่าวมากความผู้นี้
มุมปากของเย่ฉางชิงก็กระตุกขึ้นมาอย่างอดมิได้
‘เหมือนกับที่ในตำราเขียนไว้มิมีผิด’
‘พวกคนเลวชอบกล่าวมากความจริง ๆ ! ’
‘เซียนทุรชนผู้นี้ตอนปรากฏตัวในคราแรกก็พอจะมีลักษณะท่าทางของผู้แข็งแกร่งอยู่บ้าง ทว่าตอนนี้ดูจะกล่าวมากเกินไปแล้วกระมัง ? ’
‘ที่สำคัญตอนที่เอ่ยออกมานั้นยังมีกลิ่นเหม็นเน่าที่น่าสะอิดสะเอียนที่ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น’
‘กลิ่นปากนี้ ? ’
‘จะเหม็นเกินไปแล้ว ! ’
หลังจากนิ่งเงียบมาพักใหญ่ เย่ฉางชิงก็ได้สั่งผู้เฒ่าชุดดำทั้งที่ยังหันหลังให้ว่า “เจ้าไปทำให้เขาหุบปากทีสิ”