เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 625 อ๋องฉีปรากฏกาย
ตอนที่ 625 อ๋องฉีปรากฏกาย
“หัวหน้า จะปล่อยพวกเขาเข้าไปง่าย ๆ เช่นนี้หรือขอรับ ? ”
เมื่อเห็นพวกเย่ฉางชิงเดินวางก้ามเข้าไปในเมืองโลกวิญญาณ
ทหารที่มีคางแหลมผู้หนึ่ง ก็อดมิได้ที่จะเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย
มุมปากหัวหน้าทหารกระตุกเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงเย็นชาว่า “ทำไม? เจ้าคิดว่าพวกเรามีปัญญาขวางผู้อาวุโสท่านนั้นได้งั้นหรือ ? ”
จากนั้นก็มีทหารอีกนายหนึ่งเอ่ยถามด้วยความสงสัยเช่นกันว่า “หัวหน้าขอรับ แต่หากเขาเป็นสายลับของอ๋องฉีเล่าขอรับ ? ”
“สายลับของอ๋องฉี ? ”
หัวหน้าทหารฉีกยิ้มกว้าง ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโหว่า “หากข้าคิดมิผิดแล้วล่ะก็ ความแตกฉานในวิถีกระบี่ของผู้อาวุโสท่านนี้มิได้ด้อยไปกว่าอ๋องเจี้ยน ผู้ที่น่ากลัวเช่นนี้ พวกเจ้าคิดว่าจะเป็นสายลับของอ๋องฉีได้เยี่ยงนั้นหรือ ? ”
เอ่ยถึงตรงนี้ หัวหน้าทหารก็กวาดตามองคนอื่น ๆ พลางเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “พวกเจ้าวัน ๆ อย่าเอาแต่บำเพ็ญเพียรจนมิลืมหูลืมตา ตอนนี้สภาพของพวกเจ้าแต่ละคนอย่างกับท่อนไม้ก็มิปาน”
“ขอรับ หัวหน้า”
แต่จู่ ๆ ก็มีทหารอีกหนึ่งนายเหมือนฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเอ่ยออกมาอย่างครุ่นคิดว่า “หัวหน้า ผู้อาวุโสท่านนั้นบอกว่าจะประลองกระบี่กับอ๋องเจี้ยนมิใช่หรือขอรับ เช่นนั้นเมืองโลกวิญญาณจะมีอ๋ององค์ที่ห้าหรือไม่ขอรับ ? ”
หัวหน้าทหารหัวเราะออกมา พลางทอดถอนใจอย่างอดมิได้ “เมืองโลกวิญญาณแห่งนี้แต่ไหนแต่ไรมาผู้แข็งแกร่งล้วนเป็นใหญ่ การเกิดอ๋ององค์ที่ห้าขึ้นย่อมมีความเป็นไปได้ แต่หาได้มีผลใด ๆ กับมดปลวกเช่นพวกเราไม่”
“ตรงกันข้ามการต่อสู้ของอ๋อง สำหรับพวกเขาแล้วเรียกได้ว่าเป็นวาสนาอย่างหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นผู้อาวุโสท่านนี้ยังเป็นผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน ที่มีความแตกฉานในวิถีกระบี่ขั้นสูงอีกด้วย”
ทันทีที่สิ้นเสียง ก็มีคนถอนหายใจยาวออกมาอย่างอดมิได้ “ตอนอยู่อีกฟากของทะเล พวกเราคิดว่าเมื่อก้าวเข้าสู่ระดับเทพพิภพ ก็จะเป็นจุดสูงสุดของวิถีเซียนบนสวรรค์บูรพาแล้ว และกลายเป็นผู้แข็งแกร่งที่ไร้เทียมทาน”
“ทว่าบัดนี้ยังมิทันขึ้นไปยังแดนเซียนโบราณ เพียงแค่อยู่ในเมืองโลกวิญญาณก็กลายเป็นเพียงมดปลวกเสียแล้ว แล้วหากวันหนึ่งสามารถขึ้นไปแดนเซียนโบราณได้สำเร็จจริง ๆ จะกลายเป็นตัวอันใดกัน ? ”
