เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 578 ได้เวลาแสดงความสามารถที่แท้จริงแล้ว
ตอนที่ 578 ได้เวลาแสดงความสามารถที่แท้จริงแล้ว
ต้องบอกว่าเวลานี้อวิ๋นซิงหงยังคงมีความคลางแคลงใจในตัวเทพหลิวอยู่
แม้ตบะบารมีของเขาจะถูกสะกดมาเนิ่นนาน แต่หากต้องการก็สามารถก้าวเข้าสู่ระดับเทพพิภพในตำนานได้ตลอดเวลา
ส่วนอวิ๋นจงเอี้ยนนั้นตอนนี้ได้ก้าวเข้าสู่ระดับเทพพิภพสำเร็จแล้ว
อีกทั้งกล่าวกันว่าด้วยการชี้แนะจากท่านเย่ ทำให้นางก้าวเข้าสู่ระดับที่สูงขึ้นในวิถีที่ตนเองรู้แจ้งอีกด้วย
บัดนี้เมื่อเผชิญหน้ากลับสตรีลึกลับที่มีตบะบารมีเพียงระดับเซียน อวิ๋นจงเอี้ยนกลับหวาดกลัวถึงเพียงนี้
‘อวิ๋นจงเอี้ยนคงมิได้กำลังหลอกข้ากระมัง ? ’
‘มิใช่สิ ! ’
‘นางมิมีเหตุผลที่จะทำเช่นนั้น’
‘เยี่ยงไรซะเรื่องในวันนี้หากแพร่ออกไป เกี่ยวข้องถึงชื่อเสียงของเผ่าสวรรค์ทั้งเผ่า’
‘หากมิใช่เช่นนั้นแล้วคนผู้นี้จะรู้แจ้งในวิถีของตนเองถึงระดับใดกัน ? ’
‘นางได้รับโอกาสและวาสนาเช่นไรกันแน่ ! ’
‘น่าเหลือเชื่อ ! ’
‘ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก ! ’
“จะมัวชักช้ามิได้แล้ว ต้องรีบพาอวิ๋นชิงเฟิงไปจากที่นี่โดยเร็ว”
เมื่อเห็นเทพหลิวค่อย ๆ ย่างก้าวเข้ามา
อวิ๋นจงเอี้ยนหรี่ตาลงเล็กน้อย พร้อมเผยสีหน้าเคร่งขรึมออกมา พลังปราณรอบกายสงบนิ่ง ทว่าท่าทางกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียด
สิ้นเสียง อวิ๋นซิงหงก็ได้สติขึ้นมาทันที ก่อนจะรีบกระตุ้นเคล็ดวิชาลับโดยมิรีรออีก
วินาทีต่อมา พลังปราณรอบกายของเขาพลันพลุ่งพล่านขึ้น มือข้างหนึ่งจับแขนของอวิ๋นชิงเฟิงเอาไว้ จากนั้นก็ถอยหลังไปหนึ่งก้าว
หลังจากความว่างเปล่าสั่นสะเทือนจนเกิดระลอกคลื่นเป็นชั้น ๆ ร่างของเขาและอวิ๋นชิงเฟิงก็เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
เพียงพริบตาก็ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย
เห็นดังนั้นเทพหลิวก็ค่อย ๆ เดินเข้ามา พลางเอ่ยขึ้นอีกครั้งว่า “ในเมื่อพวกเจ้าต้องการที่จะปกป้องคนผู้นั้นให้ได้ ก็อย่าโทษที่วันนี้ข้าสังหารพวกเจ้าก็แล้วกัน”
“ข้าว่าเรื่องในวันนี้พวกเราพอเท่านี้เถอะ”
อวิ๋นจงเอี้ยนขมวดคิ้วแน่น พลางเอ่ยด้วยท่าทางเคร่งขรึม “ข้ายอมรับว่าความรู้แจ้งในวิถีของข้านั้นห่างชั้นจากท่านมาก ทว่าเยี่ยงไรซะเผ่าสวรรค์ของข้าก็เป็นเผ่าโบราณอันดับหนึ่งของสวรรค์บูรพา”
“หากต้องตายกันไปข้างจริง ๆ เกรงว่าผลสุดท้ายแล้วมีแต่จะบาดเจ็บด้วยกันทั้งสองฝ่าย”
เทพหลิวยังคงเอ่ยอย่างทรงอำนาจว่า “ข้าให้โอกาสพวกเจ้าแล้วในเมื่อมิยอมรับเอาไว้ เช่นนั้นต่อให้ผลลัพธ์จะต้องบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย ข้าก็ต้องทำลายเผ่าสวรรค์ของพวกเจ้าให้ย่อยยับให้จงได้”
เมื่อเห็นท่าทางแน่วแน่ของเทพหลิว
อวิ๋นจงเอี้ยนก็รู้สึกชาวาบไปทั้งตัว อดมิได้ที่จะทอดถอนใจออกมา
‘อวิ๋นชิงเฟิงไปก่อเรื่องอันใดเอาไว้กันแน่ ถึงได้ล่วงเกินผู้ที่น่ากลัวเช่นนี้เข้า’
