เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 617 เกือบลืมเรื่องสำคัญ
ตอนที่ 617 เกือบลืมเรื่องสำคัญ
หลังจากลังเลอยู่สักพัก บุรุษชุดดำก็ชำเลืองมองไปทางเย่ฉางชิง จากนั้นจึงเอ่ยออกมาตามตรงว่า “ตอนนั้นข้าใช้รอยแยกกำแพงโลกเส้นนี้ จึงได้บังเอิญมาโผล่ที่สวรรค์บูรพาแห่งนี้”
“และการที่ร่างเดิมของข้าได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะถูกพลังแห่งกฎภายในรอยแยกกำแพงโลกเล่นงาน”
สิ้นเสียงทุกคนก็หันไปสื่อสารกันทางสายตาเล็กน้อย อดมิได้ที่จะเผยสีหน้าสงสัยออกมา
แม้แต่เย่ฉางชิงเองก็อดมิได้ที่จะปรายตามองบุรุษชุดดำด้วยความสงสัยเช่นกัน
‘ผู้แข็งแกร่งระดับราชาเซียนมีพลังแข็งแกร่งเพียงใดกัน’
‘ทุกคนต่างก็มิเคยได้ยินได้ฟังมาก่อน อย่างน้อยในสวรรค์บูรพาก็ยังมิมีผู้ใดที่อยู่ในระดับนี้’
‘หมายความว่าระดับเช่นนี้จะต้องเป็นผู้แข็งแกร่งที่อยู่บนแดนเซียนโบราณในตำนานงั้นหรือ’
‘ผู้แข็งแกร่งระดับราชาเซียนหากเข้าไปในรอยแยกกำแพงโลก ก็ยังมิสามารถออกมาได้’
‘แต่เจ้ากลับเข้าไปแล้วสามารถมาโผล่ที่สวรรค์บูรพาได้’
‘นี่มิเรียกว่าโอ้อวดแล้วจะเรียกว่าอะไรกัน ! ’
เวลาผ่านไปมิกี่อึดใจ
เย่ฉางชิงจึงเอ่ยขึ้นเสียงเรียบว่า “พวกเราไปยังเส้นทางโบราณกันเถอะ”
เรื่องมาถึงขั้นนี้ก็คงต้องไปต่อแล้ว
และคงมิสามารถให้บุรุษชุดดำเข้าไปในรอยแยกกำแพงโลกอีกครา เพื่อพิสูจน์สิ่งที่เขาพูดมาได้กระมัง
หากอีกฝ่ายเกิดล้มเหลว กลับออกมามิได้จริง ๆ แล้วหลังจากนี้ใครจะช่วยต้านทานทัณฑ์สวรรค์พิฆาต ที่ปลายทางเส้นทางโบราณให้กันเล่า ?
ด้วยการควบคุมปทุมสูติของเย่ฉางชิง
ทุกคนก็มุ่งหน้าเข้าไปยังส่วนลึกของยอดเขา
นั่นก็คือเป้าหมายในการเดินทางของทุกคนในครานี้
เส้นทางโบราณ
ทว่าเมื่อทุกคนเข้าใกล้ดินแดนลึกลับที่ปกคลุมไปด้วยไอหมอกสีแดงนั้น
นอกจากเย่ฉางชิงแล้ว คนที่เหลือต่างก็สัมผัสได้ถึงความกดดันอันไร้รูปร่างบางอย่าง
มิเพียงเท่านั้นทุกคนยังสัมผัสได้อย่างชัดเจน ถึงสภาพแวดล้อมในด้านบำเพ็ญเพียรของที่นี่ ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
ปราณวิญญาณฟ้าดินที่ทั้งบริสุทธิ์และเข้มข้น
ถึงขนาดแผ่ไอพลังมหามรรคาออกมาอีกด้วย
สภาพแวดล้อมในการบำเพ็ญเพียรเช่นนี้ คงมีเพียงดินแดนวาสนาเท่านั้นถึงจะมีได้
ทว่าบัดนี้ ดินแดนที่เป็นที่ตั้งของเส้นทางโบราณกลับมีสภาพแวดล้อมในการบำเพ็ญเพียรเช่นนี้ได้
“นี่มัน…?”
