เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 601 เผ่าคนบาป
ตอนที่ 601 เผ่าคนบาป
เห็นหลี่เสวียนเทียนที่มีท่าทางโศกเศร้า ใบหน้าซีดเผือด ถึงขนาดคุกเข่าขอร้องอ้อนวอนเช่นนี้
เย่ฉางชิงจึงอดที่จะยิ้มบาง ๆ ออกมามิได้
‘ช่ำชองการวางมาดมิน้อยจริง ๆ ’
‘มิเช่นนั้นถ้าถูกจับได้แล้วล่ะก็ หากมิอายแทบแทรกแผ่นดินหนี ก็ต้องตายอย่างอนาถ’
คิดถึงตรงนี้ เย่ฉางชิงก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ จากนั้นจึงเอ่ยถามว่า “หลี่เสวียนเทียน เจ้ามาทำอันใดที่นี่ ? ”
หลี่เสวียนเทียนรีบตอบกลับทันทีโดยมิต้องคิดว่า “เรียนท่านเย่ ก่อนหน้านี้ในส่วนลึกของเผ่าสวรรค์ จู่ ๆ ก็ได้มีผู้ที่น่ากลัวท่านหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมา หากมิมีสิ่งใดผิดพลาดแล้วล่ะก็ คนผู้นั้นน่าจะมาจากโลกเบื้องบนขอรับ”
“ดังนั้นผู้น้อยจึงเป็นกังวลว่าการมาของผู้ที่น่ากลัวท่านนี้ จะนำหายนะมาสู่สวรรค์บูรพาหรือไม่ จึงได้มาตรวจสอบดูขอรับ”
เอ่ยเพียงเท่านั้น แม้ใบหน้าของเย่ฉางชิงจะยังคงเรียบนิ่ง ทว่าในใจของเขากลับกระตุกขึ้นมาอย่างห้ามมิได้
ผู้ที่น่ากลัวที่มาจากโลกเบื้องบน !
แดนเซียนโบราณในตำนาน !
ถึงขนาดสามารถทำลายล้างสวรรค์บูรพาได้ !
นี่มัน ! ! ! !
นี่มันจะเป็นไปได้เยี่ยงไรกัน !
ผู้ที่น่ากลัวเช่นนี้จะปรากฏตัวขึ้นได้เยี่ยงไรกัน !
จริงสิ !
ส่วนลึกของเผ่าสวรรค์ !
ตู๋กูชิงเฟิง !
หรือจะเกี่ยวข้องกับตู๋กูชิงเฟิง ?
คิดได้ดังนั้น ดวงตาของเย่ฉางชิงก็มีประกายสงสัยพาดผ่านทันที
หลังจากลังเลอยู่ชั่วขณะ จึงตัดสินใจเอ่ยออกไปว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนั้นเจ้าก็ลุกขึ้นและตามข้าเข้าไปดูเถอะ”
เย่ฉางชิงกวาดสายตามองราชันทมิฬและเทพหลิวที่ยืนอยู่ข้างกายเล็กน้อย
วินาทีต่อมา เมื่อหลี่เสวียนเทียนลุกขึ้นยืน ทั้งหมดก็ราวกับหายตัวไปในอากาศ
เพียงพริบตา พวกเย่ฉางชิงก็ได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง บนท้องฟ้าเหนือหอบรรพชนเผ่าสวรรค์
ในเวลานี้พวกอวิ๋นจงเอี้ยนที่กำลังเตรียมจะจากไป ก็พลันแข็งค้างอยู่กับที่ราวกับถูกสาปก็มิปาน
‘ท่านเย่ ! ! ! ’
‘บรรพบุรุษท่านนั้นเพิ่งจะพาผู้สืบทอดหญิงไปได้มินาน พวกท่านเย่ก็มาถึงที่นี่แล้ว’
‘ทั้งยังกะทันหันเช่นนี้’
‘กล่าวกันว่าปกติแล้วท่านเย่มิชอบใช้อิทธิฤทธิ์ใด ๆ ตอนนี้กลับปรากฏกายขึ้นที่นี่แล้ว’
‘เห็นได้ชัดว่า ครั้งนี้เขาคงโมโหมากจริง ๆ ! ’
หลังจากเงียบอยู่ครู่หนึ่ง
เหล่าผู้อาวุโสและอัจฉริยะของเผ่าสวรรค์ ต่างก็เบนสายตาไปทางอวิ๋นจงเอี้ยนและอวิ๋นซิงหง