‘คราวนี้ทั้งเผ่าสวรรค์ก็ต้องพลอยมาติดร่างแหไปด้วย’
หลังจากนิ่งเงียบอยู่สักพัก อวิ๋นจงเอี้ยนก็สะบัดแขนเสื้อขึ้น ก่อนจะใช้รอยประทับโบราณที่แฝงจิตสังหารอันน่ากลัว พุ่งไปสะกดเทพหลิวในทันที
ขณะเดียวกัน วินาทีที่นางปล่อยรอยประทับโบราณออกไปนั้น
นางก็รีบหนีเอาตัวรอดไปอย่างรวดเร็วโดยมิลังเล
ส่วนเทพหลิวนั้น ภายในรัศมีหลายร้อยจั้งรอบกายของนาง บัดนี้ได้กลายเป็นพื้นที่สังหารของนางไปเรียบร้อยแล้ว
ดังนั้นเมื่อรอยประทับโบราณที่แฝงจิตสังหารอันน่ากลัวอยู่ห่างจากนางเพียงมิกี่จั้ง
นางก็ได้เพ่งสมาธิทำให้รอยตราโบราณสั่นน้อย ๆ จากนั้นก็หายไปในอากาศอย่างน่าประหลาด
นี่ก็คือความน่ากลัวของวิถีแห่งชีวิต
เมื่อเข้ามาภายในเขตสังหารของนาง เพียงแค่นางเพ่งสมาธิ ทุกสิ่งก็จะพินาศและมลายหายไปจนสิ้น
เพียงพริบตาร่างของเทพหลิวก็สั่นน้อย ๆ จากนั้นก็เริ่มเลือนรางลง……
อีกด้านหนึ่ง
ร่างของราชันทมิฬที่ภาพราชันทมิฬห่อหุ้มอยู่ก็สามารถเหาะมาไกลนับพันลี้ภายในพริบตา
ทว่าขณะที่เขาเข้าไปขวางผู้แข็งแกร่งระดับเซียนของเผ่าสวรรค์ผู้หนึ่งเอาไว้นั้น
จู่ ๆ ทั้งด้านข้างและด้านหลังพลันมีร่างถึงสิบกว่าร่างปรากฏขึ้น
ถูกต้อง !
เขาไล่ตามผู้แข็งแกร่งของเผ่าสวรรค์มาเพื่อหวังที่จะสังหาร ทว่ากลับคิดมิถึงว่าเหล่าผู้แข็งแกร่งของเผ่าสวรรค์ จะรู้ตัวเสียก่อนว่ามีเขาเพียงผู้เดียวที่ไล่ตามมา
ดังนั้นกลุ่มคนเหล่านั้นจึงเลือกที่ล้อมราชันทมิฬเอาไว้หมายลงมือพร้อมกันในทันที
และตามที่พวกเขารู้มา ราชันทมิฬนั้นมีนิสัยหน้าด้านไร้ยางอายอย่างที่สุด เมื่อเจอศัตรูที่แข็งแกร่งก็มักจะหนีเอาตัวรอดในทันที มิเคยเผชิญหน้ากับผู้ใดมาก่อน
ดังนั้นหากมิมีสิ่งใดผิดพลาดแล้วล่ะก็ พลังของราชันทมิฬก็คงจะมิแข็งแกร่งมากนัก
และเพื่อป้องกันมิให้ราชันทมิฬหนีไปได้อีก พวกเขาจึงได้วางค่ายกลโบราณเอาไว้ที่ส่วนลึกของทิวเขาแห่งนี้ด้วย
“เจ้าสุนัขหน้าด้านไร้ยางอาย คิดมิถึงว่าเจ้าจะกล้าไล่ตามมาจริง ๆ ”
บุรุษวัยกลางคนท่าทางสำอางผู้หนึ่งมองราชันทมิฬด้วยแววตาเย้ยหยัน พลางหัวเราะออกมาเสียงเย็น “แต่ในเมื่อมาแล้วเช่นนั้นก็จงเป็นผีเฝ้าที่นี่ซะ พวกข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ถึงคำกล่าวที่ว่า ตายเสียดีกว่าอยู่ ! ”
ผู้แข็งแกร่งเผ่าสวรรค์ผู้หนึ่งปรายตามองราชันทมิฬ พลางเอ่ยเสียงเข้มว่า “ราชันทมิฬ เจ้ากล้าปล้นสุสานบรรพชนของเผ่าสวรรค์ของเรา วันนี้ข้าจะใช้เลือดเนื้อของเจ้ามาปลอบโยนดวงวิญญาณบรรพบุรุษของเผ่าสวรรค์ของข้า”
ทว่าเมื่อสิ้นเสียงสิ่งที่ทุกคนคาดมิถึง ก็คือ ราชันทมิฬที่ปกติชอบเอ่ยวาจาท้าทายและอวดดีวันนี้กลับต่างออกไป
ดวงตาของเขาดำมืดพร้อมเปล่งประกายสังหารอันรุนแรงออกมา ก่อนจะกวาดตามองเหล่าผู้แข็งแกร่งเผ่าสวรรค์ด้วยสายตาเย็นชา
“ราชันทมิฬถึงขนาดนี้แล้ว เจ้าคงมิได้กำลังคิดว่า จะหนีไปจากที่นี่ได้เยี่ยงไร หรอกกระมัง ? ”
