เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 623 กฎของเมืองโลกวิญญาณ
ตอนที่ 623 กฎของเมืองโลกวิญญาณ
ในตอนนั้นเอง
การครอบงำของกลหมากก็เริ่มขึ้น
ลำแสงอันเจิดจ้าที่แฝงกลสังหารอันน่ากลัวหลากหลายสายก็ได้สาดส่องออกมา
ก่อนจะพุ่งเข้าใส่เย่เหลียงเฉินที่ธาตุไฟเข้าแทรก เนื่องจากจิตใจแตกสลายอย่างต่อเนื่อง
ค่ายกลสังหารอันน่าสะพรึงกลัวค่ายกลหนึ่งก็ประกอบขึ้นมา
ทันใดนั้น กลสังหารอันน่าสะพรึงกลัวก็ผุดขึ้นจากทุกทิศทุกทาง
พลังอันพิสดารและโกลาหลโจมตีเข้าใส่เย่เหลียงเฉินอย่างต่อเนื่อง
ปั้ง ปั้ง ปั้ง ปั้ง ปั้ง ……
มีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวกึกก้องไปทั่ว โลหิตสีแดงฉานพุ่งออกมาจากร่างของเย่เหลียงเฉินภายในพริบตา
เป็นภาพที่น่าสยดสยองยิ่งนัก
เวลาเพียงมิกี่อึดใจ
กายเนื้อของเย่เหลียงเฉินก็ระเบิดออกเป็นชิ้น ๆ จิตวิญญาณที่ตกอยู่ในความโกลาหลก็แตกสลายตามไปด้วย
และนี่ก็คือความน่ากลัวของการบำเพ็ญเพียรวิถีหมาก
วิถีหมากลึกล้ำสุดจะหยั่ง และเมื่อใช้วิถีเต๋าเอาชีวิตผู้อื่น
แต่หากถูกแก้กลหมากได้ก็จะถูกวิถีหมากครอบงำ ทำให้ร่างกายแตกดับ
ยิ่งไปกว่านั้น คนที่เขาเผชิญหน้าด้วยกลับเป็นเย่ฉางชิง
แม้เย่ฉางชิงจะรู้แค่วิธีเดินหมาก แต่ส่วนที่เรียกว่าวิถีหมากหาได้มีความเข้าใจไม่
ทว่าความแตกฉานในวิถีหมากของเขานั้นกลับถึงระดับสูงสุดไปตั้งนานแล้ว ทั้งยังใช้วิถีเต๋าพัฒนาจิตแท้ขั้นสูงสุดของวิถีหยินหยางได้สำเร็จอีกด้วย
อย่าว่าแต่เย่เหลียงเฉินเลย ต่อให้เป็นอ๋องฉีหนึ่งในสี่อ๋องแห่งเมืองโลกวิญญาณ ก็มิมีทางเอาชนะได้อย่างแน่นอน
ส่วนการจะใช้วิถีหมากเอาชนะด้วยนั้น ยิ่งมิมีทางเป็นไปได้เลย
ในที่สุดเย่เหลียงเฉินก็ตายไปอย่างอนาถ ท่ามกลางสายตาของทุกคน
ส่วนเหล่าบ่าวรับใช้ที่ติดตามเย่เหลียงเฉินนั้น แม้แต่ละคนจะเป็นถึงผู้แข็งแกร่งระดับเทพพิภพขั้นต้น แต่การถูกวิถีหมากครอบงำหาใช่สิ่งที่พวกเขาจะสามารถช่วยเหลือได้
อีกอย่างกลหมากของเย่เหลียงเฉินยังถูกถ่ายทอดมาจากอ๋องฉีอีกด้วย
หากพวกเขาเข้าไปช่วย เชื่อว่าจะต้องติดร่างแหและตายอยู่ที่นี่ไปด้วยอย่างแน่นอน
ทว่าสิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือ บุรุษหนุ่มที่ดูสง่างามและสุภาพอ่อนโยนเป็นนิจผู้นี้ สามารถใช้สองวิธีที่แตกต่างกันแก้กลหมากของเย่เหลียงเฉินได้
แค่คิดก็รู้แล้วว่าความแตกฉานในวิถีหมากของคนผู้นี้สูงส่งเพียงใด
หากคนผู้นี้ต้องการจะเอาชนะพวกเขา เกรงว่าคงง่ายราวกับพลิกฝ่ามือเป็นแน่