“ท่านบรรพบุรุษทั้งสอง ตอนนี้พวกเราจะทำเช่นไรดี ควรอธิบายให้ท่านเย่ฟังเช่นไรดีขอรับ ? ”
หัวหน้าเผ่าอวิ๋นเฉินเฟิงส่งกระแสจิตเอ่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
อวิ๋นจงเอี้ยนมีสีหน้าซีดเผือด และหาได้ตอบกลับใด ๆ ไม่
อวิ๋นซิงหงกลับทอดถอนใจออกมาว่า “บัดนี้โชคชะตาของเผ่าสวรรค์คงขึ้นอยู่กับความเมตตาของท่านเย่แล้ว”
ขณะเดียวกัน เย่ฉางชิงก็ลอบมองด้านล่างเล็กน้อย ก่อนจะหันไปทางพวกอวิ๋นจงเอี้ยน
‘ที่นี่มันคือที่ใดกัน ? ’
‘เหตุใดถึงดูน่ากลัวเช่นนี้ ? ’
‘แล้วเหตุใดพวกอวิ๋นจงเอี้ยนจึงมาอยู่ที่นี่ได้ ? ’
หลังจากนิ่งเงียบอยู่สักพัก เย่ฉางชิงก็มิได้สนใจว่าที่แห่งนี้คือที่ใดอีก และได้เอ่ยถามออกไปตรง ๆ ว่า “คุณหนูอวิ๋น ชิงเฟิงอยู่ที่ใด ? ”
สูด !
เมื่อได้ยินคำถามของเย่ฉางชิง
คนของเผ่าสวรรค์พลันมีสีหน้าเปลี่ยนไป ต่างพากันพลางสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ด้วยความหวาดหวั่น
‘ท่านเย่มาตามหาผู้สืบทอดหญิงจริง ๆ ด้วย ! ’
‘แล้วตอนนี้พวกเราควรจะแก้ตัวเช่นไรดี ! ’
‘ทำเยี่ยงไรให้ท่านเย่เชื่อว่า ผู้สืบทอดหญิงหาได้ดับสูญ เพียงแค่ถูกบรรพบุรุษท่านนั้นพาตัวไปก็เท่านั้น ! ’
ผ่านไปมิกี่อึดใจ
ก็เกิดเสียงดัง ตึ้ง ! ขึ้นมา
เป็นอวิ๋นจงเอี้ยนที่คุกเข่าลงกับพื้น ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยเสียงอันฝืดเฝื่อนว่า “เรียนท่านเย่ ชิงเฟิงถูกบรรพบุรุษท่านนั้นของเผ่าสวรรค์พาไปยังแดนเซียนโบราณแล้วเจ้าค่ะ”
“เพียงแค่พาไปยังแดนเซียนโบราณเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
เย่ฉางชิงแค่นเสียงเย็นออกมา พลางถามต่อว่า “เจ้าช่วยอธิบายให้ข้าฟังทีสิว่า ที่บอกว่าใช้ร่างของชิงเฟิงเป็นเครื่องสังเวยมันเรื่องอันใดกัน ? ”
“อีกอย่างข้าขอเตือนพวกเจ้าเอาไว้ก่อนนะ แม้ข้าจะมิชอบการฆ่าฟัน แต่หากว่าพวกเจ้าเผ่าสวรรค์มิมีคำตอบที่สมเหตุสมผลให้แก่ข้าแล้วล่ะก็ ข้าจะเป็นคนเปลี่ยนแปลงโชคชะตาเผ่าสวรรค์ของพวกเจ้าเอง”
ทันใดนั้น เสียงของเย่ฉางชิงก็ดังขึ้นราวกับคำประกาศิต ทำให้คนของเผ่าสวรรค์ต่างรีบคุกเข่าลงกับพื้นในทันที ร่างกายสั่นเทาขึ้นมาอย่างควบคุมมิได้
อวิ๋นจงเอี้ยนนิ่งเงียบอยู่สักพัก จึงเอ่ยออกมาตามตรงว่า “เรียนท่านเย่ เป็นดังที่ท่านว่าในตอนแรกพวกเราคิดจะใช้ร่างของผู้สืบทอดหญิงเป็นเครื่องสังเวยจริง ๆ เจ้าค่ะ”
“แต่เมื่อพาผู้สืบทอดหญิงมาที่นี่แล้ว บรรพบุรุษเผ่าสวรรค์ท่านนั้นของเรากลับกล่าวว่า ผู้สืบทอดหญิงมีโลหิตของเทพบรรพกาลหยดหนึ่งอยู่ภายในกาย ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจมิใช้ร่างของผู้สืบทอดหญิงเป็นเครื่องสังเวยอีก”
