เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 671 มีผู้ใดโดดเด่นกว่าข้าอีกเยี่ยงนั้นหรือ ?
ตอนที่ 671 มีผู้ใดโดดเด่นกว่าข้าอีกเยี่ยงนั้นหรือ ?
หลังจากหาที่ได้แล้ว
เย่ฉางชิงก็เหมือนกับร้านอื่น ๆ
เขาหยิบผ้าสีขาวผืนหนึ่งออกมาจากแหวนเก็บสมบัติ แล้วปูลงบนพื้น
แต่เนื่องจากพื้นที่ของร้านมีจำกัด เขาจึงกางม้วนภาพให้คนเห็นได้เพียงหนึ่งในสามส่วนเท่านั้น
จากนั้นก็คือการรอคนมาซื้ออย่างใจจดใจจ่อ
ขณะเดียวกัน เมื่อมองดูกลุ่มคนที่เนืองแน่น
เย่ฉางชิงก็อดมิได้ที่จะเข้าสู่ภวังค์อีกครั้ง
เพราะถนนเส้นนี้ล้วนขายภาพเลียนแบบภาพของเขาทั้งสิ้น
ทั้ง ๆ ที่ภาพนี้เป็นภาพที่เขาเพิ่งวาดขึ้นใหม่เมื่อคืนนี้แท้ ๆ เหตุใดผู้คนมากมายถึงรู้ได้
โดยเฉพาะสิ่งที่มิว่าจะคิดเยี่ยงไรก็มิเข้าใจนั่นก็คือ ภาพวาดภาพนี้ของเขาใช้วิถีกระบี่เป็นหัวข้อหลัก
ภาพเลียนแบบบนถนนเส้นนี้ ก็ดูเหมือนจะเข้าใจความหมายนั้นเป็นอย่างดี
ดังนั้นจึงปรากฏภาพวาดแนวนี้หลากหลายรูปแบบ
ภาพเทพวิถีกระบี่ !
ภาพเทพหมื่นกระบี่ !
กระบี่เฉียนคุน !
วันนี้ฝึกกระบี่ พรุ่งนี้ประหารเซียน นี่มิใช่คำขวัญ !
วันนี้มิฝึกกระบี่ พรุ่งนี้ไร้ภรรยา……
สรุปแล้วก็คือขอเพียงมีหัวข้ออยู่ในใจ ก็มิมีอันใดที่พ่อค้าเหล่านี้จะมิมีมาขาย
ทว่ามิทันรู้ตัวก็มีเรื่องลึกลับเกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ
บนถนนสายนี้มีไอพลังวิถีกระบี่อันบริสุทธิ์ไหลออกมาจาง ๆ อีกครั้งอย่างมิทราบสาเหตุ
เห็นได้ชัดว่าไอพลังวิถีกระบี่อันบริสุทธิ์เช่นนี้ เหมือนกับเมื่อคืนที่ผ่านมามิมีผิด
จากนั้นเวลาผ่านไปมิถึงหนึ่งเคอ ก็มีผู้บำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่จำนวนมากมุ่งหน้ามายังถนนเส้นนี้ เพื่อค้นหาที่มาของไอพลังวิถีกระบี่กลุ่มนี้
ดังนั้นจึงทำให้ภาพเลียนแบบต่าง ๆ ขายดิบขายดี โดยเฉพาะกับผู้แข็งแกร่งวิถีกระบี่ที่ร่ำรวยผู้หนึ่ง
หลังจากที่เขาสัมผัสได้ว่าไอพลังวิถีกระบี่แผ่มาจากถนนเส้นนี้ เขาก็กว้านซื้อภาพเลียนแบบจากแทบทุกร้านโดยมิลังเล เพื่อหวังว่าจะสามารถพบร่องรอยอันใดบ้าง
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ราคาของภาพเลียนแบบเหล่านั้นเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า และหลายภาพก็มีราคาเริ่มต้นสูงถึงหลายล้านหินวิญญาณเลยทีเดียว
ส่วนร้านของเย่ฉางชิงนั้นเหมือนจะตั้งอยู่ในทำเลที่ห่างไกลเกินไป
จึงทำให้ขณะที่ภาพเลียนแบบของพ่อค้าบางคนหมึกยังมิทันแห้ง ก็นำออกมาขายได้แล้ว
แต่ภาพจริงของเขากลับยังมิมีคนสนใจ
จนเวลาผ่านไปอีกประมาณหนึ่งก้านธูป
ระหว่างที่เย่ฉางชิงนั่งหน้าเศร้าอยู่เพียงลำพังนั้น