มิกี่อึดใจต่อมา
เหล่าบ่าวรับใช้ของเย่เหลียงเฉินต่างก็ได้สติขึ้นมาอีกครั้ง ทว่ากลับมีสีหน้าตื่นตกใจ พลางสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ด้วยความหวาดหวั่น
ส่วนกลุ่มคนที่ผนึกความว่างเปล่าเอาไว้ก่อนหน้านี้ ก็รีบขจัดพลังปราณทิ้งทันที พร้อมกับเผยร่างที่แท้จริงออกมา
“ก่อนหน้านี้เป็นเพราะพวกเราต้องทำคำสั่ง ขอผู้อาวุโสได้โปรดอย่าลงโทษพวกเราเลยขอรับ”
เหล่าชายชราที่มีผมและหนวดขาวโพลน รีบโค้งคำนับให้แก่เย่ฉางชิง ท่าทางเต็มไปด้วยความหวั่นเกรง
ความแตกฉานในวิถีหมากอยู่ในระดับที่พวกเรามิอาจจะจินตนาการได้ คนเช่นนี้จะต้องมิได้มีอายุน้อยดังเช่นที่เห็นภายนอกเป็น ดังนั้นควรจะเรียกขานเขาว่าผู้อาวุโส
ส่วนสตรีใบหน้าเย็นชาที่ก่อนหน้านี้มีท่าทางเย่อหยิ่ง และปรายตามองเย่ฉางชิงด้วยสายตาเย็นชานั้น เวลานี้กลับคุกเข่าลงพลางเอ่ยด้วยความเคารพนอบน้อมว่า “ก่อนหน้านี้ผู้น้อยได้ล่วงเกินไป ขอผู้อาวุโสลงโทษด้วยเจ้าค่ะ”
ทว่าเย่ฉางชิงกลับมิได้แยแสแต่อย่างใด สายตายังคงจ้องเขม็งไปยังที่ที่เย่เหลียงเฉินหายไป
‘นี่มันเรื่องอันใดกัน ? ’
‘เจ้านั่นตายแล้วเยี่ยงนั้นหรือ ? ’
‘แต่มิน่าใช่นี่นา ! ’
‘ข้าเพียงแค่เดินหมากกับเขา มิคิดว่าว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้’
จนกระทั่งเวลาผ่านไปอีกประมาณหนึ่งเคอ
บุรุษชุดดำเหมือนมองออกว่าเย่ฉางชิงกำลังคิดอันใดอยู่ จึงส่งกระแสจิตไปบอกว่า “นายท่าน คนผู้นี้หวังที่จะใช้พลังที่กลหมากสร้างขึ้นมาสังหารท่าน แต่กลับคิดมิถึงว่าท่านจะสามารถทำลายกลหมากของเขาได้ ทำให้เขาถูกกลหมากครอบงำจนถึงแก่ความตายขอรับ”
‘สังหาร ? ’
‘เจ้าคนนี้ถึงกับคิดจะสังหารข้าเยี่ยงนั้นหรือ ? ’
เมื่อเย่ฉางชิงได้สติขึ้นมา จึงหันไปมองบุรุษชุดดำเล็กน้อย ก่อนจะส่งกระแสจิตตอบกลับไปว่า “เจ้าหมายความว่าหากผู้ที่แพ้เมื่อครู่คือข้า เช่นนั้นข้าก็จะต้องตายเหมือนกับเขาเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
บุรุษชุดดำชะงักไปเล็กน้อย ก่อนตอบกลับอย่างครุ่นคิดว่า “ตามหลักแล้วเป็นเช่นนั้นขอรับ แต่กลหมากเช่นนี้ต่อให้ท่านแพ้ก็จะมิสามารถทำอันใดท่านได้แม้แต่ปลายเล็บขอรับ”
เย่ฉางชิงจึงถามต่ออย่างสนใจว่า “เจ้ายังรู้อันใดอีกบ้าง ไหนช่วยบอกข้าหน่อยสิ ? ”
บุรุษชุดดำส่ายหน้าน้อย ๆ “นายท่าน ผู้น้อยบอกท่านได้เพียงเท่านี้ขอรับ มีอีกหลายเรื่องเมื่อท่านปลดผนึกความทรงจำออกแล้ว ย่อมจะได้รู้เองขอรับ”