“แต่กลับใช้เลือดคนในเผ่าของเรามากมายกลั่นเป็นสายเลือดบริสุทธิ์ ในการสร้างกายเนื้อขึ้นมาใหม่ จากนั้นท่านบรรพบุรุษท่านนั้นก็สามารถสร้างกายเนื้อขึ้นมาใหม่ได้สำเร็จ และพาผู้สืบทอดหญิงไปยังแดนเซียนโบราณพร้อมกับเขาด้วยเจ้าค่ะ”
ได้ยินดังนั้น เย่ฉางชิงก็มิได้รีบร้อนถามต่ออีก แต่กลับเบนสายตาไปทางเทพหลิว
เพราะคำกล่าวนี้ของอวิ๋นจงเอี้ยนแทบจะมิมีพิรุธใด ๆ
แต่ในเมื่อตอนนี้ตู๋กูชิงเฟิงมิอยู่ เช่นนั้นคงทำได้เพียงใช้วิธีอื่น เพื่อตรวจสอบว่าอวิ๋นจงเอี้ยนโกหกหรือไม่
และเท่าที่เย่ฉางชิงรู้
ภายในโลกเซียนเช่นนี้ โดยทั่วไปแล้วพวกเขามักจะใช้วิธีการค้นจิตวิญญาณ
แม้อาจจะฟังดูโหดร้ายไปบ้าง แต่ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็คงต้องใช้วิธีนี้เท่านั้น
“เสี่ยวหลิว เจ้าทำการค้นจิตวิญญาณของคนหนุ่มสาวเหล่านี้ดูหน่อยสิ ข้าอยากรู้ว่าที่นางเอ่ยมาเป็นจริงหรือไม่”
เย่ฉางชิงส่งกระแสจิตออกไป
เทพหลิวพยักหน้ารับคำสั่งน้อย ๆ จากนั้นก็หายตัวไปทันที ก่อนจะปรากฏกายขึ้นอีกครั้งตรงหน้าเหล่าคนหนุ่มสาวของเผ่าสวรรค์
จากนั้นนางก็ได้เพ่งสมาธิ แสงสีเขียวระยิบระยับไปทั่วร่างกาย ก่อนจะยื่นกิ่งหลิวสีเขียวบริสุทธิ์ราวกับหยกหลายกิ่งออกไป และชี้ไปที่หว่างคิ้วของหนุ่มสาวเหล่านั้น
เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งเคอ
นิมิตรอบกายเทพหลิวค่อย ๆ มลายหายไป จากนั้นนางก็ได้หมุนกายหันมาส่งกระแสจิตให้กับเย่ฉางชิง “นายท่าน นางกล่าวความจริงเจ้าค่ะ เพียงแต่เอ่ยมิหมด”
“บรรพบุรุษเผ่าสวรรค์ผู้นั้นต้องการกลั่นโลหิตเทพบรรพกาลหยดนั้น เพื่อขึ้นครองแดนเซียนโบราณทั้งหมดเจ้าค่ะ”
เย่ฉางชิงถอนหายใจออกมาน้อย ๆ อย่างอดมิได้
นี่ก็หมายความว่าเป็นเพราะสิ่งที่เรียกว่าโลหิตเทพบรรพกาลหยดนั้น ถึงทำให้ตู๋กูชิงเฟิงยังมีชีวิตอยู่
แต่หากโลหิตเทพบรรพกาลหยดนั้นถูกกลั่นสำเร็จเมื่อใด ชีวิตของนางก็จะตกอยู่ในอันตรายทันที
ตอนนี้ดูเหมือนว่าคงต้องขึ้นไปยังแดนเซียนโบราณ เพื่อช่วยตู๋กูชิงเฟิงเสียแล้ว
หลังจากนิ่งเงียบไปสักพัก เย่ฉางชิงก็กวาดตามองพวกอวิ๋นจงเอี้ยนด้วยประกายตาคมปลาบ
“คุณหนูอวิ๋น มิทราบว่าตอนที่เผ่าสวรรค์ของเจ้าเตรียมจะใช้ชิงเฟิงเป็นเครื่องสังเวยนั้น พวกเจ้าเคยคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างข้าและชิงเฟิงบ้างหรือไม่ ? ”
“เคยคิดหรือไม่ว่าข้าจะยอมตกลงด้วย ? ”
เย่ฉางชิงมองไปที่ทุกคน พร้อมกับเอ่ยถามออกมา
เอ่อ !
