เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 638 บางทีอาจจะเกี่ยวข้องกับท่านเย่
ตอนที่ 638 บางทีอาจจะเกี่ยวข้องกับท่านเย่
ทันใดนั้น ด้านหลังของเย่ฉางชิงก็มีหมอกแสงแผ่ออกมา พลังโกลาหลพลุ่งพล่านอย่างรุนแรง
เพียงพริบตา
เมื่อพลังโกลาหลแผ่ออกไปทั่วทุกทิศทุกทางแล้ว
ภาพของโลกอีกใบก็ค่อย ๆ ปรากฏสายตาของทุกคน
ยอดเขาที่แผ่พลังอำนาจมหาศาลนับมิถ้วน ราวกับกระบี่เทพมากมายที่ตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นดิน
แท่นบูชาที่เปล่งแสงหลากสีสันออกมาแท่นหนึ่ง ปกคลุมไปด้วยสัญลักษณ์อันซับซ้อนมากมายลอยอยู่กลางอากาศ
และตรงกลางแท่นบูชา ได้มีบุรุษลึกลับผมยาวสยาย รูปร่างสูงโปร่งผู้หนึ่งยืนเอามือไพล่หลัง พร้อมทั้งหันหลังให้กับผู้คนอยู่
แม้บนร่างของเขาจะมิมีไอพลังใด ๆ แผ่ออกมา แต่แค่มองแวบเดียวก็อดที่จะเกิดความเลื่อมใสศรัทธา จนอยากจะคุกเข่าลงกราบกรานมิได้
และด้านหลังของบุรุษลึกลับผู้นี้ ในส่วนยอดของภูเขาทุกลูกต่างมีร่างที่นั่งขัดสมาธิด้วยท่วงท่าสง่างาม และน่าเกรงขามอยู่
ร่างที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนยอดเขาเหล่านั้น รอบกายต่างมีแสงเรืองรองเปล่งออกมา วงแสงที่เกิดจากมหามรรคาด้านหลังได้หมุนอย่างช้า ๆ แผ่คลื่นแสงออกมาอย่างต่อเนื่อง และขยายออกไปนับร้อยจั้ง
มิเพียงเท่านั้น บนศีรษะของพวกเขายังมีกระบี่โบราณที่แผ่อำนาจกระบี่มหาศาลลอยอยู่
ด้านหลังของพวกเขาไกลออกไปหลายลี้ มีผู้คนมารวมตัวกันจนแน่นขนัด
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาทุกคนล้วนบำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่
ภาพเช่นนี้ช่างน่าตื่นตระหนกยิ่งนัก !
และเมื่อทุกคนได้เห็นภาพที่น่าประหวั่นพรั่นพรึงเช่นนี้ ก็รู้สึกใจสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างห้ามมิได้ พลันมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที
ขณะเดียวกันก็รู้สึกเหมือนกับตนเองเข้าไปอยู่ในนั้นด้วยก็มิปาน
ภายในใจเกิดความเลื่อมใสศรัทธา จนอยากจะกราบกรานให้กับภาพที่เกิดขึ้นทางด้านหลังของเย่ฉางชิง
โดยเฉพาะอ๋องเจี้ยนที่ตกใจจนหน้าซีดเผือด เหงื่อไหลโซมกาย แข้งขาอ่อนแรง ก่อนจะทรุดลงไปกองอยู่ที่พื้น
‘นี่มัน ? ? ? ’
‘นี่มัน ! ! ! ’
‘นี่มันคือนิมิตเช่นไรกัน ! ’
‘นี่เป็นภาพของโลกอีกใบชัด ๆ ! ’
