เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 664 ชีวิตคนมิมีสิ่งใดเที่ยงแท้จริง ๆ
ตอนที่ 664 ชีวิตคนมิมีสิ่งใดเที่ยงแท้จริง ๆ
ทว่าขณะที่ทั่วทั้งแดนเซียนจื่อฉงเกิดสั่นสะเทือนครั้งใหญ่อยู่นั้น
มิรู้เพราะเหตุใดระหว่างที่แสงนั้นขยายขึ้นมิหยุด
ไอพลังลึกลับกลุ่มหนึ่งก็ปะทะเข้ามา จนทำให้สมองของเย่ฉางชิงขาวโพลนภายในพริบตา
จากนั้นเขาก็หมดสติไป
จนเวลาผ่านไปนานเท่าไรมิทราบได้ เขาก็ค่อย ๆ ได้สติขึ้นมาอีกครั้ง
“หืม ? ”
“ข้าเป็นอันใดไป เหตุใดจู่ ๆ ถึงสลบไปได้ ? ”
“จริงสิ ปลายทางของวงแสงนั่นจะใช่สิ่งที่เรียกว่าแดนเซียนจื่อฉงหรือไม่ ? อีกอย่าง……ตอนนี้ข้าอยู่ที่ใดกัน ? ”
เย่ฉางชิงเอ่ยไปก็ขยี้ตาตนเองไป ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาเรียวยาวคู่นั้นขึ้น
จากนั้นสภาพแวดล้อมที่ดูแปลกตาก็ปรากฏขึ้น
สิ่งที่ตกอยู่ในสายตาตอนนี้ล้วนมืดครึ้มไปหมด
ต้นไม้โบราณที่เหี่ยวเฉาตั้งตระหง่านอยู่ราง ๆ
กระดูกของปีศาจขนาดใหญ่ กองเรียงรายราวกับภูเขากระดูกหลายลูก
ทะเลสาบอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งหนึ่ง ที่มีน้ำสีขุ่นและพ่นไอหมอกสีเทาขึ้นมาเป็นระลอกอย่างต่อเนื่อง……
อีกทั้งยังมีเสียงฟ้าผ่าดังมาเป็นระยะอีกด้วย
ปรากฏการณ์เช่นนี้ช่างน่าอกสั่นขวัญแขวนอย่างยิ่ง และให้ความรู้สึกกดดันบางอย่างจากสิ่งที่มองมิเห็นอีกด้วย
เย่ฉางชิงเหมือนจะฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้
วินาทีต่อมา ดวงตาของเขาก็หรี่ลง พลังปราณรอบกายก็พลุ่งพล่านขึ้น จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนในทันที
แดนอันตราย !
มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะถูกส่งมายังแดนอันตรายแห่งหนึ่งก็เป็นได้ !
สูด !
เมื่อเห็นภาพที่น่าสะพรึงกลัวตรงหน้า เย่ฉางชิงก็อดมิได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่
สุดท้ายก็ได้แต่กลืนน้ำลายลงคอ
ร่างของเขาชาวาบไปทั้งตัว
และมิรู้ว่าเกิดอันใดขึ้น
เมื่อตบะบารมีของเขาในเวลานี้กลับบรรลุขึ้นเองอีกแล้ว
ระดับเซียน !
ระดับเทพพิภพ !
ระดับสุขาวดี !
ถูกต้อง !
ยังคงไร้ซึ่งนิมิตฟ้าดินใด ๆ เช่นเคย
ภายในเวลามิถึงหนึ่งก้านธูป
ตบะบารมีของเขากลับเกิดบรรลุอย่างต่อเนื่อง จนถึงระดับที่ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปมิกล้าแม้แต่จะคาดหวังด้วยซ้ำ
ชีวิตคนก็เป็นเช่นนี้ บางคนก็ได้มาอย่างง่ายดาย
บางคนไขว่คว้าทั้งชีวิตแต่กลับมิได้มา
“เฮ้อ ชีวิตคนมิมีสิ่งใดเที่ยงแท้จริง ๆ ”
“ข้ายังมิทันได้สัมผัสประสบการณ์ใด ๆ ก็สามารถเลื่อนขึ้นถึงระดับสุขาวดีในตำนานเสียแล้ว”
“ระดับสุขาวดีนี้เป็นถึงระดับสุขาวดีในตำนาน ตอนอยู่สวรรค์บูรพา ผู้บำเพ็ญเพียรนับมิถ้วนยังถวิลหาแค่เพียงระดับเทพพิภพเท่านั้น แต่ผู้แข็งแกร่งที่สามารถบรรลุถึงระดับเทพพิภพได้จริง ๆ จะมีสักกี่คนกัน……”
หลังจากทอดถอนใจอยู่สักพัก เย่ฉางชิงก็มิรู้สึกกลัวสิ่งใดอีก
ดูท่าที่นี่คงจะเป็นแดนอันตรายแห่งหนึ่งเป็นแน่
