เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 673 หินโลหิตสวรรค์มูลค่าหนึ่งล้าน
ตอนที่ 673 หินโลหิตสวรรค์มูลค่าหนึ่งล้าน
เมื่อเย่ฉางชิงเอ่ยถามออกมา
สำหรับสวี๋ฝู๋ที่เวลานี้สติดำดิ่งอยู่ภายในโลกของภาพวาด ถึงขนาดกำลังจะจมลงสู่สายน้ำแล้ว
เสียงนี้จึงราวกับเสียงระฆังทองคำที่ดังขึ้นก็มิปาน
วินาทีต่อมา
สติของสวี๋ฝู๋กลับคืนมาอีกครั้ง อดมิได้ที่จะหอบหายใจขึ้นมาทันที เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ผุดขึ้นจนเต็มขมับ
‘อันตรายจริง ๆ ! ’
‘หากมิใช่เพราะเสียงของเขาดังขึ้นมาแล้วล่ะก็ เกรงว่าอีกมินาน’
‘สติของข้าจะต้องถูกแม่น้ำนั้นดูดเข้าไปเป็นแน่’
‘กายเนื้อก็จะอยู่อย่างคนสูญเสียจิตวิญญาณตลอดไป’
คิดถึงตรงนี้
สูด !
สวี๋ฝู๋ถึงกับสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ด้วยความหวาดหวั่นอีกครั้งอย่างอดมิได้
ดังนั้นเมื่อนางมองเย่ฉางชิงอีกครั้ง ท่าทางจึงเต็มไปด้วยความหวั่นเกรง
ตรงกันข้ามเมื่อเย่ฉางชิงเห็นสวี๋ฝู๋ในเวลานี้มีสีหน้าซีดเซียว
เขาก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา
‘ภาพวาดของข้าน่ากลัวเพียงนั้นเชียวหรือ ? ’
‘หรือความแตกฉานในวิถีกระบี่ของข้าจะสูงเกินไป’
‘ดังนั้นเมื่อนำความเข้าใจในวิถีกระบี่ของตนผสานเข้าไปในภาพวาด จึงทำให้นางรับมิไหว ? ’
“คุณหนู เจ้าต้องการซื้อภาพวาดจริง ๆ ใช่หรือไม่ ? ”
เย่ฉางชิงหัวเราะออกมาน้อย ๆ พลางเอ่ยถามสวี๋ฝู๋อีกครั้ง
สวี๋ฝู๋ได้ยินดังนั้นก็อดมิได้ที่จะนิ่งงันไป ราวกับทุกสิ่งตรงหน้าคือความฝันก็มิปาน
ภาพวาดในมือภาพนี้แท้จริงแล้วมีค่าเพียงใด
นางย่อมรู้ซึ้งเป็นอย่างดี หากเป็นไปได้นางยอมที่จะแลกความโสดหมื่นปีของตนเอง เพื่อภาพวาดภาพนี้เลยทีเดียว
มิใช่สิ !