ได้ยินดังนั้น เส้นเลือดบนขมับของเย่ฉางชิงพลันยกขึ้นมาทันที มุมปากกระตุกน้อย ๆ อย่างอดมิได้ แต่ก็มิได้เอ่ยสิ่งใดออกมาอีก
คนผู้นี้คงจะรู้อันใดมิน้อย แต่เรื่องที่เขาตัดสินใจแล้ว คงมิมีทางเอ่ยออกมาอย่างแน่นอน
ตอนนี้เขาเองก็มั่นใจแล้วว่าตัวตนที่แท้จริงของเขานั้นต้องมิธรรมดาอย่างแน่นอน
เชื่อว่าวันหนึ่งหากความทรงจำถูกปลดออกแล้ว ทุกอย่างย่อมจะเปิดเผยออกมา
หลังจากนิ่งเงียบอยู่สักพัก เย่ฉางชิงก็หันไปกวาดสายตามองสตรีท่าทางเย็นชาที่ยังคงคุกเข่าอยู่ พลางเอ่ยเสียงเรียบว่า “พวกข้าเพิ่งมาที่นี่ครั้งแรก ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเมืองโลกวิญญาณอีกมาก ดังนั้นเจ้าจงเข้าเมืองไปกับพวกข้า จะได้ช่วยตอบข้อสงสัยให้แก่พวกข้าไปด้วย”
ได้ยินดังนั้นสตรีท่าทางเย็นชาเงยหน้าขึ้นอย่างลังเล ก่อนจะค่อย ๆ พยักหน้าลง
ในตอนนั้นเอง เหล่าบ่าวรับใช้ของเย่เหลียงเฉินต่างก็เอ่ยขึ้นมาว่า “ผู้อาวุโส ให้พวกเราติดตามท่านไปด้วยได้หรือไม่ขอรับ ? ”
อ๋องฉีผู้เป็นหนึ่งในสี่อ๋องแห่งเมืองโลกวิญญาณมีนิสัยเช่นไร พวกเขาต่างก็รู้ดี
และเพราะความแตกฉานในวิถีหมากของเย่เหลียงเฉินนั้นมิธรรมดา จึงทำให้ได้รับความโปรดปรานจากอ๋องฉีเป็นอย่างมาก
บัดนี้เย่เหลียงเฉินดับสูญไปแล้ว เช่นนั้นบ่าวรับใช้อย่างพวกเขาย่อมมีจุดจบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
นั่นก็คือโทษตายสถานเดียว !
แต่ผู้อาวุโสที่มีท่าทางสง่างามและสุภาพผู้นี้ กลับสามารถใช้สองวิธีทำลายกลหมากของอ๋องฉีได้
ดังนั้นเห็นได้ชัดว่าความแตกฉานในวิถีหมากของผู้อาวุโสท่านนี้มิได้ด้อยไปกว่าอ๋องฉีแม้แต่น้อย
นี่ก็หมายความว่าในภายภาคหน้าเมืองโลกวิญญาณอาจมีอ๋องคนที่ห้าปรากฏขึ้นมาก็เป็นได้
เมื่อได้ยินดังนั้น เย่ฉางชิงจึงตอบกลับไปเรียบ ๆ ว่า “ย่อมได้”
โบราณกล่าวเอาไว้ว่า หลายหัวดีกว่าหัวเดียว
และตอนนี้พวกเขาก็กำลังรีบที่จะเข้าไปในเมืองโลกวิญญาณ เพื่อหาวิธีถอนพิษให้แก่ราชันทมิฬ หากข้างกายมีคนของเมืองโลกวิญญาณอยู่ด้วยก็คงมิเสียหายอันใด
“พวกเราขอคารวะนายท่าน ! ”
เหล่าชายชราสบตากันเล็กน้อย ก่อนจะคารวะให้แก่เย่ฉางชิงในทันที
จากนั้นเย่ฉางชิงก็หายตัวไป ก่อนที่จะปรากฏกายขึ้นอีกครั้งบนร่างเดิมของจ้าวปีศาจคิ้วแดง พลางปัดมือเบาแล้วเอ่ยว่า “อยู่กับข้ามิต้องมากพิธี วันหน้ามิจำเป็นต้องคารวะเช่นนี้อีก”
เอ่ยจบ เย่ฉางชิงก็หันไปกวักมือเรียกสตรีท่าทางเย็นชานางนั้น เป็นสัญญาณให้อีกฝ่ายลงมา