‘อีกทั้งยังมิเคยเห็นผู้บำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่มากมายเพียงนี้มาก่อน หรือจะเป็นภาพในโลกบำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่ใบใดใบหนึ่ง’
‘หรือจะเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของผู้บำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่ ที่อยู่ในแดนเซียนโบราณ’
‘อืม ! ’
‘คงจะเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของผู้บำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่สักแห่งเป็นแน่ ! ’
‘และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ผู้อาวุโสเย่เป็นใครกันเล่า ? ’
‘ขณะที่เขาเขียนประโยคนั้น ถึงได้มีภาพนิมิตที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ปรากฏขึ้นมาได้’
‘เช่นนั้นท่านเย่กลับผู้สูงส่งที่ยืนอยู่บนแท่นบูชาในภาพนิมิตท่านนั้น มีความเกี่ยวข้องกันเยี่ยงไร ? ’
‘ผู้อาวุโสเป็น……ร่างแยกร่างหนึ่งของผู้สูงส่งท่านนั้นงั้นหรือ ? ’
‘ร่างแยก ? ’
‘ใช่แล้ว…..เป็นร่างแยกร่างหนึ่ง ! ’
ต้องบอกว่าบรรดาผู้บำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่จำนวนมากจนนับมิถ้วน ที่ปรากฏอยู่ภายในภาพนิมิตเหล่านั้น
เอี้ยนฉีเซิ่งผู้เป็นหนึ่งในสี่อ๋องของเมืองโลกวิญญาณ กลับสัมผัสในถึงความน่ากลัวของพวกเขาได้เป็นอย่างดี
ด้วยความแตกฉานในวิถีกระบี่ของเขาตอนนี้ อย่าว่าแต่ผู้แข็งแกร่งวิถีกระบี่ที่นั่งสมาธิอยู่บนยอดเขาแต่ละลูกเลย
แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่มากมายที่อยู่ไกลออกไปนับหมื่นลี้ เพียงแค่คนใดคนหนึ่งในนั้นก็เพียงพอที่จะเอาชนะเขาได้อย่างง่ายดายแล้ว
ด้วยเหตุนี้เขาจึงตระหนักได้ว่า เส้นทางของตนนั้นยังอีกยาวไกลนัก
การจะประสบความสำเร็จในวิถีกระบี่อย่างแท้จริงนั้น อาจต้องใช้เวลาอีกเป็นล้านปีหรือยาวนานยิ่งกว่านั้น
ขณะเดียวกัน บุรุษชุดดำที่ยืนอยู่ทางด้านหลังของเย่ฉางชิง ก็อดมิได้ที่จะเผยท่าทางสงสัยออกมา
เท่าที่เขารู้นายท่านของเขาเป็นผู้ที่อยู่เหนือทุกสรรพสิ่งและปกครองโลกทั้งหลาย
ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่าการสอนสั่ง จึงมีเพียงพวกเด็กน้อยที่ไร้ปัญญาเท่านั้นที่จะทำเรื่องเช่นนี้กัน
แต่บุคคลต้องห้ามเช่นนายท่าน จะทำเรื่องไร้สาระเช่นนี้ทำไมกัน ?