เอ่ยให้ถูกก็คือ นี่มิใช่ภาพวาด
แต่เป็นแดนวาสนาแห่งหนึ่งต่างหากเล่า
ด้วยคุณสมบัติในวิถีกระบี่ของนาง
หากสามารถครอบครองแดนวาสนานี้ได้ล่ะก็ เชื่อว่ามิเกินร้อยปีก็จะสามารถกลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่อันดับหนึ่งของแดนฉางหลิงได้
‘ทว่าผู้อาวุโสวิถีกระบี่ที่เรียกได้ว่าเป็นผู้สูงส่งท่านนี้ กลับจะขายภาพวาดนี่ให้แก่ข้าเยี่ยงนั้นหรือ ? ’
‘นี่เขากำลังขายภาพนี้ให้เยี่ยงนั้นหรือ ? ’
‘มิใช่ ! ’
‘มิใช่แน่นอน ! ’
‘เป็นไปมิได้เด็ดขาด ! ’
‘เขากำลังมอบสุดยอดโอกาสและวาสนาให้ต่างหากเล่า ! ’
‘อีกอย่างผู้อาวุโสท่านนี้มิยอมที่จะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา’
‘ดังนั้นเห็นได้ชัดว่าเขามิต้องการที่จะเผยฐานะของตนในเวลานี้’
หลังจากคิดเองเออเองเสร็จสรรพแล้ว
สวี๋ฝู๋ก็ฉีกยิ้มที่ดูแห้งเหี่ยวออกมา จากนั้นก็ค่อย ๆ นำม้วนภาพวาดในมือวางลงที่เดิมอย่างระมัดระวัง
“มิทราบว่าภาพนี้ขายเท่าไหร่ ? ”
สวี๋ฝู๋ลอบชำเลืองมองเย่ฉางชิง พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
เย่ฉางชิงตอบกลับด้วยรอยยิ้มว่า “หนึ่งล้านห้าแสนหินวิญญาณ”
สวี๋ฝู๋มีท่าทางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเย่ฉางชิง แล้วเอ่ยถามอย่างสงสัยว่า “หนึ่งล้านห้าแสนหินวิญญาณงั้นหรือ ? ”
‘สมบัติวาสนาเช่นนี้กลับขายเพียงหนึ่งล้านห้าแสนหินวิญญาณเยี่ยงนั้นหรือ ? ’
‘ผู้อาวุโสท่านนี้คงใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้าง เพื่อจะมอบสุดยอดโอกาสและวาสนานี้ให้ข้าจริง ๆ ด้วย’
‘ด้วยใบหน้าที่หล่อเหลาไร้ที่เปรียบ รวมถึงท่าทางสุภาพและสง่างามที่แผ่ออกมาจากภายใน’
‘รักเลย ๆ ! ’
เมื่อเย่ฉางชิงเห็นสวี๋ฝู๋นิ่งเงียบไป เขาก็รีบเอ่ยต่อทันทีว่า “เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน”
“ข้าเป็นคนมีเมตตา วันนี้เจ้ากับข้าได้มาพบกันก็นับว่ามีวาสนาต่อกัน ดังนั้นเจ้าจ่ายมาแค่หนึ่งล้านหินวิญญาณก็สามารถนำภาพนี้ไปได้เลย”
สิ้นเสียง สวี๋ฝู๋ก็เผยรอยยิ้มอ่อนโยนออกมาทันที พลางเอยอย่างลังเลว่า “ผู้อาวุโสเจ้าคะ ภาพ ๆ นี้ผู้น้อยตกลงจะซื้อเจ้าค่ะ แต่ผู้น้อยมีเรื่องจะขอสักเล็กน้อยได้หรือไม่เจ้าคะ ? ”
‘ผู้อาวุโส ? ’
‘ข้าดูแก่มากเลยหรือ ? ’
‘หรือว่าสตรีนางนี้ก็เหมือนพวกผู้บำเพ็ญเพียรที่โลกเบื้องล่างเหล่านั้น ที่คิดเรื่องของข้าไปต่าง ๆ นานาอีกแล้ว’
‘มิได้ ! ’
‘เรื่องไร้สาระเช่นนี้ต้องพยายามหยุดมันให้ได้’
‘ยิ่งไปกว่านั้นยังเกิดกับสตรีที่งดงามราวกับเทพธิดาเช่นนี้อีกด้วย’
