เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 560 เจ้าเข้ามาสิ
ตอนที่ 560 เจ้าเข้ามาสิ
และในวันนี้เอง
เฉียนโจวที่อยู่ติดกับฮวงโจว
เผ่าเทพหมาป่าใช้เวลาหลายวัน ก็สามารถปล้นฮวงโจวได้ทั้งหมด
ก่อนจะเดินทางขึ้นเหนือ ข้ามเขตแดนฮวงโจวเพื่อไปยังเฉียนโจว จากนั้นก็ได้สังหารและปล้นสะดมผู้คนในเฉียนโจวต่อ
บนผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่
เผ่าเทพหมาป่าหลายหมื่นตัวที่อยู่ในร่างเดิม ก็มุ่งหน้าเข้าสู่ดินแดนเฉียนโจวอย่างรวดเร็ว
ราชันทมิฬเองก็อยู่ในนั้นด้วยเช่นกัน
“พี่ราชันทมิฬ ดูท่าหลายปีมานี้ท่านจะท่องไปทั่วเลยนะ ? ”
“ใช่แล้ว ข้าอาศัยสุดยอดสมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่ง ก็สามารถเล่นงานแทบจะทุกสำนักเซียนได้โดยมิต้องหวั่นเกรงแล้ว”
“พี่ราชันทมิฬ มีเรื่องหนึ่งที่พวกเรามิเข้าใจ เหตุใดทุกครั้งที่พวกเราโจมตีสำนักเซียนของพวกมนุษย์ ท่านถึงชอบไปยังสุสานของพวกเขาเล่าขอรับ ? ”
“เรื่องนี้น่ะหรือ……เจ้าไปถามน้องหลิงมี่ที่ก่อนหน้านี้เคยไปกับข้าดูสิ”
“หลิงมี่ เจ้าอย่าเก็บเอาไว้คนเดียวสิ บอกพวกข้ามาเถอะว่าในสุสานมีสมบัติอันใดเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
“พี่ชาย เอ่ยไปก็ไร้ประโยชน์ เอาเช่นนี้รอครั้งหน้าโจมตีสำนักเซียนได้อีกล่ะก็ ท่านไปกับพวกข้าก็จะรู้เองขอรับ”
“ช่างเถอะ เชื่อว่าอีกมิเกินพันลี้คงมีร่องรอยของสำนักเซียนอีก ถึงตอนนั้นข้าจะไปกับพวกเจ้าก็แล้วกัน”
“……”
“……”
ขณะที่เผ่าเทพหมาป่ากำลังมุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วราวกับเกลียวคลื่น
จู่ ๆ ก็มีร่างซูบผอมร่างหนึ่งโผล่มาขวางทางของพวกเขาเอาไว้
บรรพบุรุษของเผ่าเทพหมาป่าสามสี่คนที่แปลงกลายเป็นมนุษย์ต่างก็มีสีหน้าดุดัน ทว่าเมื่อพวกเขามองเห็นได้ถนัดก็พบว่าผู้ที่มาเป็นใคร ใบหน้าชราเหล่านั้นจึงเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
“อ้าว ผู้อาวุโสเหยฉีแห่งเผ่าปีศาจทะเลมิใช่หรือ ? ”
ผู้เฒ่าหัวโล้นร่างกายกำยำ ดวงตาดำมืดผู้หนึ่งก้าวออกไปกลางอากาศ พร้อมกับประสานมือคารวะให้แก่ท่านบรรพบุรุษเกล็ดดำ
“แต่ผู้อาวุโสเหยฉีท่านทำเช่นนี้มิถูกนะ นับตั้งแต่อดีตมาระหว่างความโกลาหลอันดำมืด ฮวงโจวและเฉียนโจวล้วนเป็นของเผ่าเทพหมาป่าของข้า”
ชายชราตาเดียวผู้หนึ่งก้าวเท้าออกมาด้านหน้า ก่อนจะเอ่ยอย่างมิเข้าใจว่า “หรือว่าเผ่าปีศาจทะเลของท่าน อยากจะยึดครองทั้งฮวงโจวและเฉียนโจวเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
ท่านบรรพบุรุษเกล็ดดำนามว่าเหยฉีมิได้เผยสีหน้าใด ๆ ออกมา เพียงเอามือไพล่หลังและเอ่ยว่า “ทุกท่าน เห็นแก่มิตรภาพอันน้อยนิดในวันวาน ข้าจะขอเตือนพวกเจ้าสักอย่าง มาทางไหนก็จงกลับไปทางนั้น”
“อีกอย่างนับแต่นี้ไปทางที่ดีผนึกดินแดนเผ่าของเจ้าซะ มิเช่นนั้นพวกเจ้าจะต้องตายอย่างอนาถแน่นอน”