ชายชราที่ก่อนหน้านี้จะขายภาพให้เขา ก็เดินยิ้มกว้างมาที่หน้าร้านของเย่ฉางชิง
“น้องชาย ที่แท้เจ้าก็ขายภาพวาดเหมือนกันหรอกหรือ ? ”
ชายชราปรายตามองภาพวาดบนแผงเล็กน้อย พลางหัวเราะออกมาเบา ๆ
เย่ฉางชิงจึงได้สติขึ้นมา และหาได้เอ่ยสิ่งใดไม่ เพียงแค่พยักหน้ารับเท่านั้น
ชายชราจึงหัวเราะออกมา ก่อนจะแสร้งเอ่ยอย่างมีเลศนัยว่า “เจ้าลองเดาดูสิว่าภาพก่อนหน้านี้ของข้าขายได้เท่าไร ? ”
เย่ฉางชิงกลับเอ่ยถามเรียบ ๆ ว่า “เท่าไร ? ”
ชายชราจึงชูนิ้วขึ้นมาห้านิ้ว แล้วเอ่ยอย่างได้ใจว่า “ห้าแสนหินวิญญาณ”
มุมปากของเย่ฉางชิงโค้งขึ้นเล็กน้อย เผยท่าทางเย้ยหยันออกมาน้อย ๆ
‘ภาพต้นฉบับอยู่นี่กลับมิมีคนสนใจ แต่คนธรรมดาเหล่านั้นกลับซื้อภาพเลียนแบบในราคาแพงลิบลิ่ว’
‘ช่างน่าขันสิ้นดี’
‘จริงสิ ! ’
‘ตาเฒ่าผู้นี้แม้หน้าตาจะดูกวนโมโห แต่ก็มิได้เป็นคนที่ชั่วร้ายอันใด’
‘อีกทั้งภาพของเขาก่อนหน้านี้ แม้จะมิมีความหมายที่ลึกซึ้งพอ แต่บางจุดก็ถือว่าทำได้มิเลวเลย’
คิดถึงตรงนี้ ดวงตาของเย่ฉางชิงก็เป็นประกายขึ้นมา ก่อนจะฝืนฉีกยิ้มน้อย ๆ ไปให้ พร้อมทั้งเอ่ยถามว่า “ผู้อาวุโส ท่านเคยเห็นภาพของจริงหรือไม่ขอรับ ? ”
“ของจริง ? ”
ชายชราเอ่ยด้วยความงุนงงว่า “ภาพนั้นของข้าก็คือของจริง”
“มิใช่สิ เอ่ยให้ถูกก็คือภาพที่ขายที่นี่ล้วนแต่เป็นของจริง”
เย่ฉางชิงนิ่งงัน ก่อนจะเอ่ยอย่างมิเข้าใจว่า “หมายความว่าเยี่ยงไรหรือขอรับ ? ”
ชายชรากะพริบตาปริบ ๆ พิจารณาเย่ฉางชิงอีกครั้งด้วยสายตาแปลก ๆ
“น้องชาย กลางดึกเมื่อคืนทั่วทั้งเมืองเหอซีได้มีนิมิตอันน่าสะพรึงกลัวปกคลุม หรือเจ้ามิเห็นเยี่ยงนั้นหรือ”
ชายชราขมวดคิ้วแน่น พลางเอ่ยถามเย่ฉางชิง
‘นิมิต ? ’
‘บัดซบ ! ’
‘เกือบลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท’
‘ทุกครั้งที่ข้าวาดภาพ จะปรากฏนิมิตฟ้าดินที่มิมีประโยชน์อันใดขึ้น’
‘นี่ก็หมายความว่าภาพนี้ของข้าถูกนิมิตของตนเองหักหลัง จึงทำให้ผู้คนมากมายเหล่านี้วาดมาขายได้’
‘เช่นนั้นที่ชายชราผู้นี้เอ่ยมาก็มีเหตุผล’
‘ภาพที่ขายอยู่ที่นี่ล้วนเป็นของจริง’
ระหว่างที่เย่ฉางชิงพร่ำบ่นอยู่ภายในใจนั้น
ก็มีเสียงของชายชราดังขึ้นมาอีกครั้ง
“น้องชาย นิมิตเมื่อคืนนี้อัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง”
“จากการคาดเดาของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่ในเมือง หากมิมีสิ่งใดผิดพลาดแล้วล่ะก็ คงจะเป็นยอดฝีมือวิถีกระบี่ท่านใดท่านหนึ่งที่ใกล้จะดับสูญ สร้างนิมิตที่แฝงเจตนาแท้จริงของกระบี่มิสิ้นสุดขึ้น เพื่อใช้สิ่งนี้ในการตามหาศิษย์ที่จะมาสืบทอด”