แต่ด้วยตบะบารมีระดับสุขาวดีของเขาในตอนนี้ เชื่อว่ามีพลังแข็งแกร่งพอที่จะสามารถปกป้องตนเองได้แล้ว
แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือต้องรีบออกไปจากที่นี่ให้ได้เสียก่อน
เพราะเหตุผลที่เขามายังแดนเซียนจื่อฉงแห่งนี้ ก็เพื่อที่จะมาช่วยตู๋กู๋ชิงเฟิง
อีกอย่างหากมิมีสิ่งใดผิดพลาดแล้วล่ะก็
สิบสองแดนเซียนโบราณในตำนาน แต่ละแดนเซียนคงจะกว้างใหญ่ไพศาลกว่าสวรรค์บูรพาหลายเท่านัก
และจนถึงบัดนี้เขายังมิสามารถยืนยันได้ว่า ตู๋กู๋ชิงเฟิงถูกบรรพบุรุษเผ่าสวรรค์ผู้นั้นพาไปยังแดนเซียนใดกันแน่
ดังนั้นเขาต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อหาเบาะแสของทั้งสองคนนั้นให้ได้โดยเร็วที่สุด
มิเช่นนั้น หากเกิดเหตุมิคาดฝันขึ้นกับตู๋กู๋ชิงเฟิงล่ะก็
เขาเกรงว่าตนเองจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิตเป็นแน่
คิดถึงตรงนี้
“ชิงเฟิง เจ้าต้องมีชีวิตรอดรอข้านะ”
เย่ฉางชิงสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะรีบทะยานขึ้นฟ้า เตรียมไปจากที่นี่
ทว่าในตอนนั้นเอง
เปรี้ยง !
เสียงอึกทึกกึกก้องเสียงหนึ่งพลันดังขึ้น
ใจกลางทะเลสาบอันกว้างใหญ่ตรงหน้าของเขาจู่ ๆ ก็ระเบิดออก
ชั่วพริบตา กลิ่นเหม็นเน่าอันรุนแรงก็แผ่ออกมาทันที
จากนั้นเงาดำขนาดใหญ่ไร้ที่เปรียบร่างหนึ่งก็พุ่งขึ้นมา ราวกับยอดเขาลูกหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ปรากฏการณ์เช่นนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
น่าตื่นตระหนกยิ่งนัก
เงาดำนั้นก็คือมังกรสีดำตัวหนึ่ง
ร่างของมันยาวอย่างน้อยนับพันจั้ง
ทั่วร่างปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีดำราวกับเหล็กไหลก็มิปาน รอบกายแผ่ไอสีดำอันรุนแรงออกมา ความว่างเปล่าสั่นสะเทือนเกิดเป็นระลอกคลื่นขึ้นเป็นชั้น ๆ
มิเพียงเท่านั้น ไอพลังที่แผ่ออกมาจากกายของมันยังแข็งแกร่งอย่างมากอีกด้วย
หากมิมีสิ่งใดผิดพลาดแล้วล่ะก็ แม้แต่ปีศาจที่มีตบะบารมีระดับเทพพิภพก็มิสามารถเทียบเคียงได้แม้สักเสี้ยวเดียว
เห็นได้ชัดว่าพลังของมังกรดำตัวนี้ เกรงว่าคงจะอยู่เหนือระดับสุขาวดีเสียด้วยซ้ำ
ทว่าเมื่อเย่ฉางชิงเห็นมังกรดำที่หยิ่งทะนงตัวนี้ กลับดีใจเป็นอย่างมาก
ใบหน้าอันหล่อเหลาเผยรอยยิ้มพึงพอใจออกมา
‘สมกับเป็นสิ่งมีชีวิตบนแดนเซียนโบราณ เพียงแค่พลังก็เหนือกว่าสิ่งมีชีวิตใด ๆ ของโลกเบื้องล่างแล้ว’
‘บัดนี้ข้ามีตบะบารมีระดับสุขาวดี มิรู้ว่าเคล็ดกระบี่ทั้งสองกระบวนท่าที่เคยรู้แจ้งก่อนหน้านี้จะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไรบ้าง’
‘ในเมื่อเป็นเช่นนั้นข้าก็จะให้เจ้ามาทดสอบกระบี่ให้ข้าหน่อยก็แล้วกัน’
ทว่าระหว่างที่เย่ฉางชิงเตรียมที่จะลงมือนั้น
มังกรดำตัวนี้กลับเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นซะก่อนว่า
“มิทราบว่าท่านคือผู้ใดกัน ถึงกล้าบุกเข้ามาในแดนต้องห้ามแห่งนี้โดยพลการ ? ”
มังกรดำส่งเสียงดังสนั่นหวั่นไหวออกมา จนกึกก้องไปทั่วบริเวณ
เพราะการปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันของเย่ฉางชิง แม้แต่มังกรดำตัวนี้ก็ยังมิสามารถสัมผัสได้ถึงความผันผวนของไอพลังใด ๆ แม้แต่น้อย