“คุณหนู ข้าขอแก้ไขความเข้าใจผิดสักหน่อย ข้าหาใช่ผู้อาวุโสอันใดที่เจ้าเอ่ยถึงไม่”
เย่ฉางชิงเอ่ยด้วยท่าทางจริงจังว่า “อีกอย่าง หากเจ้ายังยืนกรานเช่นนั้นก็เรียกข้าว่าท่านเย่เหมือนคนอื่น ๆ ก็พอ”
“ท่านเย่……”
สวี๋ฝู๋นิ่งงัน ก่อนจะเอ่ยคำเรียกขานเช่นนี้ออกมาราวกับคนละเมอ
เย่ฉางชิงพยักหน้าน้อย ๆ ก่อนจะเอ่ยถามถึงเรื่องสำคัญต่อว่า “จริงสิ เจ้ามีอันใดจะขอเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
สวี๋ฝู๋เอ่ยออกมาอย่างลำบากใจว่า “มิทราบว่าผู้อาวุโสจะไปจากเมืองเหอซีเมื่อใดหรือเจ้าคะ ? ”
“รองานรวมตัวของเมืองเหอซีจบลงก่อนกระมัง”
เย่ฉางชิงเอ่ยออกมาตามตรง “หากเป็นไปได้ ข้าก็หวังว่าจะได้เข้าไปในดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ย”
ที่เขามาครั้งนี้ก็เพื่อตามหาตู๋กูชิงเฟิง
แต่ในแดนเซียนจื่อฉงแห่งนี้ เขามิคุ้นชินกับผู้คนและสถานที่ แม้แต่คนคุ้นเคยเดียวที่มีอย่างเจี่ยงหนูและจิตวิญญาณอาวุธนั่นก็ยังพลัดหลงกัน
ดังนั้นหากต้องการจะหาเบาะแสของพวกเขา ก็จำเป็นจะต้องเข้าไปอยู่ในสำนักเซียนใดสำนักเซียนหนึ่งให้ได้เสียก่อน
ส่วนดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ยเป็นถึงดินแดนศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งของแดนฉางหลิง ย่อมเป็นตัวเลือกแรกที่มิเลว
‘เข้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ยงั้นหรือ ? ’
เมื่อรู้ว่าเย่ฉางชิงต้องการเข้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ย สวี๋ฝู๋ก็อดมิได้ที่จะเกิดความลังเลขึ้นมา
นางมองว่าความแตกฉานในวิถีกระบี่ของผู้อาวุโสตรงหน้าท่านนี้ แม้แต่อาจารย์ของนางก็อาจจะมิใช่คู่ต่อสู้ของเขาด้วยซ้ำ
ดังนั้นแล้วคงมีเพียงผู้อาวุโสสูงสุดมิกี่คนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ยเท่านั้น
หรือแม้แต่ท่านบรรพบุรุษฉางหลิงที่ตอนนี้ยังเข้าฌานอยู่ท่านนั้น
อีกอย่างหากศัตรูคู่แค้นของผู้อาวุโสท่านนี้อยู่ที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ย เช่นนั้นนางมิเท่ากับชักศึกเข้าบ้านหรอกหรือ ?
‘มิใช่สิ ! ’
‘ผู้แข็งแกร่งระดับนี้จะเผชิญหน้ากับศัตรูด้วยวิธีเช่นนี้ได้เยี่ยงไรกัน ? ’
‘ยิ่งไปกว่านั้นจะมอบสุดยอดวาสนาเช่นนี้ให้ข้าง่าย ๆ ได้เยี่ยงไรกัน ? ’
หลังจากครุ่นคิดอยู่สักพัก สวี๋ฝู๋จึงเอ่ยว่า “ท่าน…..ท่านเย่ ในเมื่อท่านยังมิได้ไปจากเมืองเหอซี เช่นนั้นข้าขอไปพบท่านอีกได้หรือไม่เจ้าคะ ? ”
‘พบข้า ? ’