จ้าวปีศาจคิ้วแดงดวงตาเป็นประกาย ท่าทางเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
จ้าวปีศาจเสวียนอู๋เองก็เผยสีหน้าประหลาดใจออกมาเช่นกัน พลางเอ่ยพึมพำว่า “ที่นี่ราวกับโลกบำเพ็ญเพียรใบใหม่เลยก็ว่าได้”
จ้าวปีศาจหน้าหยกเอ่ยอย่างเพ้อฝันว่า “หากสามารถบำเพ็ญเพียรอยู่ที่นี่ได้ พวกเราจะสามารถทะลวงพันธนาการระดับเทพพิภพ ขึ้นไปสู่ระดับที่สูงขึ้นกว่านี้ได้หรือไม่ ? ”
บุรุษชุดดำเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบนิ่งว่า “โลกเล็ก ๆ เช่นสวรรค์บูรพา หลักเต๋าฟ้าดินหาได้สมบูรณ์ไม่ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเจ้าถึงสามารถบรรลุได้เพียงระดับเทพพิภพเท่านั้น”
“แต่ว่าที่นี่เป็นทางผ่านเดียวที่จะไปยังแดนเซียนโบราณได้ และเมื่อมีคนขึ้นไปได้สำเร็จ ก็จะทำให้โลกทั้งสองเปิดออก พลังปราณจากแดนเซียนโบราณก็จะไหลลงมายังมาที่แห่งนี้ จึงทำให้สภาพแวดล้อมของที่นี่เกิดการเปลี่ยนแปลง”
“เป็นเช่นนี้นี่เอง”
ทุกคนสบตากันเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับรู้
ตอนนั้นเอง ถูสือซานผู้มีจิตใจใสซื่อก็ได้ถามขึ้นอีกว่า “ผู้อาวุโสเจ้าคะ ถ้าเช่นนั้นแดนเซียนโบราณในตำนานก็จะมีสภาพแวดล้อมเช่นนี้ด้วยเหมือนกันหรือเจ้าคะ ? ”
“หาได้เป็นเช่นนั้นไม่”
บุรุษชุดดำเอ่ยเรียบ ๆ “กล่าวเช่นนี้ก็แล้วกัน สภาพแวดล้อมของแดนเซียนโบราณถือว่าสมบูรณ์พร้อม เมื่อพวกเจ้าขึ้นไปได้แล้วต่อให้เวลานี้จะมีตบะบารมีถึงระดับเทพพิภพ แต่ในแดนเซียนโบราณอย่างมากพวกเจ้าก็สามารถปล่อยพลังได้เพียงระดับเทวาเท่านั้น”
ได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็พยักหน้าอย่างเข้าใจอีกครา
ตอนนั้นเอง เมื่อเย่ฉางชิงควบคุมปทุมสูติให้ค่อย ๆ ลดระดับความสูงลง
เวลาเพียงมิกี่อึดใจ ปทุมสูติก็ได้ลอยลงที่บนฝั่งพอดี
เมื่อทุกคนเห็นเช่นนั้นก็ทยอยกระโดดลงจากปทุมสูติทันที
ก่อนหน้านี้ตอนมองจากที่ไกล ๆ บริเวณนี้ดูแปลกประหลาดอยู่มิน้อย
ทว่าเมื่อเข้ามาใกล้ จึงพบว่าหาได้เป็นเช่นนั้นไม่
ที่นี่กลับเป็นดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาล
เมื่อทอดสายตามองออกไป ก็พบว่ามีถนนสายหนึ่งคดเคี้ยวยื่นไปด้านหน้า
สองข้างทางของถนนสายนี้ประกอบไปด้วยเนินเขาเขียวขจี ต้นไม้เก่าแก่ที่เขียวชอุ่ม ดอกไม้ป่านานาพันธุ์ และทัศนียภาพที่มีเสน่ห์เหลือล้น
และเมื่อมองไกลออกไปก็จะเห็นยอดเขาที่ทอดยาว ทิวเขาสลับซ้อน ไอหมอกลอยอบอวล แสงนวลตาสาดส่อง เป็นทิวทัศน์ที่งดงามยิ่งนัก
เมื่อได้เห็นภาพนี้ แม้แต่เย่ฉางชิงเองก็มีสีหน้าประหลาดใจมิน้อย
ก่อนหน้านี้ที่เขาเห็นหมอกสีแดงปกคลุม สายฟ้าสีเลือดแลบแปลบปลาบ ดูเป็นสถานที่ที่อันตรายยิ่ง
ทว่าภาพเบื้องหน้ากลับมิได้มีลางร้ายใด ๆ มิหนำซ้ำยังงดงามจนมิอาจหาสิ่งใดมาเปรียบเทียบได้
“เส้นทางโบราณในตำนานต่างเต็มไปด้วยอันตรายมากมาย อีกทั้งยังมีสิ่งที่เรียกว่าสิ่งอัปมงคลที่หากแปดเปื้อนเข้าแม้จะเพียงเล็กน้อย ก็จะทำให้กลายเป็นเซียนทุรชนได้”
หนิงซู่ซู่เอ่ยขึ้นเป็นคนแรก “ทว่าบัดนี้ทิวทัศน์ของที่นี่ช่างดึงดูดสายตายิ่งนัก มิเห็นจะมีลางร้ายอันใดเลย”
ถูสือซานถอนสายตากลับมา แล้วหันไปเอ่ยกับเย่ฉางชิงอย่างสงสัยเช่นกัน “ท่านเย่ พวกเรามาผิดที่หรือไม่เจ้าคะ?”
