เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 593 หอบรรพชนเผ่าสวรรค์
ตอนที่ 593 หอบรรพชนเผ่าสวรรค์
จนเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป
อวิ๋นจงเอี้ยนก็ได้นำเหล่าผู้อาวุโสของเผ่าสวรรค์ มายังใจกลางเผ่าสวรรค์ชั้นใน
และด้านหน้าของพวกเขาในเวลานี้ เต็มไปด้วยเมฆหมอก ยอดเขาเขียวขจีตั้งตระหง่าน ไอพลังอันน่าอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ไปทั่วบริเวณ
ถูกต้อง !
ที่นี่ก็คือแดนต้องห้ามของเผ่าสวรรค์
ปกตินอกจากเหล่าบรรพบุรุษผู้เก่งกาจแล้ว ต่อให้เป็นหัวหน้าเผ่าสวรรค์อย่างอวิ๋นเฉินเฟิงก็ห้ามเข้าไปในนั้นเด็ดขาด
แน่นอนว่าจากคำเตือนของท่านบรรพบุรุษ
ทุกที่ภายในแดนต้องห้ามแห่งนี้ล้วนซุกซ่อนกลสังหารอันน่ากลัวมากมายเอาไว้
ต่อให้มีตบะบารมีสูงส่งเช่นพวกเขาแล้ว ก็จะต้องเดินไปตามเส้นทางที่กำหนดไว้เท่านั้น
มิเช่นนั้นหากเผลอไปสัมผัสกลสังหารอันน่ากลัวในนั้น หรือว่าค่ายกลสังหารโบราณเข้า
หากมิดับสูญก็จะต้องถูกจองจำเอาไว้ มิมีวันได้เห็นเดือนเห็นตะวันอีกอย่างแน่นอน
และที่สำคัญก็คือหอบรรพชนของเผ่าสวรรค์ก็ตั้งอยู่ในส่วนลึกของแดนต้องห้ามแห่งนี้ด้วย
ซึ่งสิ่งที่ทำให้ทุกคนมิเข้าใจอย่างยิ่งก็คือ เหตุใดเหล่าบรรพบุรุษถึงต้องสร้างหอบรรพชนในนี้ด้วย ?
“ท่านบรรพบุรุษ ข้าสงสัยเรื่องหนึ่งมาตลอดขอรับ”
อวิ๋นเฉินเฟิงมองไปยังส่วนลึกของแดนต้องห้ามที่ปกคลุมไปด้วยหมอกจาง ๆ พลางเอ่ยขึ้นมาอย่างลังเล
ได้ยินดังนั้น ทุกคนก็ส่งสายตาให้กัน ก่อนจะหันไปมองทางอวิ๋นจงเอี้ยนและอวิ๋นซิงหง
“ข้ารู้ว่าเจ้าสงสัยสิ่งใดอยู่”
อวิ๋นจงเอี้ยนปรายตามองอวิ๋นเฉินเฟิง จากนั้นจึงเอ่ยออกมาตรง ๆ ว่า “ความจริงแล้วเหล่าบรรพบุรุษมิได้เป็นผู้ย้ายหอบรรพชนมาอยู่ในส่วนลึกของที่แห่งนี้ และวางกลสังหารเอาไว้มากมาย จนทำให้คนในเผ่าสวรรค์เองก็มิสามารถเข้ามาคารวะเหล่าบรรพบุรุษได้”
อวิ๋นเฉินเฟิงมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย พร้อมกับพยักหน้าน้อย ๆ ให้กับอวิ๋นจงเอี้ยน
อวิ๋นจงเอี้ยนก็มิได้ใส่ใจอีก ก่อนจะเอ่ยต่อว่า “ความจริงแล้วภายในหอบรรพชนมีตำราโบราณเล่มหนึ่งได้บันทึกเอาไว้ว่า”
“บรรพบุรุษรุ่นแรกเผ่าสวรรค์ของเรามิได้เป็นคนของสวรรค์บูรพา แต่คือผู้ที่รอดออกมาจากซากปรักหักพัง โดยซากปรักหักพังเหล่านั้นแท้จริงแล้วก็คือสิ่งที่เรียกว่าหอบรรพชน”
“ส่วนสาเหตุที่ข้ายืนกรานให้ผู้สืบทอดหญิงใช้ร่างกายของนางเป็นเครื่องสังเวย เพื่อเปิดค่ายกลโบราณ และชำระล้างคำสาปให้กับเผ่าของเรา แม้จะเสี่ยงต่อการที่เผ่าของเราจะถูกกำจัดก็ตาม ซึ่งเหตุผลที่แท้จริงได้อยู่ภายในซากปรักหักพังนั้น”
สิ้งเสียง ทุกคนต่างก็มีสีหน้าตื่นตระหนกในทันที ท่าทางเต็มไปด้วยความสับสน
‘นี่มัน ? ? ? ’
‘นี่มัน ! ! ! ’
‘เหตุผลที่แท้จริงคืออันใดกันแน่ ถึงทำให้ท่านบรรพบุรุษยืนกรานหนักแน่นเช่นนี้ ? ’
‘หรือขอเพียงชำระล้างคำสาปได้ คนเผ่าสวรรค์ก็จะสามารถขึ้นไปบนแดนเซียนโบราณได้ทั้งเผ่าเยี่ยงนั้นหรือ ? ’