เย่ฉางชิงจึงตอบกลับอย่างรวดเร็วว่า “ย่อมได้ ข้าพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมเหอซี หากเจ้าต้องการพบข้าก็มาได้ตลอดเวลา”
สวี๋ฝู๋ได้ยินดังนั้นจึงยิ้มกว้างออกมา จากนั้นก็เพ่งสมาธิแล้วหยิบหินสีแดงก้อนหนึ่งออกมาจากแหวนเก็บสมบัติ แล้วส่งให้แก่เย่ฉางชิง
เย่ฉางชิงขมวดคิ้วเบา ๆ ก่อนจะรับหินสีแดงขนาดเท่าไข่ไก่มาอย่างลังเล
สัมผัสเย็นสบาย
แผ่พลังปราณบางอย่างออกมาจาง ๆ
‘แต่สิ่งนี้มันคืออันใดกัน ? ’
‘ข้าต้องการหินวิญญาณ เจ้าคงมิคิดที่จะใช้ของสิ่งนี้แทนหนึ่งล้านหินวิญญาณหรอกกระมัง ? ’
‘เจ้ามิได้จะหลอกข้าใช่หรือไม่’
เย่ฉางชิงพิจารณาอยู่สักพัก ก่อนถามออกมาอย่างสงสัยว่า “คุณหนู นี่มันหินอันใดเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
สวี๋ฝู๋ชะงักไปเล็กน้อย แล้วจึงอธิบายอย่างใจเย็นว่า “ท่านเย่เจ้าคะ ของสิ่งนี้ชื่อว่าหินโลหิตสวรรค์ ซึ่งได้มาจากเหมืองแร่และหาได้ยากยิ่ง ท่านสามารถนำไปแลกหนึ่งล้านหินวิญญาณที่ร้านค้าใดก็ได้เจ้าค่ะ”
เมื่อเห็นหน้าตาจริงใจของสวี๋ฝู๋แล้ว
เย่ฉางชิงก็ยิ้มออกมาอย่างเก้อเขิน ก่อนจะเก็บหินโลหิตสวรรค์เอาไว้ในแหวนเก็บสมบัติ
เช่นนั้นก็หมายความว่าภาพวาดของเขาก็ขายออกแล้วน่ะสิ
ดังนั้นหลังจากที่สวี๋ฝู๋เก็บภาพวาดเรียบร้อยแล้ว
เขาเองก็เก็บผ้าขาวที่ใช้ตั้งแผง เพื่อเตรียมเดินทางกลับโรงเตี๊ยมเช่นกัน
ตอนนั้นเอง เมื่อเห็นเย่ฉางชิงกำลังจะจากไป
สวี๋ฝู๋จึงย่อกายลงคำนับเล็กน้อย “สวี๋ฝู๋น้อมส่งท่านเย่เจ้าค่ะ”
เย่ฉางชิงปัดมือไปมาด้วยรอยยิ้ม พลางเอ่ยชมว่า “สวี๋ฝู๋หรือ ? ดอกฝู๋หรงที่โผล่พ้นน้ำ เป็นชื่อที่ดี”
เอ่ยจบ เย่ฉางชิงก็หายเข้าไปในฝูงชนอย่างรวดเร็ว
ส่วนสวี๋ฝู๋กลับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนที่ใบหน้างดงามจะเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มยินดี
ขณะเดียวกันนางก็เก็บภาพวาดนั้นอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็หายตัวไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน
……
……
หลังจากที่เย่ฉางชิงออกมาจากถนนสมบัติโบราณและได้ผ่านร้านค้าร้านหนึ่ง เขาจึงรีบนำหินโลหิตสวรรค์ไปแลกหินวิญญาณอย่างอดใจมิไหว เพื่อความสบายใจของตนเอง
ทว่าเขากลับต้องตกตะลึงงัน
เพียงแค่หินโลหิตสวรรค์ขนาดเท่าไข่ไก่หนึ่งก้อน
มิใช่แลกได้แค่หนึ่งล้านหินวิญญาณ
แต่มันสามารถแลกได้ถึงห้าล้านหินวิญญาณเลยด้วยซ้ำ
มิเพียงเท่านั้น ต่อให้ใช้ห้าล้านหินวิญญาณแลกหินโลหิตสวรรค์หนึ่งก้อน แต่เจ้าของร้านกลับมีความสุขอย่างมาก