ชายชราหัวโล้นหัวเราะออกมา “ผู้อาวุโสเหยฉี นี่ท่านเอ่ยอันใดของท่าน ? ”
“ผ่านมาหนึ่งยุค เลือดลมภายในกายของพวกเราแทบจะเหือดแห้งหมดแล้ว ต้องใช้เลือดของผู้บำเพ็ญเพียรวิถีเซียนจำนวนมากมาช่วยหล่อเลี้ยง มิเช่นนั้นพวกข้าคงแก่ตายไปนานแล้ว”
“อีกอย่างเผ่าเทพหมาป่าของข้ามีจำนวนหลายหมื่นคน ปราณวิญญาณและทรัพยากรในการบำเพ็ญเพียรภายในเผ่านั้นขาดแคลนอย่างหนัก หากมิสามารถช่วงชิงทรัพยากรในการบำเพ็ญเพียรจำนวนมากในช่วงปลายยุคสมัยได้ เผ่าเทพหมาป่าของข้าจะต้องล่มสลายเป็นแน่”
ชายชราตาเดียวประสานมือคารวะ พลางเอ่ยว่า “ผู้อาวุโสเกล็ดดำ โปรดอภัยด้วยที่ผู้น้อยมิอาจทำตามคำสั่งของท่านได้”
เหยฉีขมวดคิ้วมุ่น ประกายเย็นชาพาดผ่านดวงตา
“ทุกท่าน สิ่งที่ควรเอ่ยข้าก็ได้เอ่ยไปหมดแล้ว ในเมื่อพวกเจ้ามิรู้ความเช่นนี้ ก็อย่าได้โทษข้าก็แล้วกัน”
ทันใดนั้นแสงสีดำก็เปล่งออกมารอบกายของเหยฉี ด้านหลังปรากฏวงแสงแห่งมหามรรคาขนาดใหญ่สีดำ พลังอันน่ากลัวแผ่ปกคลุมพื้นที่แห่งนี้ภายในพริบตา
“ข้าได้รับคำสั่งจากนายท่าน ให้กำจัดผู้ที่ก่อให้เกิดความโกลาหลอันดำมืดทั้งหมด”
เสียงของเหยฉีดังกึกก้องไปทั่วทั้งบริเวณ ราวกับสุดยอดคำประกาศิต ที่เต็มไปด้วยพลานุภาพแห่งการทำลายล้าง
เมื่อเห็นดังนั้น เหล่าบรรพบุรุษของเผ่าเทพหมาป่าต่างก็มีสีหน้าตื่นตระหนก พลางหันไปมองหน้ากันทันที
แม้พวกเขาจะเคยเห็นฝีมืออันน่ากลัวของบรรพบุรุษเผ่าปีศาจทะเลท่านนี้มาแล้ว
ทว่าสิ่งที่พวกเขาคาดมิถึงก็คือ เวลาที่อีกฝ่ายเอาจริงขึ้นมากลับน่ากลัวได้ถึงเพียงนี้
อีกอย่างเขายังบอกด้วยว่า ได้รับคำสั่งจากนายท่าน ?
เช่นนั้นนายท่านของเขาจะน่ากลัวเพียงใดกัน ถึงสามารถทำให้ผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทานเช่นนี้ยอมสยบเป็นลูกสมุนได้
น่าเหลือเชื่อ !
ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก !
แต่หากพวกเขายอมประนีประนอมด้วยก็หมายความว่า
หลังจากกฎของสวรรค์บูรพากลับมาเป็นปกติแล้ว ตาเฒ่าอย่างพวกเขาจะต้องแก่ตายก่อนถึงปลายยุคหน้าเป็นแน่
ยิ่งไปกว่านั้นคนในเผ่าของพวกเขายังต้องการทรัพยากรในการบำเพ็ญเพียรจำนวนมาก มิเช่นนั้นเผ่าเทพหมาป่าจะต้องถึงคราวจบสิ้นเป็นแน่
‘ควรทำเช่นไรดี ? ’
จากนั้นเหล่าบรรพบุรุษของเผ่าเทพหมาป่าก็ลอบสื่อสารกันเงียบ ๆ
“ทุกท่าน ตอนนี้ควรทำเช่นไรกันดี ? ”
“เยี่ยงไรซะก็มีแต่ตายกับตาย อย่างมากก็สู้จนตัวตาย บางทีอาจมีโอกาสรอดก็เป็นได้”
“ใช่ แม้ว่าตาเฒ่าผู้นี้จะแข็งแกร่ง แต่เขาก็มิได้แข็งแกร่งถึงขนาดที่พวกเรามิอาจสู้ได้ ยิ่งไปกว่านั้นค่ายกลเทพหมาป่าพิฆาตของเราที่ฝึกกันมาจนถึงบัดนี้ ก็ยังมิเคยได้ลองใช้จริงมาก่อน”
“เจ้าตาบอดเอ่ยมามีเหตุผล แต่พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือว่า เจ้าเฒ่านี่บอกว่ารับคำสั่งมาจากนายท่าน เช่นนั้นเจ้านายของเขาจะน่ากลัวเพียงใดกัน ! ”
“มิมีเวลามาสนใจอันใดแล้ว วันนี้ต้องสู้ตายเท่านั้น”
