เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 580 เจ้าทำอันใดเอาไว้กันแน่ !
ตอนที่ 580 เจ้าทำอันใดเอาไว้กันแน่ !
หลังจากที่ราชันทมิฬสั่งการออกไป
ทันใดนั้นลำแสงอันเจิดจ้ามากมายก็ทะยานขึ้นฟ้าอย่างต่อเนื่อง
จิตวิญญาณอาวุธนับร้อยที่แบกร่างเดิมของพวกเขาเอาไว้ด้านหลัง ก็ได้บุกโจมตีเหล่าผู้แข็งแกร่งเผ่าสวรรค์ในทันที
มีทั้งเจดีย์โบราณลึกลับ ตัวเจดีย์มีแสงล้อมรอบ สัญลักษณ์ซับซ้อนเก่าแก่ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงอันร้อนแรง
เมื่อจิตวิญญาณอาวุธแบกเจดีย์โบราณทะยานขึ้นไปบนฟ้า
ลำแสงสีเขียวที่ห่อหุ้มพลังทำลายล้างสายหนึ่งก็ทะลวงความว่างเปล่าออกไปภายในพริบตา ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ผู้แข็งแกร่งเผ่าสวรรค์อย่างไร้ความปรานี
ดาบโบราณสีทองกวัดแกว่ง ตัวดาบไหลเวียนไปด้วยลมปราณอันทรงพลัง ทำให้ความว่างเปล่าโดยรอบแยกออก ก่อนจะผสานเข้าด้วยกันเป็นวัฏจักร
เมื่อจิตวิญญาณอาวุธสะบัดแขน ตัวดาบพลันเปล่งแสงออกมา ก่อนจะมีเงาดาบขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น พร้อมฟาดฟันไปตรงหน้าทันที
ทันใดนั้นด้านบนก็เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวขึ้น ขอบฟ้าครึ่งหนึ่งปรากฏรอยแยกอันน่ากลัว
จากนั้นไอดาบอันน่าสะพรึงกลัวก็ฟาดฟันเข้าใส่เหล่าผู้แข็งแกร่งของเผ่าสวรรค์……
มิเพียงเท่านั้น จิตวิญญาณอาวุธของสมบัติเซียนนับร้อยชิ้น
หลังจากรับคำสั่งของราชันทมิฬแล้ว ก็ได้ปล่อยท่าไม้ตายที่แข็งแกร่งที่สุดออกมาทันที
แม้ว่าพวกเขาจะเป็นเพียงจิตวิญญาณอาวุธ ทว่าราชันทมิฬมีนิสัยเช่นไร พวกเขาล้วนได้เห็นมากับตาแล้ว หากเวลานี้พวกเขามิปล่อยท่าไม้ตายของตนเองออกมา แล้วราชันทมิฬเห็นเข้า
เชื่อว่าเมื่อการต่อสู้ครั้งนี้จบลง ราชันทมิฬจะต้องนำพวกเขาออกมาจากแหวนเก็บสมบัติที่เต็มไปด้วยวาสนาวงนั้น และย้ายไปอยู่ในแหวนเก็บสมบัติวงอื่นอย่างแน่นอน
หรือหากเกิดศึกใหญ่ขึ้นมาก็จะถูกราชันทมิฬเรียกใช้ร่ำไป
ทำให้แม้จะมีโอกาสได้กลับไปอยู่ในแหวนเก็บสมบัติที่เต็มไปด้วยวาสนาอันมิรู้จบวงนั้น แต่พลังก็จะห่างชั้นจากสมบัติเซียนอื่น ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ
เพราะคนผู้นี้คือราชันทมิฬ
มิเพียงโลภมากมิมีที่สิ้นสุด แต่จิตใจยังคับแคบอีกด้วย
ดังนั้นเวลานี้จิตวิญญาณอาวุธของสมบัติเซียนนับร้อยชิ้น จึงมิมีผู้ใดกล้าขัดคำสั่งแม้แต่คนเดียว
ดังนั้นคิดดูก็รู้แล้วว่าเหล่าผู้แข็งแกร่งของเผ่าสวรรค์ จะได้รับชะตากรรมเช่นไร
แม้ในบรรดาพวกเขาจะมีผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน ที่มีตบะบารมีระดับเซียนถึง 6 คน
แต่เมื่อถูกสมบัติเซียนมากมายโจมตีอย่างเต็มกำลัง แค่ป้องกันตนเองก็กินแรงมากพอแล้ว
เพียงพริบตา เวลามิถึงหนึ่งเคอ
ตู้ม !