อวิ๋นจงเอี้ยนเอาแต่ก้มหน้างุด และมิกล้าเอ่ยสิ่งใดอีก
คนของเผ่าสวรรค์ที่เหลือต่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป ท่าทางเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
เวลาผ่านไปมิกี่อึดใจ
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้นนับแต่นี้เผ่าสวรรค์ของพวกเจ้า ก็มิคู่ควรกับคำว่า สวรรค์ อีกแล้ว”
เอ่ยถึงตรงนี้ พลังวิญญาณอันเข้มข้นภายในกายของเย่ฉางชิงก็เกิดการโคจรขึ้นมา ก่อนจะใช้กระแสจิตของตนเองเป็นตัวนำ พลางเอ่ยออกมาอย่างช้า ๆ ทีละคำว่า “เผ่า……คน……บาป”
ทันใดนั้น เมื่อเย่ฉางชิงเอ่ยจบ ก็ราวกับคำประกาศิตของผู้สูงสุด
ท้องฟ้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นมืดครึ้ม ตะวันและจันทราสิ้นแสง มหามรรคาสับสนวุ่นวาย
ค่ายกลโบราณทั้งหมดในซากปรักหักพังที่พวกเขายืนอยู่ก็มลายหายไปภายในพริบตา เหลือเพียงพื้นที่รกร้างว่างเปล่า
ส่วนตรงหน้าของเขาเวลานี้ ความว่างเปล่าพลันพังทลายลง กลายเป็นพายุหมุนขนาดใหญ่
มินาน ตัวอักษรโบราณที่แผ่ไอพลังมหาศาลสองตัวก็ค่อยโผล่ขึ้นมาจากใจกลางพายุหมุน ที่ปกคลุมไปด้วยไอพลังโกลาหล
ถูกต้อง !
ตัวอักษรโบราณสองคำนั้นก็คือ “คนบาป”
มิเพียงเท่านั้น เพราะหลี่เสวียนเทียนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ยังสัมผัสได้อยางชัดเจนว่า
อักษรโบราณตัวนี้ได้แผ่ไอพลังแห่งกฎอันน่าสะพรึงกลัวออกมาอีกด้วย
ไอพลังแห่งกฎ ?
หรือคำว่าคนบาปนี้จะสร้างขึ้นมาจากพลังแห่งกฎในตำนานเยี่ยงนั้นหรือ ?
อืม !
ต้องใช่แน่ ๆ !
เช่นนั้นก็หมายความว่ามีพลังแห่งกฎอีกหนึ่งรูปแบบปรากฏขึ้นบนสวรรค์บูรพาด้วยงั้นหรือ
เพียงแค่คำว่าคนบาปที่สร้างจากพลังแห่งกฎ เช่นนั้นภายภาคหน้าการทำงานของสวรรค์บูรพาจะได้รับผลกระทบไปด้วยหรือไม่ ?
‘สามารถสร้างพลังแห่งกฎขึ้นมาใหม่บนโลกนี้ได้ ตัวตนที่แท้จริงของท่านเย่ผู้นี้ชักจะน่าเหลือเชื่อขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว’
หลี่เสวียนเทียนจึงทอดถอนใจออกมาอย่างอดมิได้ จากนั้นก็ได้กวาดตามองพวกอวิ๋นจงเอี้ยนที่ยังคงคุกเข่าอยู่กับพื้น พลางเอ่ยขึ้นในใจด้วยความโมโหว่า ‘หากทุกสิ่งบนสวรรค์บูรพาเกิดปัญหาขึ้นมา ถึงตอนนั้นอย่าหาว่าข้าซ้ำเติมพวกเจ้าก็แล้วกัน’
ตอนนั้นเอง เย่ฉางชิงก็เพ่งสมาธิอีกครั้ง และคำว่าคนบาปที่ลอยอยู่ตรงหน้าของเขาก็พลันหายไป
กลายเป็นฝนดาวตกส่องประกายระยิบระยับ โปรยปรายลงสู่เบื้องล่าง