ชายชราลูบหนวดไป พลางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า แล้วทอดถอนใจออกมาว่า “หากมิใช่เพราะข้าบำเพ็ญเพียรวิถีวาดภาพมาตลอดแล้วล่ะก็ ด้วยคุณสมบัติของข้าจะต้องเข้าตาของผู้อาวุโสท่านนี้อย่างแน่นอน และอีกมินานก็จะกลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่อันดับหนึ่ง”
“เฮ้อ น่าเสียดาย สมกับคำที่ว่าชะตาฟ้าช่างกลั่นแกล้งจริง ๆ ! ”
‘ยอดฝีมือวิถีกระบี่ ? ’
‘ยอดฝีมือวิถีกระบี่ใกล้จะดับสูญ ? ’
เมื่อได้ยินคำกล่าวเช่นนี้ เส้นเลือดที่ขมับของเย่ฉางชิงพลันเต้นตุบ ๆ ขึ้นมาทันที
‘ข้าบำเพ็ญเพียรมาจนถึงตอนนี้ เพิ่งจะได้สิบกว่าปีเท่านั้น’
‘อีกทั้งตอนนี้ยังมีตบะบารมีระดับสุขาวดีแล้วด้วย ต่อให้จะอยู่อีกหลายล้านปีก็มิมีทางใกล้ดับสูญอย่างแน่นอน’
‘ใกล้จะดับสูญ ? ’
‘พวกเจ้าน่ะสิที่ใกล้จะดับสูญ’
“เป็นเช่นนี้นี่เอง”
เย่ฉางชิงครุ่นคิดอยู่สักพัก ก่อนจะยิ้มแห้งออกมา และประสานมือให้แก่ชายชรา
“ขอบคุณผู้อาวุโสที่ช่วยไขความสงสัยให้ข้าขอรับ”
ชายชราปัดมือไปมา ก่อนจะเอ่ยอีกว่า “จริงสิน้องชาย พวกเรานับว่ามีวาสนาต่อกัน หากเจ้าตกลงล่ะก็ สามารถติดตามข้าเปลี่ยนมาบำเพ็ญเพียรวิถีวาดภาพได้นะ”
“ก่อนหน้านี้ข้ามิได้โกหกเจ้า ทั่วทั้งเมืองเหอซีด้วยความแตกฉานของวิถีวาดภาพของข้า มิเป็นสองรองใครอย่างแน่นอน”
เย่ฉางชิงจึงรีบเอ่ยขอโทษกลับไปว่า “ขอบคุณน้ำใจของผู้อาวุโส แต่ปณิธานของข้ามิได้อยู่ที่วิถีวาดภาพขอรับ”
ชายชราก็มิได้เซ้าซี้ต่อ เพียงแค่ลูบหนวดและเอ่ยยิ้ม ๆ ว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนั้นข้าก็มิบังคับฝืนใจใคร พวกเราลากันตรงนี้เลยก็แล้วกัน”
“อีกอย่างวันนี้ภาพวาดขายดีถึงเพียงนี้ ข้าคงต้องกลับไปวาดภาพต่อ เตรียมเอาไว้เพื่อมีคนต้องการอีก”
เย่ฉางชิงลุกขึ้นประสานมือคารวะให้อีกครั้ง
ชายชราปัดมือเบา ๆ ก่อนจะหมุนกายจากไปอย่างสง่างาม
……
……
ขณะเดียวกัน
บนถนนอีกเส้นหนึ่งที่อยู่มิไกลนัก
สวี๋ฝู๋ที่สวมชุดกระโปรงสีเขียว
เดินอยู่กลางถนนพร้อมกับบุรุษหนุ่มที่มีลักษณะโดดเด่นและท่าทางเย่อหยิ่งผู้หนึ่ง
“ศิษย์น้องสวี๋ ได้ยินท่านพ่อของเจ้าบอกว่า เมื่อคืนมีนิมิตปกคลุมเมืองเหอซี และเพราะนิมิตนี้จึงทำให้เจ้าสามารถถอดเคล็ดกระบี่สายนทีกระบวนท่าที่สองได้สำเร็จงั้นหรือ ? ”
บุรุษหนุ่มถอนสายตากลับมา หันไปมองใบหน้าด้านข้างที่แทบจะสมบูรณ์แบบของสวี๋ฝู๋ พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
สวี๋ฝู๋มีสีหน้าเรียบนิ่ง เพียงแค่พยักหน้ารับเท่านั้น
ความจริงแล้ว นางเองมิค่อยชอบศิษย์พี่นามว่าเสวียหมิงไห่ผู้นี้เท่าไรนัก
แม้ว่าเสวียหมิงไห่จะมาจากหนึ่งในสี่เผ่าโบราณของแดนฉางหลิงอย่าง เผ่าเสวีย ที่มีฐานะสูงส่ง
อีกทั้งคุณสมบัติในวิถีกระบี่ของเขาก็ยังสูงยิ่ง ถึงขั้นมีโอกาสได้เป็นหัวหน้าเผ่าเสวียคนต่อไปอีกด้วย
