เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 658 ปลายทางเส้นทางโบราณ
ตอนที่ 658 ปลายทางเส้นทางโบราณ
เย่ฉางชิงอดมิได้ที่จะเอ่ยออกมา
บางทีอาจเพราะความรู้สึกคุ้นเคยที่ชัดเจนขึ้น
เมื่อสตรีลึกลับเอ่ยออกมาเช่นนี้ เย่ฉางชิงจึงเลือกที่จะเชื่ออย่างมิมีเหตุผล
มิหนำซ้ำเขายังรู้สึกเศร้าใจและอาลัยอาวรณ์ขึ้นมาอีกด้วย
สตรีลึกลับยิ้มให้กับเย่ฉางชิงอย่างอ่อนโยน พลางตอบกลับไปว่า “เป็นความจริงทั้งหมด และนี่ก็ถือเป็นสิ่งสุดท้ายที่ข้าสามารถช่วยเจ้าได้แล้ว”
สิ้นเสียง เย่ฉางชิงก็อดมิได้ที่จะมีสีหน้าเปลี่ยนไปอีกครั้ง
‘สิ่งสุดท้ายที่สามารถช่วยข้าได้แล้ว ? ’
‘หรือก่อนหน้านี้นางเคยช่วยข้าเอาไว้หลายอย่างงั้นหรือ ? ’
‘แต่ถึงเยี่ยงนั้นข้ากลับมีเพียงแค่ความรู้สึกคุ้นเคยต่อสตรีลึกลับนางนี้เท่านั้น’
‘แม้แต่นามของอีกฝ่ายก็ยังมิรู้’
‘เช่นนั้นตัวตนที่แท้จริงของข้ามิเท่ากับเป็นบุรุษสารเลวผู้หนึ่งหรอกหรือ ? ’
‘บัดซบ ! ’
หลังจากนิ่งเงียบอยู่สักพัก เย่ฉางชิงก็ถอนหายใจออกมาเล็กน้อย “แม้จะมิรู้ว่าก่อนหน้านี้เจ้าเคยทำสิ่งใดเพื่อข้าบ้าง อีกทั้งส่วนลึกของความทรงจำก็ยังถูกผนึกเอาไว้อยู่ แต่นับจากนี้ไปข้าจะจำเจ้าเอาไว้”
“จริงสิ เจ้ามีนามว่าอันใดงั้นหรือ ? ”
สตรีลึกลับพยักหน้าน้อย ๆ จากนั้นก็จ้องไปที่เย่ฉางชิง พลางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ซีเหยา หรือจะเรียกว่าอาหมันก็ได้”
“ซีเหยา……อาหมัน ? ”
เย่ฉางชิงเอ่ยอย่างครุ่นคิดว่า “ข้าจะจำเอาไว้”
เอ่ยเพียงเท่านั้น เย่ฉางชิงก็เบนสายตาไปยังทุกคนที่เลือกที่จะอยู่ต่อ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ทุกท่าน ในเมื่อเป็นเช่นนั้นพวกเราก็จากกันตรงนี้ก็แล้วกัน หวังว่าอีกมินานจะได้พบกันใหม่ที่แดนเซียนโบราณ”
“นายท่านรักษาตัวด้วย ! ”
“น้อมส่งท่านเย่ ! ”
ทุกคนต่างเผยสีหน้าสับสนออกมา แต่ก็ยังคงโค้งคำนับให้แก่เย่ฉางชิง
เย่ฉางชิงพยักหน้าให้ ก่อนจะหันไปมองทางหนิงซู่ซู่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์
และขณะที่เย่ฉางชิงกำลังจะเอ่ยบางอย่างออกมา
“ฉางชิง เจ้ารีบไปเถอะ”
หนิงซู่ซู่กลับเป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นมาก่อน “เชื่อว่าอีกมินานเราคงจะได้พบกันอีกครั้งที่แดนเซียนโบราณ”
มุมปากของเย่ฉางชิงโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มอ่อนโยน พร้อมพยักหน้าให้เบา ๆ
หลังจากเย่ฉางชิงบอกลาทุกคนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็พาบุรุษชุดดำและเจี่ยงหนูที่แปลงกายเป็นมนุษย์จากไปอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม
เมื่อทั้งสามคนเดินออกมาจากป่าดึกดำบรรพ์แห่งนั้นแล้ว สายตาก็สว่างวาบขึ้นมาทันที
เพราะเบื้องหน้าของพวกเขาในเวลานี้หาใช่พื้นดินที่ไร้ขอบเขตไม่ แต่กลับเป็นมหาสมุทรอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาแทน
ท้องฟ้าเหนือมหาสมุทร ปกคลุมไปด้วยหมู่เมฆที่คล้อยต่ำไกลนับหมื่นลี้
ให้ความรู้สึกกดดันบางอย่าง
เปรี้ยง !