ดังนั้นเมื่อเขาเห็นภาพนิมิตนี้ปรากฏขึ้นทางด้านหลังของเย่ฉางชิง
ปฏิกิริยาแรกของเขาก็คือ
‘นิมิตเหล่านี้เหตุใดถึงปรากฏขึ้นที่ด้านหลังของนายท่านได้ ? ’
จนเวลาผ่านไปมิถึงหนึ่งเคอ
วินาทีที่เย่ฉางชิงยกพู่กันขึ้น นิมิตที่ปกคลุมบนกายของเขาก็สลายหายตามไปด้วย
เพียงแต่ในตอนนั้น เมื่อเย่ฉางชิงกวาดตาตามองตัวอักษรที่ฉวัดเฉวียน และเปี่ยมไปด้วยพลัง ก็ราวกับเกิดความรู้แจ้งใหม่ในวิถีกระบี่
เย่ฉางชิงขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นก็ค่อย ๆ หลับตาลง และตกอยู่ในภวังค์อันลึกลับบางอย่าง
วินาทีต่อมาบนอักษรพู่กันที่เย่ฉางชิงเขียนขึ้น กลับปล่อยไอพลังวิถีกระบี่จำนวนมหาศาลออกมา
ขณะเดียวกัน ความว่างเปล่ารอบกายของเย่ฉางชิงก็เริ่มสั่นสะเทือน แสงกระบี่อันเจิดจ้านับมิถ้วนเปล่งออกมา
ก่อนที่มนุษย์สีทองตัวจิ๋วมากมายจะปรากฏขึ้นกลางอากาศ และเริ่มสำแดงสุดยอดเคล็ดกระบี่
ในตอนแรกนั้น เคล็ดกระบี่ที่มนุษย์สีทองตัวจิ๋วสำแดงออกมาค่อนข้างช้า
ทว่าเพียงพริบตา มนุษย์สีทองตัวจิ๋วก็ค่อย ๆ เลือนรางลง
แม้จะยังสำแดงสุดยอดเคล็ดกระบี่อยู่ แต่ความเร็วกลับเพิ่มขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
มิเพียงแต่เอี้ยนฉีเซิ่งที่มิสามารถเรียนรู้ได้ทัน แม้แต่บุรุษชุดดำที่แข็งแกร่งยิ่งก็มองเห็นได้มิชัดเช่นเดียวกัน
ทว่าแม้จะเป็นเช่นนั้น แต่สำหรับอ๋องเจี้ยนหรือว่ากู่เจิงเฟิงแล้ว สิ่งนี้ก็มิต่างอันใดจากโอกาสและวาสนาอันยิ่งใหญ่
และในเวลานี้เรื่องที่พิสดารพันลึกก็ได้เกิดขึ้นทั่วทั้งเขตแดนอ๋องเจี้ยน
เมื่อกระบี่บนกายของผู้บำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่ทั้งหมดมิว่าจะกระบี่จะมีคุณภาพเช่นไร ก็ราวกับถูกเรียกขึ้นมาพร้อมกันก็มิปาน
ครืด ครืด ครืด ครืด ครืด ……
ตัวกระบี่สั่นเทาขึ้นมามิหยุด พร้อมกับส่งเสียงประหลาดออกมาเป็นระลอก
ผ่านไปมิกี่อึดใจ
มิว่าจะเป็นกระบี่ยาวหรือสั้น กระบี่เซียนหรือกระบี่วิเศษ กระบี่โบราณหรือกระบี่หัก แม้กระทั่งกระบี่ไม้
ขอเพียงเป็นกระบี่ต่างก็พุ่งไปยังแดนต้องห้ามที่อ๋องเจี้ยนพำนักอยู่ในเวลานี้ทั้งสิ้น
ทันใดนั้น ทั่วทั้งดินแดนของอ๋องเจี้ยนก็เกิดความโกลาหลขึ้น
“นี่มัน ! ! ! ”
“นี่……มันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ เหตุใดกระบี่ของพวกเราถึงได้ลอยไปเช่นนั้น ? ”
“มิเพียงเท่านั้น กระบี่ชีวีที่ข้ากลั่นด้วยเลือดเล่มนั้นก็ยังลอยไปด้วยเช่นกัน นั่นเป็นกระบี่ชีวีที่ข้าใช้เลือดกลั่นมาหลายหมื่นปีเชียวนะ ! ”