“ช่างน่าเศร้าจริง ๆ เฮ้อ ! ”
“เฒ่าสวี่ เจ้ามิต้องโศกเศร้าเพียงนั้น ขอเพียงพวกเราขึ้นไปแดนเซียนโบราณในตำนานได้สำเร็จ เพื่อค้นพบโอกาสและวาสนาอันพลิกฟ้าอีกสักครั้ง ภายภาคหน้าอาจจะมีโอกาสประสบความสำเร็จก็เป็นได้”
“โอกาสและวาสนาอันพลิกฟ้า ไหนเลยจะเป็นเรื่องง่าย ? ”
“จริงสิ เฒ่าสวี่ เจ้ายังต้องการสตรีผู้นั้นเป็นภรรยาอีกหรือไม่ ? ”
“หุบปากซะ สตรีร้ายกาจเช่นนั้นใครจะไปรับได้กัน ? ”
“……”
“……”
ระหว่างที่เหล่าทหารต่างก็กำลังทอดถอนใจอยู่นั้น
พวกเย่ฉางชิงก็เดินผ่านประตูเมือง และก้าวเข้ามาสู่ที่ที่เรียกว่าเมืองโลกวิญญาณ
ตอนนั้นเอง เมื่อราตรีคืบคลาน เมืองโลกวิญญาณแห่งนี้ก็ราวกับเมืองบนโลกมนุษย์ธรรมดาก็มิปาน
บนถนนมีผู้คนวิ่งขวักไขว่สัญจรไปมา ร้านค้าต่าง ๆ พากันแขวนโคมไฟจนสว่างไสว ทำให้บรรยากาศยามค่ำคืนเต็มไปด้วยแสงระยิบระยับ
เพียงแต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนตื่นตระหนกเป็นอย่างมากก็คือ ภายในเมืองโลกวิญญาณแห่งนี้ มิว่าจะเป็นคนขายของหาบเร่ หรือผู้ที่สวมอาภรณ์หรูหราดูเป็นคนสูงศักดิ์ แม้แต่นางคณิกาของหอนางโลก ก็ล้วนแต่เป็นผู้แข็งแกร่งระดับเทพพิภพทั้งสิ้น
ดังนั้นภายในกลุ่มของเย่ฉางชิง
นอกจากเย่ฉางชิงที่มีใบหน้าหล่อเหลา ท่าทางโดดเด่น รวมทั้งหนิงซู่ซู่และถูสือซานที่มีใบหน้าและรูปร่างงดงามแล้ว ก็มิมีผู้ใดที่สะดุดตาอีกเลย
สุดท้าย พวกเขาทั้งหมดก็หาหอสุราได้แห่งหนึ่ง โดยจ่ายไปร้อยหินวิญญาณเพื่อเช่าห้องพักหลายห้อง
พักที่นี่กันชั่วคราวก่อน แล้วค่อยวางแผนกันอีกที
….
ขณะเดียวกัน ภายในดินแดนของอ๋องฉี หนึ่งในสี่อ๋องแห่งเมืองโลกวิญญาณ
ในจวนอันหรูหราหลังหนึ่ง ได้มีจัตุรัสที่สร้างมาจากหินวิญญาณขนาดใหญ่ตั้งอยู่
ปราณวิญญาณฟ้าดินของที่นี่หนาแน่นจนแทบจะแยกมิออก อีกทั้งยังแผ่ไอพลังมหามรรคาอันบริสุทธิ์ยิ่งออกมาอีกด้วย
เป็นแดนวาสนาที่หาได้ยากยิ่งแห่งหนึ่งจริง ๆ
และตรงกลางของจัตุรัสแห่งนี้ ได้มีตำหนักสัมฤทธิ์หลังหนึ่งลอยอยู่เหนือพื้นดิน โดยรอบมีแสงเปล่งออกมา สัญลักษณ์เก่าแก่และซับซ้อนมากมายโปรยปรายลงมาราวกับฝนดาวตก แผ่ไอพลังศักดิ์สิทธิ์ที่เก่าแก่ออกมามิหยุด
มิเพียงเท่านั้น ด้านบนของตำหนักสัมฤทธิ์หลังนี้ ยังมีลำแสงขาวดำหลายสายสาดส่องลงมามิหยุด เหมือนจัดแบ่งไปตามหลักการบางอย่าง
และด้วยอิทธิพลของหลักการนี้ ความว่างเปล่าโดยรอบจึงแตกออก ปรากฏเป็นรอยแยกอันน่ากลัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
ปรากฏการณ์เช่นนี้ดูน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก !
ในตอนนั้นเอง ชายชรารูปร่างกำยำท่าทางเด็ดขาดผู้หนึ่ง ได้ยืนอยู่รอบนอกของจัตุรัส ขวางเหล่าชายหญิงกลุ่มหนึ่งที่สวมอาภรณ์หรูหรา ท่าทางโดดเด่น แต่เวลานี้ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความโศกเศร้าเอาไว้
“ท่านเจี่ยง ตะเกียงวิญญาณของเจ้าเจ็ดสั่นครอน เปลวไฟริบหรี่ ท่านก็รู้ว่าเขาเป็นลูกรักที่สุดของท่านพ่อ ดังนั้นขอท่านได้โปรดช่วยเข้าไปรายงานด้วยเถอะ ! ”
บุรุษวัยกลางคนที่มีท่าทางโศกเศร้าผู้หนึ่ง เอ่ยขอร้องชายชราร่างกำยำ
“คุณชายใหญ่ มิใช่ว่าผู้น้อยมิยอมไปรายงาน”
ชายชราร่างกำยำเอ่ยเสียงเรียบ “ก่อนนายท่านเข้าฌานได้เคยกำชับเอาไว้ว่า ระหว่างที่เขาเข้าฌานมิว่าผู้ใดห้ามก้าวเข้ามาที่นี่แม้เพียงครึ่งก้าว มิเช่นนั้นจะถูกลงโทษสถานหนักขอรับ”
ทันทีที่สิ้นเสียง ร่าง ๆ หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นในอากาศราวกับภูตผีก็มิปาน ก่อนจะเอ่ยกับบุรุษวัยกลางคนผู้เป็นผู้นำว่า
“คุณชายใหญ่ขอรับ……ตะเกียงวิญญาณของคุณชายเจ็ดดับไปแล้วขอรับ”
‘ห๊ะ ! ! ! ’
ทันใดนั้น ทุกคนต่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป ท่าทางเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
ตะเกียงวิญญาณดับ !
ร่างกายแตกดับ !
นี่ก็หมายความว่าคุณชายเจ็ดที่เป็นที่โปรดปรานของอ๋องฉี เย่เหลียงเฉินตายแล้วน่ะสิ !
ชายชราร่างกายกำยำมีสีหน้าเข้มขึ้น ดวงตาลุ่มลึกและแดงก่ำคู่นั้น ฉายประกายอาฆาตออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“ตายแล้วงั้นหรือ ? ”
มุมปากของชายชราร่างกายกำยำกระตุกขึ้นอย่างควบคุมมิได้ พลางเอ่ยออกมาว่า
“การไปออกตรวจเหมืองในครั้งนี้ ตามเวลาเขาควรจะกลับมาได้แล้ว”
บุรุษวัยกลางคนผู้เป็นผู้นำมีท่าทางโศกเศร้า ก่อนจะขมกรามแน่นและเอ่ยขึ้นว่า “ทว่าเขากลับมาตายไปเช่นนี้ หรือว่ามีเหมืองแห่งใดแห่งหนึ่งเกิดระเบิด ? ”
“เจ้าเจ็ดแต่ไหนแต่ไรมาเป็นคนมั่นใจในตนเอง เมื่อมีสิ่งอัปมงคลระเบิดออกมา ก็มิได้ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือในทันที และคงจะจัดการสิ่งอัปมงคลเหล่านั้นด้วยเอง จึงได้ด่วนจากไปเช่นนี้งั้นหรือ ? ”
ชายชราร่างกายกำยำส่ายหน้าไปมา พลางเอ่ยอย่างครุ่นคิดว่า “เหลียงเฉินมีกระดานหมากเสวียนอวี่ของนายท่านอยู่ ต่อให้มิสามารถสะกดสิ่งอัปมงคลได้ แต่การจะหลบหนีออกมานั้นย่อมทำได้อย่างแน่นอน”