แสงอันตระการตาสายหนึ่งก็ได้ทำลายเคล็ดวิชาป้องกายของผู้แข็งแกร่งเผ่าสวรรค์ผู้หนึ่ง จากนั้นก็ทะลวงไปที่หน้าอกของเขา
วินาทีต่อมา ผู้แข็งแกร่งของเผ่าสวรรค์ผู้นี้ก็ระเบิดออก กลายเป็นหมอกเลือดที่น่าสยดสยองภายในพริบตา
ขณะเดียวกันก็มีผู้แข็งแกร่งของเผ่าสวรรค์อีกหลายคน ที่ถูกเล่นงานและระเบิดขึ้นอย่างต่อเนื่องบนท้องฟ้าที่อยู่มิไกลนัก
แม้คนที่เหลือจะมีตบะบารมีขั้นสูงสุดของระดับเทวา แต่เมื่อคนเหล่านั้นทยอยดับสูญไป อีกทั้งค่ายกลโบราณป้องกันที่เหล่าผู้แข็งแกร่งเผ่าสวรรค์สร้างขึ้น ก็อ่อนแรงลงตามไปด้วย
เวลาผ่านไปอีกมิถึงหนึ่งก้านธูป
ด้วยความร่วมมือกันของสมบัติเซียนนับร้อย เหล่าผู้แข็งแกร่งระดับเซียนของเผ่าสวรรค์สุดท้ายก็มิอาจต้านทานได้ และทยอยล้มตายลงไป
เมื่อเห็นผู้แข็งแกร่งคนสุดท้ายของเผ่าสวรรค์เลือดโชมกาย และสุดท้ายก็ล้มลงไป
ราชันทมิฬก็ยังคงมีท่าทางสงบนิ่ง มิได้แยแสแต่อย่างใด
ในสายตาของเขา หากผู้ใดกล้าสบประมาทนายท่าน ล้วนต้องชดใช้ด้วยชีวิต
“มิรู้ว่าทางพี่ต้นไม้จะเป็นเช่นไรบ้าง”
ราชันทมิฬหันไปมองทางที่เขาจากมา ก่อนจะเอ่ยกับเหล่าจิตวิญญาณอาวุธอันดำมืดว่า “ทุกท่านจงช่วยกันทำลายค่ายกลโบราณต่าง ๆ ที่ปกคลุมที่นี่ซะ ข้าจะบุกไปถล่มเผ่าสวรรค์”
สิ้นเสียงจิตวิญญาณอาวุธมากมาย ก็ได้ปล่อยท่าไม้ตายที่แข็งแกร่งที่สุดของตนออกมา โดยพร้อมเพรียงกันอย่างมิลังเล
ตู้ม !
แสงอันเจิดจ้านับร้อยสายที่เต็มไปด้วยพลังทำลายล้าง ก็พุ่งเข้าโจมตีในจุดเดียวกันโดยทันที
วินาทีต่อมาเมื่อเสียงที่ดังสนั่นกึกก้องไปทั่วบริเวณ ด้านหน้าพลันปรากฏกระแสน้ำวนขนาดใหญ่ขึ้น
ทันใดนั้นไอพลังอันน่ากลัวจำนวนมหาศาลก็พลุ่งพล่านขึ้นมา ความว่างเปล่าที่ราวกับกระจกจึงแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
เวลามิถึงหนึ่งเคอ
ระหว่างที่นิมิตอันน่ากลัวค่อย ๆ จางหายไป ค่ายกลโบราณทั้งหลายที่ปกคลุมบริเวณนี้ก็ได้หยุดทำงานลงในทันที
สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสมบัติเซียนนับร้อย เมื่อโจมตีพร้อม ๆ กันแล้ว น่ากลัวมากเพียงใด !