จากนั้นก็มีคนเอ่ยหยอกล้อขึ้นอีกว่า “ข้าจะบอกเจ้าเอาบุญ ภายในรัศมีร้อยลี้บริเวณนี้มีค่ายกลโบราณขนาดใหญ่หลายค่ายกลปกคลุมไว้หมดแล้ว”
“ขอเพียงค่ายกลโบราณเหล่านี้ถูกเปิดขึ้น อย่าว่าแต่เจ้าเลยแม้แต่พวกข้าเองก็มิสามารถหนีไปได้ง่าย ๆ เช่นกัน”
ทันทีที่สิ้นเสียง ท่ามกลางสายตาของทุกคน แววตาของราชันทมิฬกลับวาววับขึ้นมา มุมปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน เผยเขี้ยวอันแหลมคมออกมาให้เห็น
“คิดมิถึงว่าพวกเจ้าจะพยายามถึงเพียงนี้”
ราชันทมิฬหรี่ตาลง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ก่อนหน้านี้ข้ายังกลัดกลุ้มอยู่ว่าจะทำเช่นไรจึงจะสามารถสังหารพวกเจ้าได้ แต่สุดท้ายพวกเจ้ากลับมาให้ข้าจัดการซะเอง”
“ถูกต้อง บัดนี้ข้ามีตบะบารมีเพียงระดับเทวา และก่อนหน้านี้ก็เอาแต่หลบหนี”
“น่าเสียดายที่พวกเจ้าช่างโง่เขลายิ่งนัก ข้าติดตามนายท่านมานาน หากพ่ายแพ้ให้กับพวกเจ้า มิเท่ากับทำให้นายท่านต้องอับอายขายขี้หน้าหรอกหรือ ? ”
เอ่ยถึงตรงนี้ พลังปราณรอบกายของราชันทมิฬพลันปะทุขึ้นอย่างรวดเร็ว วงแสงสีดำประหลาดวงหนึ่งหมุนวนอยู่ด้านหลัง
ร่างสีดำขนาดใหญ่ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นกลางอากาศ แผ่พลานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวออกมา
มิเพียงเท่านั้น เมื่อราชันทมิฬเพ่งสมาธิ ด้านหน้าของเขาก็มีอาวุธเก่าแก่มากมายปรากฏขึ้น
มิใช่ !
เอ่ยให้ถูกก็คือ คงจะเป็นสมบัติเซียนนับร้อยชิ้นต่างหากเล่า
สมบัติเซียนทุกชิ้นส่องแสงเป็นประกาย สัญลักษณ์เก่าแก่ปรากฏขึ้น มีคลื่นแสงเป็นชั้น ๆ ส่องออกมาอย่างต่อเนื่อง และแผ่ไอพลังเก่าแก่ออกมาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเห็นภาพอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้
ทันใดนั้น เหล่าผู้แข็งแกร่งเผ่าสวรรค์ก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที ท่าทางของพวกเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกจนถึงขีดสุด
แม้จะยังมิรู้ว่าพลังที่แท้จริงของราชันทมิฬนั้นแข็งแกร่งเพียงใด
แต่ตอนนี้เขากลับนำสมบัติเซียนนับร้อยชิ้นออกมา
อีกทั้งในบรรดาคุณสมบัติเซียนเหล่านี้ คุณสมบัติที่แย่ที่สุดคือขั้นต่ำ ส่วนที่ดีที่สุดกลับเป็นถึงสมบัติขั้นสูงในตำนาน
สมบัติเซียนมากมายเช่นนี้ ต่อให้สำนักเซียนหลายร้อยสำนักของสวรรค์บูรพามารวมกันก็ยังมิอาจเทียบเคียงได้
บัดนี้ราชันทมิฬแค่คนเดียวกลับมีสมบัติเซียนมากมายถึงเพียงนี้ !
เจ้าสุนัขไร้ยางอายตัวนี้ได้ขุดสุสานมามากขนาดไหนกัน ถึงได้สะสมสมบัติวิเศษเอาไว้มากมายเพียงนี้
แล้วเจ้าสุนัขตัวนี้คิดที่จะทำอันใดกันแน่ !
คงมิคิดที่จะใช้สมบัติเซียนมากมายเหล่านี้เล่นงานพวกข้าจนตายหรอกกระมัง ?
ขณะที่เหล่าผู้แข็งแกร่งของเผ่าสวรรค์หันมามองหน้ากันนั้น
แววตาของราชันทมิฬก็เปล่งประกายออกมา พลางเอ่ยกับสมบัติเซียนตรงหน้าว่า “พี่น้องทั้งหลาย ได้เวลาแสดงความสามารถที่แท้จริงแล้ว”
เหล่าผู้แข็งแกร่งของเผ่าสวรรค์ : (?_?)