‘เพราะเยี่ยงไรซะเผ่าของเราก็มิได้เป็นคนของสวรรค์บูรพาอยู่แล้ว’
จนเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งเคอ
ระหว่างที่ทุกคนกำลังคาดเดากันไปต่าง ๆ นานา
อวิ๋นจงเอี้ยนก็ถอนสายตากลับมา พลางกวาดมองทุกคนแล้วเอ่ยขึ้นว่า “เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าคิดว่าจำเป็นที่จะต้องให้พวกเจ้าได้รู้ความลับนี้เสียที”
“ดังนั้นให้พวกเจ้าตามข้าเข้าไปในหอบรรพชน”
เอ่ยเพียงเท่านั้น อวิ๋นจงเอี้ยนและอวิ๋นซิงหงก็ส่งสายตาให้แก่กัน จากนั้นมือทั้งสองข้างก็ได้ทำการประสานรอยตราโบราณเก่าแก่ และซับซ้อนรอยหนึ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน หยกโบราณที่หักแต่เปล่งแสงเป็นประกายชิ้นหนึ่ง ก็ยังคงลอยอยู่ตรงหน้าเช่นนั้น
จากนั้นเมื่ออวิ๋นจงเอี้ยนผสานรอยตราโบราณเข้าไปในหยกโบราณ
วิ้ง !
ทันใดนั้น ความว่างเปล่าตรงหน้าพลันสั่นสะเทือนขึ้นมา และเริ่มบิดเบี้ยวไปหมด
ขณะเดียวกัน โซ่ลึกลับที่มีขนาดใหญ่เส้นหนึ่งพลันปรากฏสู่สายตา
โซ่เส้นยาวที่ไร้ที่สิ้นสุดได้หายเข้าไปในกลุ่มหมอกที่หนาทึบ
ก่อนที่อวิ๋นจงเอี้ยนจะไต่ไปบนโซ่เส้นหนาอย่างมิลังเล
เวลาผ่านไปมิกี่อึดใจ
อวิ๋นซิงหงที่ยืนอยู่ตรงริมหน้าผา เอ่ยเตือนด้วยท่าทางเคร่งเครียดว่า “พวกเจ้าจำเอาไว้ให้ดี ระหว่างทางที่ไต่โซ่เส้นนี้เข้าไปในหอบรรพชน”
“มิว่าจะเห็นหรือได้ยินสิ่งใด ก็ห้ามหันหลังกลับไปมองและห้ามหยุดเดิน ต่อให้จะเกิดสิ่งใดขึ้นก็ตาม มิเช่นนั้นพวกเจ้าอาจจะดับสูญอยู่ตรงนี้ก็เป็นได้”
“จำเอาไว้ ข้ามิได้ล้อพวกเจ้าเล่นอย่างแน่นอน สิ่งนี้ทำให้ถึงแก่ความตายได้จริง ๆ ”
“ท่านบรรพบุรุษ ขอได้โปรดวางใจ พวกเราจะจำเอาไว้ขอรับ”
อวิ๋นเฉินเฟิงเอ่ยปากรับคำอวิ๋นซิงหงอย่างหนักแน่น
วินาทีต่อมา
เขาก็ได้กวาดสายตามองไปยังคนที่เหลือ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ ก่อนจะค่อย ๆ ก้าวขึ้นไปบนโซ่และตามอวิ๋นจงเอี้ยนไป
คนที่เหลือเห็นดังนั้น ก็ทยอยเดินตามหลังไป……
เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป
เนื่องจากความเร็วในการไต่โซ่เส้นนั้นเป็นไปอย่างล่าช้า ดังนั้นจึงมิรู้เลยว่าระยะทางที่พวกเขาเข้ามานั้นไกลเพียงใดแล้ว
ทว่าจู่ ๆ ภาพอันน่าสะพรึงกลัวยิ่งก็เกิดขึ้น
หมอกหนาทึบที่แทบจะแทรกตัวเข้าไปมิได้ จนแทบจะแยกทุกคนออกจากกัน อีกทั้งความว่างเปล่ารอบกายของพวกเขาก็ยังบิดเบี้ยวมากขึ้นเรื่อย ๆ
แต่มิรู้ว่าเพราะเหตุใดความว่างเปล่าที่บิดเบี้ยวเหล่านี้ ราวกับมีใบหน้าประหลาดมากมาย กำลังจ้องมาทางพวกเขาอยู่
อีกทั้งใบหน้าเหล่านี้ยังน่ากลัวมากอีกด้วย
บ้างก็มีสีหน้าซีดเผือด ทว่าบนแก้มของเขากลับประดับไว้ด้วยรอยยิ้มอันน่าสยอง
บ้างก็มีเลือดอาบเต็มหน้า เส้นเลือดในดวงตายกขึ้นมา ใบหน้าบิดเบี้ยวดูทรมานยิ่งนัก
หรือจะเป็นเพียงแค่หนังแห้ง ๆ ……
แต่สิ่งที่แปลกประหลาดมากที่สุดก็คือ หากมีผู้ใดสงสัยและหันไปสบตากับใบหน้าเหล่านั้นเข้า