จากนั้นก็มีเสียงดังสนั่นหวั่นไหว กึกก้องไปทั่วบริเวณภายในพริบตา
เมื่อสายฟ้าสีเลือดอันทรงพลังไร้ที่เปรียบสายหนึ่ง ทะลวงหมู่เมฆแหวกความว่างเปล่าลงมา
ไอพลังทำลายล้างที่รุนแรงแผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณภายในพริบตา
มิเพียงเท่านั้น ผืนน้ำที่เคยสงบนิ่งก่อนหน้านี้ จู่ ๆ ก็เกิดพายุโหมกระหน่ำ คลื่นลมปั่นป่วน
เกิดพายุงวงช้างหลายลูกขึ้นพร้อม ๆ กัน เป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยากยิ่งอีกด้วย
และพายุงวงช้างทุกลูกต่างซุกซ่อนพลังอันน่ากลัวที่ทำให้ความว่างเปล่าแตกร้าวเอาไว้อีกด้วย
ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องกินเวลาประมาณหนึ่งเคอ
จากนั้นสะพานสายรุ้งสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าของพวกเย่ฉางชิงโดยที่พวกเขามิรู้ตัว
เพียงพริบตา
อีกฟากของสะพานสายรุ้งก็มีเกาะ ๆ หนึ่งปรากฏขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
และสิ่งที่น่าเหลือเชื่อก็คือ ตำแหน่งที่เกาะแห่งนี้ปรากฏขึ้นกลับเป็นใจกลางของพายุงวงช้างเหล่านั้น
และเมื่อทอดสายตาไกลออกไป ก็พบว่าท้องฟ้าเหนือเกาะหินรูปทรงประหลาดได้มีลำแสงสีทองสาดส่องลงมา พร้อมกับแผ่คลื่นแสงออกมา ก่อนจะสาดส่องไปทั่วทุกทิศทุกทางอย่างต่อเนื่อง
เป็นภาพที่ตระการตาอย่างมาก ราวกับมีปาฏิหาริย์บางอย่างเกิดขึ้นก็มิปาน
และทั้งหมดนี้ให้ความรู้สึกเหมือนว่าเกาะแห่งนี้เป็นเส้นทางเดียวที่เชื่อมต่อระหว่างสองโลก
จากสวรรค์บูรพาหากต้องการไปยังโลกอีกใบหนึ่ง คงมีเพียงเส้นทางนี้เท่านั้น
“ตรงนั้นคือปลายทางของเส้นทางโบราณงั้นหรือ ? ”
เย่ฉางชิงมองไกลออกไป พลางเอ่ยถามเสียงเรียบ
บุรุษชุดดำพยักหน้าเล็กน้อย พลางเอ่ยอย่างมิมั่นใจนัก “น่าจะใช่ขอรับ”
“เรียนนายท่าน เกาะแห่งนั้นก็คือปลายทางของเส้นทางโบราณขอรับ”
เจี่ยงหนูเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ตอนนั้นที่ผู้น้อยตื่นขึ้นมา ก็บังเอิญเห็นผู้แข็งแกร่งเผ่าปีศาจท่านหนึ่งก้าวขึ้นสะพานสายรุ้ง จากนั้นก็ต้านทานสายฟ้าสีเลือดที่ฟาดฟันลงมาจากเบื้องบนมิหยุด”
“ใช้เวลาหลายวัน แม้จะก้าวข้ามอุปสรรคจนไปถึงเกาะแห่งนั้นได้แล้ว ทว่าวินาทีที่สายฟ้าสีทองอันน่ากลัวยิ่งฟาดฟันลงมา”
“ผู้แข็งแกร่งเผ่าปีศาจท่านนั้นแม้ว่าจะแปลงกายเป็นร่างเดิมและทำทุกอย่างเพื่อต้านทานสายฟ้าสีทองเหล่านั้นอยู่หลายครั้ง เพื่อที่จะขึ้นไปยังโลกเบื้องบนให้จงได้ ทว่าสุดท้ายเมื่อสายฟ้าสีทองโจมตีลงมามิหยุด ผู้แข็งแกร่งเผ่าปีศาจก็ต้านทานมิไหวร่างกายแตกดับกลายเป็นหมอกเลือดในที่สุดขอรับ”
เมื่อได้ฟังดังนั้น เย่ฉางชิงก็ชะงักงันไปชั่วครู่ ก่อนจะถอนสายตากลับมาและสบตากับบุรุษชุดดำเล็กน้อย
อีกฝ่ายก็พยักหน้าน้อย ๆ ให้กับเย่ฉางชิง
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้นพวกเราก็ไปยังปลายทางของเส้นทางโบราณ แล้วเตรียมรับทัณฑ์สวรรค์พิฆาตและขึ้นไปยังแดนเซียนโบราณในตำนานเถอะ”
เย่ฉางชิงเอ่ยจบ
บุรุษชุดดำก็เข้าใจได้ในทันที จากนั้นเขาจึงเพ่งสมาธิ พร้อมกับร่างเดิมได้ปรากฏขึ้นในพริบตา
อีกทั้งครั้งนี้เพื่อต้านทานทัณฑ์สวรรค์พิฆาต
เขาจึงแปลงกายเป็นแสงสีดำ ก่อนจะพุ่งเข้าไปในกระดานหมาก
เพียงพริบตา กระดานหมากก็เปล่งแสงขาวดำออกมา พร้อมไอพลังอันแข็งแกร่งกลุ่มหนึ่งแผ่ออกมา และขยายขึ้นอีกหลายร้อยเท่าภายในพริบตา
“นายท่าน พวกเราออกเดินทางเถอะขอรับ”
บุรุษชุดดำส่งเสียงออกมาอีกครั้ง
เย่ฉางชิงกวาดตามองสะพานสายรุ้งครู่หนึ่ง จากนั้นก็ตัดสินใจก้าวขึ้นสะพานสายรุ้งไป
เปรี้ยง !