“กระบี่ชีวี ? กระบี่เล่มนั้นของข้าได้มาจากส่วนลึกของแดนต้องห้ามของสิ่งมีชีวิตแห่งหนึ่ง และใช้ความสามารถทั้งหมดที่มีถึงได้กระบี่โบราณลึกลับเล่มนั้นมาครอง เวลานอนข้ายังกอดเอาไว้ด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายกลับหลุดลอยไปแล้ว”
“พวกเจ้าว่านี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ ? ”
“หากข้าไร้กระบี่ ก็รู้สึกไร้พลังที่จะมีชีวิตต่อ”
“ถุย ๆ ๆ เป็นผู้บำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่แต่ไร้ซึ่งกระบี่ ก็เหมือนคนตัวเปล่าเล่าเปลือยที่ร่อนเร่อยู่ในเมืองโลกวิญญาณแห่งนี้ก็เท่านั้น”
“ท่านพี่ทุกท่าน พวกท่านสังเกตหรือไม่ ดูเหมือนว่ากระบี่ของพวกเราจะมุ่งหน้าไปทางที่ท่านอ๋องเจี้ยนพำนักอยู่นะ ? ”
“จริงสิ หรือว่าท่านอ๋องเจี้ยนรู้แจ้งเคล็ดกระบี่ไร้เทียมทานอันใดเข้า จึงได้สำแดงอิทธิฤทธิ์เช่นนี้ จึงเรียกกระบี่ของพวกเราทั้งหมดไปได้ ? ”
“ฝีมือเช่นนี้คงมีเพียงท่านอ๋องเจี้ยนเท่านั้นที่สามารถทำได้”
“มิใช่ ตามข้อมูลที่เชื่อถือได้ ท่านอ๋องเจี้ยนได้แพ้ให้กับท่านอ๋องฉี ภายในใจจึงรู้สึกขุ่นเคืองมาโดยตลอด”
“และหลายปีที่ผ่านมาเขาก็เอาแต่เข้าฌานมาโดยตลอด ดังนั้นการสร้างความโกลาหลอันใหญ่โตเช่นนี้ขึ้น มีความเป็นไปได้สูงที่อ๋องเจี้ยนจะท้าดวลกับอ๋องฉีอีกครั้ง”
“จริงด้วย มีความเป็นไปได้ ! ”
“……”
“……”
ขณะที่เขตแดนของอ๋องเจี้ยนเกิดความโกลาหลขึ้นนั้น
ลวี่ฮวยเจี้ยนและอ๋องลู่ก็กำลังเดินทางอยู่บนอากาศราวกับเป็นพื้นดินก็มิปาน และมุ่งหน้าไปทางที่พวกเย่ฉางชิงอยู่
ในเวลานี้สีหน้าของคนทั้งสองกลับเต็มไปด้วยความสงสัย
เมื่อครู่นี้มิรู้ว่าเพราะเหตุใด
กระบี่ชีวีของเอี้ยนฉีเซิ่งเล่มนั้น กลับลอยออกไปอย่างมิอาจควบคุมได้
“เด็กน้อย เจ้ามีเรื่องปิดบังข้าอยู่ใช่หรือไม่ ? ”
อ๋องลู่ชะงักฝีเท้าลงทันที พลางเอ่ยถามลวี่ฮวยเจี้ยนด้วยสีหน้าเข้มขึ้น
“ท่านอ๋องลู่ ผู้น้อยจะกล้าปิดบังท่านได้เยี่ยงไรขอรับ ! ”
ลวี่ฮวยเจี้ยนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบตอบอย่างขอไปที
“เช่นนั้นเจ้าอธิบายมาสิว่า อ๋องเจี้ยงเดิมเป็นคนใกล้ตาย แล้วเหตุใดกระบี่ชีวีของเขาถึงมีชีวิตชีวาเพียงนี้ ? ”
อ๋องลู่กวาดสายตามองลวี่ฮวยเจี้ยน พลางเอ่ยถามออกมาตรง ๆ
“บางทีอาจจะเกี่ยวข้องกับท่านเย่ขอรับ……”
ลวี่ฮวยเจี้ยนอดมิได้ที่จะเอ่ยออกมาอย่างครุ่นคิด
“ท่านเย่ ? ”
อ๋องลู่ขมวดคิ้วน้อย ๆ ท่าทางดูเกรี้ยวกราดขึ้นมาทันที