ข้างหูก็จะมีเสียงหัวเราะอันน่าสยดสยองดังขึ้น และทำให้คนผู้นั้นจมดิ่งลงไปในเสียงนั้นได้ทันที
บ้างก็เป็นเสียงคำรามที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด จนคนฟังรู้สึกชาวาบไปทั้งตัว ราวกับวิญญาณจะหลุดออกจากร่าง
มิเพียงเท่านั้น เมื่อเสียงที่ประหลาดเช่นนี้ดังขึ้น ก็จะทำให้ตกสู่แดนมายาอันน่ากลัวบางอย่างภายในพริบตา
จากนั้นก็จะมิสามารถดึงตนเองออกมาได้ และพลัดตกจากโซ่กลายเป็นเพียงหมอกเลือดในทันที
มิรู้ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใด ในที่สุดทุกคนก็ฝืนไต้มาจนถึงจัตุรัสขนาดใหญ่ที่มีสภาพทรุดโทรมแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นปลายทางของโซ่เส้นนี้ ด้วยสีหน้าซีดขาวและมีเหงื่อไหลโซมกาย
เมื่อได้สติขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่า คนเกือบครึ่งได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย
“ท่านบรรพบุรุษ……”
เมื่อเห็นอวิ๋นซิงหงเดินเข้ามา กลุ่มคนที่เหลือต่างก็มีสีหน้าตื่นตกใจ แล้วหันไปมองทางอวิ๋นซิงหงในทันที
“พวกเจ้ามิต้องใช้สายตาเช่นนี้มองข้า พวกเขาได้ตายไปหมดแล้ว”
อวิ๋นซิงหงถอนหายใจออกมา พลางเอ่ยด้วยท่าทางเคร่งขรึม “นี่จึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใดหลายปีมานี้ ข้าถึงมิให้พวกเจ้าเข้ามาในหอบรรพชนแห่งนี้”
เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้นก็นิ่งงันไป และถึงกับเอ่ยอันใดมิออก
ตอนนั้นเอง อวิ๋นจงเอี้ยนที่ยืนอยู่มิไกลนัก ก็ได้เอ่ยขึ้นมาเรียบ ๆ ว่า “พวกเจ้ามิต้องกังวลไป ในเมื่อมาที่นี่แล้วก็ทำจิตใจให้ผ่อนคลายเถอะ”
สิ้นเสียงกลุ่มคนที่รอดชีวิตมาได้ต่างก็ทอดถอนใจออกมา ก่อนจะเริ่มกวาดตามองไปรอบ ๆ
ถูกต้อง !
เหมือนที่อวิ๋นจงเอี้ยนกล่าวเอาไว้ก่อนหน้านี้มิมีผิด
หอบรรพชนของเผ่าสวรรค์เป็นเพียงซากปรักหักพังจริง ๆ ด้วย
นอกจากจัตุรัสที่พวกเขายืนอยู่ และตำหนักโบราณที่ใหญ่โตด้านหน้าของจัตุรัส ที่มีสภาพสมบูรณ์แล้ว ส่วนที่เหลือต่างกลายเป็นสถานที่รกร้าง กำแพงแตกร้าว ต้นไม้ที่แห้งแล้ง ไร้ซึ่งร่องรอยของสิ่งชีวิตใด ๆ
ขณะเดียวกัน ภายในอากาศยังคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหม็นเน่าจนฉุนขึ้นจมูก และเหมือนมีกลิ่นคาวเลือดปะปนอยู่ด้วย
สุดท้ายทุกคนต่างก็หันไปมองยังโลงสัมฤทธิ์โบราณ ที่วางอยู่บนแท่นมิไกลนักโดยมิได้นัดหมาย
“ท่านบรรพบุรุษ……”
อวิ๋นเฉินเฟิงที่ได้สติก่อนใคร มิแค่เพียงหันไปทว่ายังเรียกอวิ๋นซิงหงที่อยู่ข้างกายเบา ๆ อีกด้วย
อวิ๋นซิงหงส่ายหน้าน้อย ๆ จากนั้นก็ส่งกระแสจิตออกไปว่า “ความอันตรายของที่นี่เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้แล้ว ล้วนมีมากกว่าอย่างมิต้องสงสัย และมิต้องเอ่ยอันใดคอยดูอยู่เงียบ ๆ ก็พอ”
อวิ๋นเฉินเฟิงจึงรีบพยักหน้าทันที
เมื่อเขามองออกไปอีกครั้ง ก็พบว่าอวิ๋นจงเอี้ยนได้เดินขึ้นบันไดไปด้วยกายที่สั่นเทา ขณะเดินตรงไปยังโลงสัมฤทธิ์โบราณโลงนั้น……