บุรุษวัยกลางคนมีสีหน้าเปลี่ยนไป พลางเอ่ยออกมาอย่างสงสัยว่า “ท่านเจี่ยง ท่านหมายความว่าเจ้าเจ็ดถูกฆ่าเยี่ยงนั้นหรือ ? ’
“พวกเจ้าถอยไป”
ชายชราร่างกายกำยำโบกมือพลางเอ่ยว่า “ต่อให้ถูกคนฆ่าจริง ๆ ข้าก็จะใช้เคล็ดวิชาทำนายดูสิว่าผู้ใดเป็นคนทำกันแน่”
มิกี่อึดใจต่อมา
เมื่อทุกคนถอยออกไปได้หลายจั้งแล้ว
ชายชราร่างกายกำยำก็แค่นเสียงออกมาเบา ๆ รอบกายพลันมีสัญลักษณ์สีดำประหลาดระยิบระยับ และด้านหลังมีร่างสีดำขนาดใหญ่ราวกับภูผาร่างหนึ่งปรากฏขึ้น
ขณะเดียวกันวินาทีที่ร่างสีดำปรากฏขึ้น ไอพลังมหาศาลกลุ่มหนึ่งก็แผ่ออกมา ทำให้จิตวิญญาณสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างอดมิได้
จากนั้นรอบกายของชายชราร่างกายกำยำก็มีพายุหมุนสีดำหลายลูกเกิดขึ้น ราวกับจะกลืนกินจิตวิญญาณของคนได้ก็มิปาน
ความว่างเปล่าโดยรอบที่ได้รับผลกระทบจากพลังต้องห้ามบางอย่าง จึงแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ……
ฟู่ !
เวลามิถึงหนึ่งเคอ
เหตุการณ์ประหลาดก็เกิดขึ้น
ชายชราร่างกายกำยำก็ตัวสั่นเทาขึ้นมาอย่างรุนแรง ก่อนจะกระอักเลือดสีดำออกมา
เมื่อเห็นภาพเช่นนี้ บุรุษวัยกลางคนที่ยืนอยู่มิไกลนักก็แวบหายตัวไปก่อนจะมาปรากฏกายขึ้นตรงหน้า และประคองชายชราร่างกายกำยำที่มีสีหน้าซีดเผือด ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกเอาไว้
“ท่านเจี่ยง ท่านเป็นอันใดไปหรือขอรับ ? ”
บุรุษวัยกลางคนเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
ท่านเจี่ยงผู้นี้แท้จริงแล้วเก่งกาจเพียงใด
เขาเองย่อมรู้ดี
แต่สภาพของท่านเจี่ยงในตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าถูกเคล็ดวิชาทำนายโบราณครอบงำจนบาดเจ็บหนัก
ดังนั้นเชื่อได้ว่าท่านเจี่ยงจะต้องเห็นอันใดบางอย่าง ถึงได้ถูกครอบงำเช่นนี้ !
ชายชราร่างกายกำยำฝืนยันร่างกายขึ้นมา พลางเอ่ยอย่างไร้เรี่ยวแรงว่า “ครั้งนี้เหลียงเฉินได้ไปล่วงเกินผู้ที่มิควรล่วงเกินเข้า……”
ทันทีที่สิ้นเสียง บุรุษลึกลับผู้หนึ่งก็ปรากฏกายขึ้นข้างกายของชายชราร่างกายกำยำอย่างเงียบเชียบ
“ผู้ใดกันที่สามารถทำให้เจ้าถูกครอบงำเช่นนี้ได้ ? ”
บุรุษลึกลับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจว่า “ผู้ที่กลับชาติมาเกิดงั้นหรือ ? ”
“นายท่าน ! ”
“ท่านพ่อ ! ”