เอ่ยเพียงเท่านั้น ชายชราหัวล้านก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า “ผู้อาวุโสเหยฉี พวกเรามิมีทางไกล่เกลี่ยกันได้แล้วจริง ๆ หรือ ? ”
เหยฉีมีท่าทางนิ่งสงบ ดวงตาลุ่มลึกคู่นั้นแผ่ไอสังหารออกมา ก่อนจะเอ่ยถามกลับไปว่า “พวกเจ้าไตร่ตรองกันดีแล้วหรือยัง ? ”
“เจ้าเฒ่า เจ้าอย่าได้ใจจนเกินไป การที่เจ้าบีบบังคับพวกเราเช่นนี้ งั้นวันนี้พวกข้าก็จะขอสู้ตาย ! ”
บรรพบุรุษเผ่าเทพหมาป่าที่มีนิสัยมุทะลุผู้หนึ่ง มิสามารถระงับไฟแห่งโทสะภายในใจได้อีกต่อไป พร้อมตะคอกใส่เหยฉีในทันที
เหยฉีส่ายหน้าอย่างมิแยแส ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบว่า “เหมือนที่นายท่านกล่าวเอาไว้มิมีผิด ผู้มิรู้จึงมิกลัว”
“ปลายยุคก่อน ในศึกสุดท้ายที่สู้กับเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรมนุษย์ หากมิใช่เพราะข้าตั้งใจสะกดตบะบารมีเอาไว้ เกรงว่าแม้แต่พวกเจ้าก็คงติดร่างแหไปด้วย”
“บัดนี้ข้าได้รับคำสั่งจากนายท่าน ทว่าพวกเจ้าก็ยังกล้าแข็งขืน เช่นนั้นข้าก็จะสังหารพวกเจ้าให้สิ้นซากซะ”
บรรพบุรุษเผ่าเทพหมาป่าอีกผู้หนึ่งตะโกนเสียงดังขึ้นมาทันทีว่า “พล่ามอันใดกัน เตรียมตั้งค่ายกลเปิดศึกได้แล้ว ! ”
บรรพบุรุษเผ่าเทพหมาป่าที่เหลือต่างก็สบตากัน ก่อนจะทำท่ามุทราเริ่มตั้งค่ายกลในทันที
เวลาเพียงมิกี่อึดใจ เหล่าบรรพบุรุษเผ่าเทพหมาป่าต่างก็ปกคลุมไปด้วยหมอกแสงอันเจิดจ้า
ขณะเดียวกัน รอบกายของพวกเขาตอนนี้ได้มีสัญลักษณ์โบราณมากมายลอยวน พลังปราณพลุ่งพล่าน ก่อนที่พลังอันรุนแรงนั้นจะพุ่งขึ้นฟ้า
เปรี้ยง !
เมื่อพลังปราณและไอพลังของพวกเขาต่างผสานเข้าด้วยกัน ร่างสีดำขนาดใหญ่ราวกับภูผาร่างหนึ่งก็ทะยานขึ้น ปกคลุมพื้นที่บริเวณนั้นไว้ภายในพริบตา
จากนั้นก็เกิดลมพายุโหมกระหน่ำ สายฟ้าอันทรงพลังฟาดฟันลงมาอย่างต่อเนื่อง
เพียงแค่ไอพลังของร่างสีดำขนาดใหญ่ที่แผ่ออกมา ก็ทำให้ห้วงอากาศโดยรอบแตกออกอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นประกายไฟอันเจิดจ้าราวกับดอกไม้ไฟที่ถูกจุดขึ้นบนท้องนภา
เป็นภาพที่สร้างความตื่นตระหนกอย่างมาก
ทว่าเหยฉีก็ยังคงมิแยแสใด ๆ
เขาแค่ส่ายหน้ายิ้ม ๆ พลางเอ่ยราวกับชี้แนะว่า “พลังแข็งแกร่งมิเบานี่นา แต่เยี่ยงไรซะก็แค่แข็งนอกอ่อนในเท่านั้น และคงมิอาจต้านการโจมตีของข้าได้แม้แต่ครั้งเดียว”
“แต่ช่างเถอะ เห็นแก่มิตรภาพอันน้อยนิดในตอนนั้น ข้าจะมิให้พวกเจ้าตายอย่างทรมานเกินไปนักก็แล้วกัน”
เอ่ยเพียงเท่านั้น เหยฉีก็ชะงักไปเล็กน้อย “ตอนนั้นที่ข้าติดตามนายท่าน ข้าเคยแอบเรียนเคล็ดหัตถ์เทวะจากนายท่าน แม้จะมิถูกต้องนัก แต่ก็เพียงพอที่จะสังหารพวกเจ้าได้แล้ว”
สิ้นเสียงเหยฉีก็ค่อย ๆ ยกแขนข้างหนึ่งขึ้นมา และชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว พร้อมชี้ไปทางเหล่าบรรพบุรุษเผ่าเทพหมาป่า
“เจ้าเข้ามาสิ ! ”