ทันทีที่ถูสือซานเอ่ยจบ เสียงที่ดูมิเป็นมิตรเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในโสตประสาทของทุกคน
“พวกเจ้ามิได้มาผิดที่หรอก ที่นี่ก็คือทางเข้าของเส้นทางโบราณจริง ๆ”
“และแม้ว่าทิวทัศน์ของที่นี่จะดูงดงามเพียงใด ทว่าสรรพสิ่งบนโลกหาได้เป็นเช่นที่ตาเห็นไม่ กลับกันที่นี่ล้วนซุกซ่อนไปด้วยกลสังหารอันน่าสะพรึงกลัว หากมิระวังแล้วล่ะก็จะทำให้วิญญาณแตกดับ…”
ทันใดนั้น ร่างผอมบางร่างหนึ่งก็ปรากฏกายขึ้นตรงหน้าของพวกเย่ฉางชิง
เขาคือชายชราสวมชุดสีเทาที่มีผมบาง ใบหน้าซีดขาว ดวงตาลึกโบ๋ รูปร่างซูบผอมผู้หนึ่ง
ทว่าเมื่อเขาเห็นเย่ฉางชิง เสียงของเขาก็เงียบลงทันที พร้อมกับนิ่งงันไป
จากนั้นเขาจึงได้กวาดตามองหนิงซู่ซู่และถูสือซานที่งดงามไร้ที่เปรียบ รวมทั้งพวกราชันทมิฬ
วินาทีต่อมา สีหน้าเย็นชาของเขาก็พลันมลายหายไป กลายเป็นยิ้มแย้มแจ่มใสภายในพริบตา
แม้เขาจะลืมไปแล้วว่านับตั้งแต่มายังเส้นทางโบราณแห่งนี้เวลาผ่านมานานเพียงใด และมิรู้ว่าอีกฟากของทะเลดำในตอนนี้เป็นเช่นไรบ้าง
มีหญิงที่งามล่มเมืองเช่นนี้ และยังมีผู้แข็งแกร่งระดับเทพพิภพจากเผ่าปีศาจหลายตนติดตามมาด้วย
แสดงให้เห็นว่าบุรุษหนุ่มที่ดูสง่างามและสุภาพอ่อนโยน และมีใบหน้าหล่อเหลาผู้นี้จะต้องมีความเป็นมาที่มิธรรมดาอย่างแน่นอน
“ด้วยท่าทางของท่านที่ดูมิธรรมดาเช่นนี้ จะต้องมาจากสำนักระดับสูงสักที่เป็นแน่ใช่หรือไม่ ? ”
ผู้เฒ่าชุดเทาเอ่ยถามเย่ฉางชิงด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
‘สำนักระดับสูง ? ’
เย่ฉางชิงยิ้มออกมา ก่อนจะเอ่ยอย่างช้า ๆ ว่า “สำนักชิงหยาง”
นับตั้งแต่เขามาถึงสวรรค์บูรพา ก็ถูกนักพรตชิงอวิ๋นพาไปบำเพ็ญเพียรที่สำนักชิงหยาง
หลังจากนั้นก็ได้เข้าไปยังนิกายกระบี่สวรรค์ และถูกปฏิบัติราวกับเป็นบรรพบุรุษท่านหนึ่ง
เช่นนั้นเขาจึงนับว่าตนเป็นคนของสำนักชิงหยางเท่านั้น
หลังจากได้ยินคำว่า สำนักชิงหยาง
มิเพียงผู้เฒ่าชุดเทาที่มีสีหน้าสงสัย แม้แต่คนอื่น ๆ ที่ร่วมเดินทางมากับเย่ฉางชิงต่างก็มีสีหน้าประหลาดใจเช่นกัน
‘สำนักชิงหยาง ? ’
‘นี่เป็นสำนักวิถีเซียนเช่นไรกัน ถึงมิเคยได้ยินมาก่อน’
‘หรือจะเป็นสำนักเซียนลึกลับ ? ’
‘อืม ! ’
‘คงเป็นสำนักเซียนลึกลับสักที่ ! ’
‘มิใช่สิ ! ’
‘ต้องจะเป็นสำนักเซียนลึกลับอย่างแน่นอน’
‘มิเช่นนั้นเหตุใดถึงมิเคยได้ยินชื่อมาก่อน แต่กลับได้รับการยอมรับจากนายท่านได้’
ผู้เฒ่าชุดเทานิ่งงันไปชั่วขณะ ก่อนจะลูบหนวดของตัวเอง พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าข้ามมาจากอีกฟากหนึ่งของทะเลดำเนิ่นนานแล้ว เชื่อว่าสามแคว้นคงเกิดการเปลี่ยนแปลงไปมากแล้วสินะ”
“และสำนักชิงหยางแห่งนี้ หากข้าเดามิผิดแล้วล่ะก็ คงจะเป็นสำนักที่เพิ่งผงาดขึ้นมาใหม่กระมัง”
เย่ฉางชิงพยักหน้ายิ้ม ๆ แล้วเอ่ยว่า “มิทราบว่าท่านมาหาพวกเรามีเรื่องอันใดงั้นหรือ ? ”
ในที่สุดผู้เฒ่าชุดเทาก็เพิ่งนึกออกว่าเป้าหมายในการมาครานี้เพื่ออะไร จึงตบหน้าผากตัวเองเบา ๆ แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าเกือบลืมเรื่องสำคัญไปเสียแล้ว”