ทว่าบางทีอาจเป็นเพราะสาเหตุนี้ จึงทำให้เขากลายเป็นคนที่ยโสโอหัง
มิเพียงเท่านั้นนิสัยของเขายังเป็นคนโหดเหี้ยม ไร้ความปรานี บางครั้งแค่การประลองกันภายในสำนัก เขาถึงกับทำลายรากฐานปราณของผู้อื่นอีกด้วย
นับตั้งแต่ที่นางเข้าไปในดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ย เสวียหมิงไห่ก็ได้ประลองกับคนอื่น ๆ อยู่หลายครั้ง และสังหารคนในสำนักเดียวกันอย่างไร้ความปรานีไปก็มาก
และสิ่งที่นางคาดมิถึงก็คือ อาจารย์ของนางกลับตั้งใจจับคู่ให้นางกับเสวียหมิงไห่ จึงได้ส่งพวกนางสองคนมาจัดการเรื่องงานคัดเลือกที่เมืองเหอซี
และแม้แต่ท่านพ่อของนางสวี๋ฉางเหอยังคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังอีกด้วย
ยกตัวอย่างเช่นเวลานี้ ก่อนหน้านี้นางได้ยินว่าถนนสมบัติโบราณวันนี้คึกคักยิ่งนัก
เนื่องจากนิมิตเมื่อคืน ทำให้ถนนทั้งเส้นล้วนต่างนำเอาภาพวาดเกี่ยวกับนิมิตเมื่อคืนมาวางขาย
และเป็นเพราะนิมิตนั่นจึงทำให้นางสามารถถอดเคล็ดกระบี่สายนทีกระบวนท่าที่สองได้สำเร็จ
ดังนั้นนางจึงตัดสินใจจะมาเดินดูถนนสมบัติโบราณสายนี้ เพื่อจะได้ซื้อภาพวาดกลับไปสักภาพ และเตรียมที่จะถอดเคล็ดกระบี่ต่อ
แต่สุดท้ายเพิ่งจะเดินออกมาจากจวนเจ้าเมืองได้มิทันไร ก็พบกับเสวียหมิงไห่ที่เหมือนจะรอนางอยู่นานแล้ว
ตอนนั้นเอง เมื่อเห็นสวี๋ฝู๋มิสนใจตนเองเช่นนี้
ดวงตาของเสวียหมิงไห่พลันวาวโรจน์และมีท่าทางดุดันขึ้นมา ก่อนถามออกไปอย่างมิพอใจว่า “ดูท่าศิษย์น้องสวี๋เหมือนมิพอใจข้าเท่าไรนัก”
สวี๋ฝู๋ชะงักฝีเท้าลงทันที ก่อนจะหมุนกายกลับมาพลางเอ่ยกับเสวียหมิงไห่ด้วยท่าทางแน่วแน่ว่า “ศิษย์พี่เสวีย พวกเรามิเหมาะกันหรอกเจ้าค่ะ”
มุมปากของเสวียหมิงไห่โค้งขึ้นน้อย ๆ พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มหยันว่า “ศิษย์น้องสวี๋คิดว่าทั่วทั้งแดนฉางหลิงยังมีผู้ใดโดดเด่นกว่าข้าอีกเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
สวี๋ฝู๋ส่ายหน้าน้อย ๆ และยังคงเอ่ยอย่างแน่วแน่ว่า “อาจารย์เคยบอกเอาไว้ว่า การจะผูกเป็นคู่บำเพ็ญเพียรจะต้องผูกสมัครรักใคร่ทั้งสองฝ่าย ยามบำเพ็ญเพียรจึงจะสามารถส่งเสริมกัน แต่ศิษย์พี่เสวียท่านมิใช่คนที่ข้าชอบน่ะเจ้าคะ”
เสวียหมิงไห่ดวงตาฉายแววอาฆาตที่น่ากลัวขึ้นมา พลางเอ่ยอย่างคนบ้าอำนาจว่า “เช่นนั้นศิษย์น้องชอบคนเช่นไรงั้นหรือ ข้าจะได้ทำลายรากฐานปราณ และฆ่าล้างโคตรของมันผู้นั้นซะ”
“ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี ! ”
สวี๋ฝู๋มีท่าทางเกรี้ยวกราด พร้อมถลึงตาใส่เสวียหมิงไห่ ก่อนจะหมุนกายแปลงเป็นเงาสายหนึ่งหายตัวไปทันทีท่ามกลางฝูงชน