‘อีกทั้งที่นี่ยังเป็นสถานที่เข้าฌานของนายท่าน’
‘และเป็นแดนต้องห้ามของสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวที่สุดของแดนเซียนจื่อฉง’
‘มิว่าจะเป็นผู้แข็งแกร่งวิถีเซียนระดับใดก็ตาม หากเข้ามาในที่แห่งนี้ก็จะมิสามารถออกไปได้อีก ล้วนต้องตายอยู่ที่นี่แทบทั้งสิ้น’
‘บัดนี้เมื่อมีผู้แข็งแกร่งที่เป็นมนุษย์ผู้หนึ่ง สามารถปรากฏกายขึ้นที่นี่ได้อย่างไร้ร่องรอย’
‘เช่นนั้นคนผู้นี้จะต้องมิใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน’
‘แต่ปัญหาก็คือ คนผู้นี้แท้จริงแล้วเป็นใครกันแน่ ? ’
‘หนึ่งในผู้อมตะทั้งแปดเยี่ยงนั้นหรือ ? ’
‘มิใช่ ! ’
‘เป็นไปมิได้เด็ดขาด ! ’
‘เมื่อหลายหมื่นปีก่อน มีผู้แข็งแกร่งที่ไร้เทียมทานระดับอมตะมาตายอยู่ที่นี่ เชื่อว่าพวกเขาคงมิกล้าบุกมาที่นี่อย่างแน่นอน’
‘หรือจะเป็นผู้แข็งแกร่งระดับอมตะจากแดนเซียนอื่น ? ’
‘อืม ! ’
‘คงจะเป็นเช่นนี้แน่’
ตอนนั้นเอง เย่ฉางชิงก็เม้มริมฝีปากเล็กน้อย พลางกลอกตามองมังกรดำที่มีขนาดใหญ่ราวกับภูเขาด้วยความมิพอใจ
เดิมทีเขาคิดว่าสิ่งมีชีวิตที่ดุร้ายเช่นนี้ จะต้องลงมือโดยมิพูดพร่ำทำเพลงเป็นแน่
ทว่าสุดท้ายเมื่อเขาเตรียมที่จะลงมือ แต่อีกฝ่ายกลับชวนสนทนาเสียได้
“ข้ามาจากโลกเบื้องล่าง ก่อนหน้านี้ได้เผลองีบหลับอยู่ที่นี่ก็เท่านั้น”
เย่ฉางชิงเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางสงบนิ่ง “ตอนนี้ข้าจะไปจากที่นี่แล้ว”
ได้ยินดังนั้น ดวงตาคู่โตของมังกรดำพลันเปล่งประกายอาฆาตอันน่าสะพรึงกลัวออกมาทันที
‘มาจากโลกเบื้องล่าง ? ’
‘ก็หมายความว่าคนผู้นี้เพิ่งจะก้าวข้ามประตูโลกาและถูกส่งมาที่นี่สินะ’
‘กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือมนุษย์ที่อยู่ตรงหน้าข้าผู้นี้ เป็นเพียงแค่มดปลวกตัวหนึ่งเท่านั้น’
‘เยี่ยม ! ’
‘เยี่ยมจริง ๆ ! ’
‘ข้าหลับใหลมาเนิ่นนาน คงได้เวลากินอาหารแล้ว’
คิดได้ดังนั้น
“มนุษย์ตัวน้อย ดูท่าดวงของเจ้าคงจะถึงคราวตกต่ำมากแน่ ๆ เพิ่งมาถึงแดนเซียนจื่อฉงก็ถูกส่งมาที่นี่เสียแล้ว”
มังกรดำมองเย่ฉางชิงอย่างเย้ยหยัน พลางหัวเราะเสียงเย็นว่า “ช่างเถอะ หากตกเป็นอาหารของข้าได้ก็นับว่าเป็นบุญที่เจ้าบำเพ็ญเพียรมาหลายโลกแล้ว”
สิ้นเสียง ท่าทางที่ดูหดหู่ของเย่ฉางชิงเมื่อครู่ก็แปรเปลี่ยนเป็นสนุกสนานขึ้นมาทันที
‘แดนเซียนจื่อฉง ? ’
‘ดูเหมือนจะมาถูกที่แล้ว อีกอย่างเป็นเพราะเจ้าอยากจะกินข้าก่อน ดังนั้นจึงมิได้เป็นเพราะข้าอยากให้เจ้ามาทดสอบกระบี่ให้’
“เจ้าอยากให้ข้าเป็นอาหารของเจ้า เช่นนั้นก็ต้องมาดูกันว่าเจ้าจะมีฝีมือเพียงใด”
เย่ฉางชิงยิ้มออกมาอย่างสบาย ๆ พร้อมกับทะยานขึ้นฟ้าโดยเอามือไพล่หลังเอาไว้ ช่างดูสง่างามยิ่งนัก
“มิเจียมตัวจริง ๆ ! ”
มังกรดำคำรามเสียงดังลั่น ก่อนจะอ้าปากกว้างและพุ่งไปทางเย่ฉางชิง
ขณะเดียวกัน กรงเล็บขนาดใหญ่ที่มีไอสีดำอันรุนแรงตลบอบอวล ห่อหุ้มด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัวก็พุ่งเข้าใส่เย่ฉางชิง……