อีกด้านหนึ่ง
ขณะที่เทพหลิวเผยร่างจริงออกมา
นางก็ได้ปรากฏกายขึ้นที่ใจกลางเผ่าสวรรค์ชั้นนอกแล้ว
เมื่อนางปรากฏกายขึ้น พวกอวิ๋นจงเอี้ยนที่เวลานี้ได้รออยู่ภายในค่ายกลสังหารโบราณมากมาย ต่างก็มีสีหน้าเข้มขึ้นทันที ท่าทางเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
อวิ๋นจงเอี้ยนมองว่าก่อนหน้านี้นางยอมอ่อนข้อแล้ว จึงเลือกที่จะมิเผชิญหน้าและหนีมา
แต่สุดท้ายสตรีลึกลับผู้นี้ กลับยังคงมิมีทีท่าจะรามือแต่อย่างใด
คิดถึงตรงนี้ อวิ๋นจงเอี้ยนก็อดมิได้ที่จะพร่ำบ่นภายในใจว่า ‘อวิ๋นชิงเฟิง เจ้าคนสารเลวไปทำเรื่องชั่วช้าอันใดเอาไว้กันแน่ ถึงทำให้คนผู้นี้มิยอมเลิกราง่าย ๆ ’
‘เฮ้อ ยุคนี้มันเกิดอันใดขึ้นกันแน่ มิเพียงมีผู้ต้องห้ามเช่นท่านเย่ปรากฏกายขึ้น บัดนี้ยังมีผู้แข็งแกร่งและพิสดารปรากฏกายขึ้นมาอีก แม้ข้าจะก้าวเข้าสู่ระดับเทพพิภพแล้ว ทว่าหากสู้กันขึ้นมาจะมีโอกาสชนะสักกี่ส่วนกัน ? ’
หลังจากนิ่งเงียบอยู่พักใหญ่ อวิ๋นจงเอี้ยนก็ถอนหายใจออกมาหนัก ๆ จากนั้นก็ได้เอ่ยกับเทพหลิวว่า “ท่านต้องการให้ตายกันไปข้างจริง ๆ งั้นหรือ ? ”
มิกี่อึดใจต่อมา
เทพหลิวก็ได้ตอบกลับไปอย่างวางอำนาจว่า “ก่อนหน้านี้ข้าให้โอกาสพวกเจ้าแล้ว”
อวิ๋นจงเอี้ยนหันไปสบตากับอวิ๋นซิงหงที่อยู่มิไกลนัก ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าก็อยากจะรู้ว่าเผ่าสวรรค์ของข้ามีความแค้นอันใดกับท่านเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
“หรือพวกอวิ๋นชิงเฟิงไปล่วงเกินสิ่งใดเอาไว้ ถึงทำให้ท่านโกรธแค้นได้ถึงเพียงนี้”
“ในเมื่อเจ้าอยากรู้ เช่นนั้นข้าก็จะบอกให้”
เทพหลิวนิ่งเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยออกมาเรียบ ๆ ว่า “เขาสบประมาทนายท่านของข้า ดังนั้นเขาจึงมิสมควรมีชีวิตอยู่ต่อได้อีก”
‘นายท่าน ? ’
เมื่อได้ยินคำ ๆ นี้ มิเพียงแต่บรรพบุรุษอวิ๋นซิงหงและหัวหน้าเผ่าสวรรค์อย่างอวิ๋นเฉินเฟิง รวมถึงเหล่าผู้อาวุโสสูงสุดเหล่านั้นก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป แม้แต่อวิ๋นจงเอี้ยนเองก็มีท่าทางตื่นตระหนกเช่นกันเมื่อยินคำนี้