ขณะที่เย่ฉางชิงก้าวขึ้นไปราวกับไปกระทบเข้ากับข้อห้ามบางอย่าง
เมื่อเสียงฟ้าผ่าที่แสบแก้วหูเสียงหนึ่งดังขึ้น
วินาทีต่อมา
ท้องฟ้าที่ปกคลุมไปด้วยเมฆดำทะมึนก็เกิดพลุ่งพล่านขึ้น
ทันใดนั้น ฟ้าร้องคำราม
สายฟ้าแลบแปลบปลาบ
จากนั้นสายฟ้าสีเลือดอันทรงพลังที่ห่อหุ้มไอพลังทำลายล้างหลายสายก็ผ่าลงมาอย่างต่อเนื่อง
ปรากฏการณ์นี้ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
ราวกับเดินเข้าสู่สระสายฟ้าพิฆาตก็มิปาน
ทว่าหลังจากนั้นภาพที่แปลกประหลาดก็เกิดขึ้น
เมื่อกระดานหมากขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่เหนือศีรษะของเย่ฉางชิงและเจี่ยงหนู มีสัญลักษณ์โบราณอันซับซ้อนนับมิถ้วนปรากฏขึ้น พร้อมกับมีหมอกแสงสีขาวดำลอยออกมาจาง ๆ
อีกทั้งบนกระดานหมากยังปรากฏกลหมากรูปแบบหนึ่งขึ้นอีกด้วย
ทุกครั้งที่มีสายฟ้าสีเลือดฟาดฟันลงมา
ก็จะมีลำแสงอันเจิดจ้าสายหนึ่งพุ่งขึ้นไป ตอบโต้สายฟ้าสีเลือดแทบทุกครั้ง
เปรี้ยงงงงง…..
เมื่อพลังปราณอันหนาแน่นเกิดการผันผวนอย่างรุนแรง ทำให้เกิดเสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่วท้องฟ้าอย่างต่อเนื่อง
ราวกับผู้แข็งแกร่งที่ไร้เทียมทานสองคนกำลังต่อสู้กันอยู่ และส่งเสียงออกมามิหยุด
ในตอนแรกมิว่าจะเป็นเย่ฉางชิงหรือว่าเจี่ยงหนู ล้วนอดมิได้ที่จะตื่นตระหนก
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งสองก็ค่อย ๆ คุ้นชินและสงบสติอารมณ์ลงได้
จนสุดท้ายเมื่อเวลาผ่านไปได้ประมาณหนึ่งชั่วยาม
ด้วยการต้านทานอย่างต่อเนื่องของกระดานหมากเฉียนคุน
เย่ฉางชิงและเจี่ยงหนูก็สามารถเดินไปจนสุดสะพานสายรุ้ง และไปถึงเกาะที่มองเห็นก่อนหน้านี้ได้
ตอนนั้นเอง แม้เย่ฉางชิงจะยังคงมีท่าทางสบาย ๆ
แต่เจี่ยงหนูกลับสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงพลานุภาพอันน่ากลัวที่มองมิเห็น
ถึงขนาดทำให้จิตวิญญาณของเขาสั่นสะท้าน จนอยากจะหมอบลงไปกับพื้นอย่างควบคุมมิได้
เย่ฉางชิงชำเลืองมองด้านบน เมื่อเห็นว่ายังมิมีสายฟ้าสีทองที่เจี่ยงหนูบอกฟาดฟันลงมา จึงเอ่ยเสียงเรียบว่า “ยังไปต่อไหวหรือไม่ ? ”
“เรียนนายท่าน ยังไหวขอรับ”
เสียงของบุรุษชุดดำตอบกลับมาในทันที
ทว่ายังมิทันสิ้นเสียง ส่วนลึกของช่องว่างที่มีแสงสีทองสาดส่องลงมา กลับมีพลังงานบางอย่างที่น่าตกใจปะทุขึ้น
เปรี้ยง !
มิกี่อึดใจต่อมา ก็มีกระบี่ยาวสีทองมากมายนับมิถ้วนพุ่งลงมาจากท้องฟ้า……