สตรีท่าทางเย็นชาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหายตัวและปรากฏกายขึ้นตรงหน้าของเย่ฉางชิง
“ยังมิรู้เลยว่าเจ้ามีนามอันใด ? ”
เย่ฉางชิงเอ่ยถามออกมาตรง ๆ
สตรีท่าทางเย็นชาตอบอย่างระมัดระวังว่า “เรียน……นายท่าน ผู้น้อยแซ่หวง มีนามว่าอิงเจ้าค่ะ”
“ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินเย่เหลียงเฉินผู้นั้นบอกว่าเมืองโลกวิญญาณถูกปกครองโดยสี่อ๋อง แต่เส้นทางโบราณแห่งนี้เป็นทางที่จะไปยังแดนเซียนโบราณมิใช่หรือ เหตุใดจึงมีเมืองโลกวิญญาณ แล้วถูกสี่อ๋องปกครองเช่นนี้”
เย่ฉางชิงพยักหน้าให้ พลางเอ่ยต่ออีกว่า “ข้าอยากรู้ที่มาที่ไปทั้งหมด เจ้าช่วยเล่าให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่”
สตรีท่าทางเย็นชาที่มีนามว่าหวงอิงเรียบเรียงคำกล่าวเล็กน้อย ก่อนเอ่ยออกมาด้วยท่าทางจริงจังว่า “เรียนนายท่าน เอ่ยให้ถูกก็คือเมืองโลกวิญญาณแห่งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางโบราณเจ้าค่ะ”
“เนื่องจากปลายทางของเส้นทางโบราณนั้นจะทะลุไปยังแดนเซียนโบราณได้ นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีผู้แข็งแกร่งมากมายที่ขึ้นไปยังแดนเซียนโบราณได้สำเร็จ ทำให้สภาพแวดล้อมที่นี่เกิดการเปลี่ยนแปลง นานวันเข้าเพื่อให้สามารถขึ้นไปยังแดนเซียนโบราณได้สำเร็จ ผู้แข็งแกร่งมากมายจึงเลือกที่จะอยู่ที่นี่เพื่อฝึกฝนและทำให้ตบะบารมีของตนนั้นมั่นคงเสียก่อน หรือบรรลุถึงระดับเทพพิภพขั้นท้ายให้ได้ ก่อนตัดสินใจเดินทางไปยังปลายทางของเส้นทางโบราณ”
เย่ฉางชิงพยักหน้ารับคำ พลางเอ่ยว่า “เป็นเช่นนี้นี่เอง”
หวงอิงจึงได้อธิบายต่ออีกว่า “ส่วนสี่อ๋องของเมืองโลกวิญญาณนั้น เกิดมาจากการท้าดวลกันของผู้แข็งแกร่งรุ่นแล้วรุ่นเล่า”
“กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เดิมเมืองโลกวิญญาณมีอ๋องเพียงองค์เดียว แต่หลังจากที่อ๋ององค์นี้พ่ายแพ้ก็เกิดอ๋ององค์ใหม่ขึ้นมาแทน และเป็นเช่นนั้นเรื่อยมา จนกระทั่งสุดท้ายก็เกิดการแบ่งแยกดินแดนของอ๋องทั้งสี่ขึ้นเช่นในปัจจุบัน”
“และตอนนี้อ๋องที่แข็งแกร่งที่สุดก็คืออ๋องฉี ที่เมื่อหนึ่งแสนปีก่อนสามารถเอาชนะอ๋องเจี้ยนมาได้ ทำให้กลายเป็นอ๋องอันดับหนึ่งของเมืองโลกวิญญาณในเวลานี้เจ้าค่ะ”
เย่ฉางชิงได้ยินดังนั้น มุมปากก็โค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม และหันไปสบตากับบุรุษชุดดำเล็กน้อย
อีกฝ่ายก็สามารถเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะพยักหน้าน้อย ๆ ให้เย่ฉางชิง