‘ผู้ที่น่ากลัวเช่นนี้ยอมคารวะผู้อื่นเป็นนายด้วยงั้นหรือ ? ’
‘เช่นนั้นนายท่านของนางจะน่ากลัวเพียงใดกัน ? ’
‘น่าเหลือเชื่อ ! ’
‘มิน่าเชื่อ ! ’
‘ปลายยุคสมัยนี้มียอดฝีมือที่ไร้เทียมทานเช่นท่านเย่ปรากฏตัวขึ้น’
‘บัดนี้ยังมีผู้แข็งแกร่งที่มิอาจจินตนาการได้ผู้หนึ่งปรากฏขึ้นมาอีก’
‘อีกทั้งในศึกใหญ่ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้’
‘หากนางยอมอ่อนข้อให้ก็คงจะดี แต่หากนางเลือกที่จะสู้มิถอยแล้วล่ะก็ อาศัยเพียงค่ายกลสังหารที่หลงเหลือมาตั้งแต่สมัยบรรพกาล คงทำอันใดสตรีลึกลับนางนี้ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น’
‘ถึงตอนนั้นหากนายท่านของอีกฝ่ายมาที่นี่’
‘หรือเพียงแค่เจตจำนงของเขาปรากฏขึ้นที่นี่ แล้วเผ่าสวรรค์ของพวกนางจะต้องทำเช่นไร ? ’
‘ชะตากรรมของเผ่าสวรรค์จะเป็นเช่นไร ? ’
‘หรือจะจบสิ้นเพียงเท่านี้แล้วจริง ๆ ? ’
‘น่าเศร้า ! ’
‘น่าเศร้ายิ่งนัก ! ’
ทว่าตอนนั้นเอง ระหว่างที่เหล่าผู้อาวุโสของเผ่าสวรรค์กำลังโศกเศร้าในชะตากรรมอยู่นั้น
ร่าง ๆ หนึ่งก็ได้เหาะมาจากใจกลางเผ่าสวรรค์ชั้นใน
ผู้ที่มาก็คือ อวิ๋นชิงเฟิง ที่ในที่สุดก็ฟื้นขึ้นมา และได้สงบจิตเต๋าตนลงแล้ว
“เจ้า……เจ้าตามมาถึงที่นี่เลยเยี่ยงนั้นหรือ”
อวิ๋นชิงเฟิงมองเทพหลิวที่ยืนอยู่กลางอากาศมิไกลนัก ก่อนจะลอบกลืนน้ำลาย พลางเอ่ยออกมาด้วยความหวาดกลัว
ทว่ายังมิทันสิ้นเสียง เทพหลิวยังมิทันเอ่ยปาก อวิ๋นซิงหงที่ยืนอยู่มิไกลกลับเป็นฝ่ายเดือดดาลขึ้นมาเสียก่อน
“อวิ๋นชิงเฟิง เจ้าสารเลว เจ้าทำเรื่องงามหน้านัก ! ” อวิ๋นซิงหงเอ่ยออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด
หากมิใช่เพราะเป็นคนเผ่าสวรรค์ด้วยกันแล้วล่ะก็ คงมิต้องถึงมือของสตรีลึกลับนางนี้ เพราะเขาจะเป็นคนฆ่าอวิ๋นชิงเฟิงด้วยตนเอง
อวิ๋นจงเอี้ยนเองก็หันไปต่อว่าเช่นกัน “อวิ๋นชิงเฟิง เจ้าบอกมาตามตรง ก่อนหน้านี้เจ้าทำอันใดเอาไว้กันแน่ ! ”
อวิ๋นชิงเฟิงได้แต่กะพริบตาปริบ ๆ ท่าทางเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก