เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 690 ความกังวลของพ่อลูกตระกูลสวี๋
ตอนที่ 690 ความกังวลของพ่อลูกตระกูลสวี๋
“ข้าต้องการรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเผ่าสวรรค์”
เย่ฉางชิงเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังว่า “แต่ท่านเจ้าเมืองสวี๋ได้โปรดวางใจ ข้ามิได้ต้องการรู้ถึงเรื่องที่เผ่าสวรรค์หักหลังแดนเซียนโบราณแต่อย่างใด เพียงแค่ต้องการข่าวเกี่ยวกับดินแดนบรรพบุรุษของเผ่าสวรรค์เท่านั้น”
ทันทีที่สิ้นเสียง
“ท่านพ่อ เงื่อนไขของอาจารย์มิยากเลยใช่หรือไม่เจ้าคะ”
สวี๋ฝู๋มองสวี๋ฉางเหอที่มีท่าทางสับสน ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ระหว่างที่ลูกบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ย เคยเข้าไปในถ้ำเก็บตำราของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ยอยู่หลายครั้ง”
“เพียงแต่ตอนนั้นจิตใจของลูกหมกมุ่นอยู่กับการบำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่ จึงมิได้สนใจตำราประวัติศาตร์เกี่ยวกับสิบสองแดนเซียนโบราณ แต่ด้วยฐานะของท่านการจะเข้าไปในนั้น ย่อมเป็นอันใดที่ง่ายยิ่งกว่าการปอกกล้วยเข้าปากเสียอีก”
“ซึ่งก่อนหน้านี้อาจารย์ก็คิดที่จะใช้ฐานะของลูกเข้าไปในดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ย ก็ด้วยเหตุผลนี้แหละเจ้าค่ะ”
สวี๋ฉางเหอชะงักงัน ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างมิเข้าใจว่า “ท่านเย่ ถ้าเช่นนั้นให้ฝู๋เอ๋อร่วมงานคัดเลือกที่เมืองเหอซีเสร็จสิ้นแล้ว และพอกลับไปที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ย ค่อยส่งข่าวเกี่ยวกับเผ่าสวรรค์มาได้หรือไม่ขอรับ”
เย่ฉางชิงส่ายหน้าน้อย ๆ
สวี๋ฝู๋เอ่ยขึ้นว่า “ท่านพ่อเจ้าคะ ท่านคงมิทราบว่าเมื่อคืนกระดูกกระบี่ของลูกมีสัญญาณตื่นขึ้นมา และการที่อาจารย์ได้รู้ความลับว่าบนกายของลูกมีกระดูกกระบี่ ก็เป็นเพราะเสวียหมิงไห่ต้องการที่จะชิงกระดูกกระบี่ของลูกเจ้าค่ะ”
“เสวียหมิงไห่ ? ”
สวี๋ฉางเหอมีสีหน้าเข้มขึ้นทันที ก่อนจะเอ่ยด้วยความเกรี้ยวกราดว่า “คิดมิถึงว่าเจ้าสารเลวเสวียหมิงไห่เข้าหาเจ้า ก็เพราะต้องการกระดูกกระบี่ภายในกายของเจ้า”
สวี๋ฝู๋พยักหน้าแล้วเอ่ยรับว่า “ใช่แล้วเจ้าค่ะ ลูกสงสัยว่าการที่เสวียหมิงไห่สามารถสัมผัสถึงกระดูกกระบี่ภายในกายของลูกได้ มีความเป็นไปได้ว่าจะเกี่ยวข้องกับเคล็ดวิชาหล่อเลี้ยงกระบี่ที่เขาบำเพ็ญเพียรอยู่เจ้าค่ะ”
“การที่อาจารย์รีบมาในวันนี้และต้องการที่จะปลุกกระดูกกระบี่ของลูกโดยเร็ว ก็เป็นเพราะเสวียหมิงไห่นี่แหละเจ้าค่ะ”
เย่ฉางชิงเอ่ยเสียงเรียบว่า “ถูกต้อง เมื่อคืนเสวียหมิงไห่ผู้นี้ได้ประมือกับข้า และข้าก็ได้ทำลายกระบี่เลือดของเขาไปโดยมิได้ตั้งใจ ด้วยเหตุนี้เขาจะต้องถูกวิถีกระบี่ครอบงำเป็นแน่”
“เพียงแต่เมื่อคืนนี้ข้ามิรู้มาก่อนว่ากระดูกกระบี่จะล้ำค่าถึงเพียงนี้ ดังนั้นจึงได้ปล่อยเสวียหมิงไห่และบ่าวรับใช้ของเขาไป สิ่งนี้หมายความว่าเยี่ยงไรคงมิต้องให้ข้าอธิบายหรอกกระมัง”
ได้ยินดังนั้น สวี๋ฉางเหอย่อมเข้าใจความหมายของเย่ฉางชิงได้ในทันที
นั่นก็คือมิแน่เสวียหมิงไห่อาจจะเสียสติจนเอาเรื่องนี้ไปบอกกับทุกคนก็เป็นได้
ถึงตอนนั้นเกรงว่าคงมิได้มีแค่เพียงแดนฉางหลิงเท่านั้น ทว่าทั่วทั้งแดนเซียนจื่อฉงจะต้องเกิดสงครามแย่งชิงกระดูกกระบี่ขึ้นเป็นแน่
ส่วนเขาผู้เป็นเจ้าผู้ปกครองเมืองเล็ก ๆ อย่างเมืองเหอซี ก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะต้องตายท่ามกลางศึกอันนองเลือดครั้งนี้
เพียงแต่กระดูกกระบี่นี้เกี่ยวพันถึงโอกาสในการขึ้นเป็นราชันของยุคนี้ ทว่าผู้อาวุโสเย่ท่านนี้มิคิดที่จะอยากครอบครองเลยเยี่ยงนั้นหรือ ?
หรือผู้อาวุโสเย่รู้บางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับกระดูกกระบี่ในด้านที่ผู้อื่นมิรู้ ถึงต้องการที่จะปลุกกระดูกกระบี่ให้ตื่นขึ้นมา
หลังจากนิ่งเงียบอยู่สักพัก สวี๋ฉางเหอจึงประสานมือคารวะพร้อมกับเอ่ยว่า “ท่านเย่ขอรับ เรื่องที่ภายในกายของฝู๋เอ๋อมีกระดูกกระบี่นั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ มิทราบว่าขอเวลาให้ผู้น้อยไตร่ตรองอีกสักหน่อยได้หรือไม่ขอรับ”
เย่ฉางชิงมิได้ปฏิเสธ เพียงแค่พยักหน้ารับและเอ่ยว่า “ย่อมได้”
รอจนกระทั่งราตรีย่างกรายเข้ามา
หลังจากส่งเย่ฉางชิงที่เรือนนอนอันหรูหราหลังหนึ่งแล้ว สวี๋ฉางเหอและสวี๋ฝู๋จึงถอยออกมา
เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป
สองพ่อลูกก็เดินตามทางเดินมาเรื่อย ๆ ก่อนจะมาหยุดยังห้องลับห้องหนึ่ง
ตอนนั้นเอง สวี๋ฉางเหอที่เงียบมาตลอดทางจึงได้เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“ฝู๋เอ๋อ เจ้ามิคิดว่าตนเองประมาทเกินไปหรอกหรือ ? ”
รอจนกระทั่งค่ายกลโบราณที่วางเอาไว้ในห้องลับเปิดขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว
สวี๋ฉางเหอจึงค่อย ๆ นั่งลง พลางเอ่ยกับสวี๋ฝู๋ด้วยท่าทางเคร่งเครียด
“ประมาทหรือเจ้าคะ ? ”
สวี๋ฝู๋นิ่งงัน ก่อนจะส่ายหน้าพลางเอ่ยว่า “ท่านพ่อเจ้าคะ เมื่อคืนหากมิใช่เพราะอาจารย์ช่วยเอาไว้ เกรงว่าตอนนี้ลูกคงร่างกายแตกดับ กระดูกกระบี่ถูกเจ้าสารเลวเสวียหมิงไห่ผู้นั้นช่วงชิงไปแล้ว……”
สวี๋ฉางเหอปัดมือไปมา “กระดูกกระบี่ถือเป็นเรื่องสำคัญ ท่านเย่ผู้นี้แม้จะช่วยเจ้าเอาไว้ และทำให้เสวียหมิงไห่และบ่าวรับใช้ของเขาบาดเจ็บสาหัสก็จริง ทว่าเขาอาจจะมีจุดประสงค์บางอย่างก็เป็นไปได้”
“มิแน่ว่าท่านเย่อาจจะรู้ในด้านที่คนอื่นมิรู้ ดังนั้นจึงจะใช้ร่างของเจ้าหล่อเลี้ยงกระดูกกระบี่ รอจนกระทั่งถึงช่วงเวลาสำคัญค่อยชิงกระดูกกระบี่ของเจ้าไป เพื่อก้าวกระโดดขึ้นไปเป็นราชันในตำนาน กลายเป็นราชันเพียงผู้เดียวแห่งยุคนี้”
สวี๋ฝู๋หน้าถอดสีขึ้นมาทันที ทันใดนั้นนางก็ถึงกับเอ่ยมิออก มิรู้ว่าควรตอบโต้เช่นไร
‘จริงด้วย ! ’
‘ตามบันทึกเก่าแก่หากขึ้นไปถึงจุดสูงสุดของวิถีเซียนแล้ว ล้วนแต่มีนิสัยแปลกประหลาด’
‘บางคนยอมซ่อนตัวจากโลกภายนอก ใช้ชีวิตเหมือนเกษตรกรทั่วไป เช้ามาทำนาปลูกผัก เย็นมาก็กลับบ้าน’
‘บางคนก็ผนึกตบะบารมีตนเองมัวเมาไปกับโลกีย์ ดื่มสุราร้องรำทำเพลง ใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือย’
‘บางคนก็ใช้พลังด้านต่าง ๆ เป็นหมาก วางแผนแสวงหาโอกาสอันยิ่งใหญ่ให้ตนเอง’
‘อีกทั้งการกระทำของอาจารย์ล้วนเหมือนในบันทึกโบราณเหล่านี้มากจริง ๆ ’
‘เช่นนั้นอาจารย์จะใช้ข้าเป็นเตาหลอมเพื่อหล่อเลี้ยงกระดูกกระบี่ รอจนถึงช่วงเวลาสำคัญค่อยชิงกระดูกกระบี่ไปจริง ๆ งั้นหรือ ? ’
คิดถึงตรงนี้ สวี๋ฝู๋ที่มีกระดูกกระบี่ติดกายมาแต่กำเนิด คุณสมบัติวิถีเซียนไร้เทียมทานก็เกิดความรู้สึกไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาเป็นครั้งแรก
ทว่าแม้นางจะรู้สึกสับสน แต่มิรู้ทำไมนางกลับรู้สึกว่าสามารถพึ่งพาเย่ฉางชิงได้
ความรู้สึกเช่นนี้จึงเหมือนกับว่า นางและสวี๋ฉางเหอกำลังดูถูกอาจารย์อยู่
ส่วนที่เรียกว่ากระบี่กระดูกสำหรับคนอื่นแล้ว อาจเป็นสุดยอดโอกาสที่จะได้เป็นราชัน ทว่าสำหรับอาจารย์เหมือนมิได้สำคัญใด ๆ
ภายในห้องลับ
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง
สวี๋ฝู๋เมื่อใคร่ครวญซ้ำไปซ้ำมาแล้ว ในที่สุดก็เอ่ยขึ้นว่า “ท่านพ่อเจ้าคะ ความจริงลูกก็อธิบายมิถูกว่าทำไม แต่ลูกตัดสินใจที่จะเชื่ออาจารย์เจ้าค่ะ”
สวี๋ฉางเหอชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นก็ถอนหายใจหนัก ๆ ออกมา ท่าทางราวกับคนอับจนปัญญา
“ฝู๋เอ๋อ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพ่อไร้ความสามารถ”
สวี๋ฉางเหอค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน และมองภาพวาดภาพหนึ่งบนผนัง ทว่าก็อดมิได้ที่จะทอดถอนใจออกมาว่า “ตอนนั้นท่านแม่ของเจ้าตายหลังจากคลอดเจ้า ตอนนั้นพ่อทำได้เพียงมองดูนางจากโลกนี้ไปด้วยความทุกข์ทรมาน”
“ภายในกายของเจ้ามีกระดูกเทพในตำนาน หากสามารถอยู่ได้อย่างปลอดภัย วันหน้าจะต้องกลายเป็นราชันเพียงผู้เดียวแห่งยุคนี้อย่างแน่นอน ทว่าพ่อกลับมิสามารถที่จะปกป้องเจ้า ให้เจ้าเติบโตอย่างปลอดภัยได้”
ดวงตาดำขลับของสวี๋ฝู๋เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา ก่อนที่จะไหลรินออกมาเป็นสาย ท่าทางน่าสงสารยิ่ง
นางส่ายหน้าน้อย ๆ และเอ่ยว่า “ท่านพ่อ ลูกมิเคยตำหนิท่านเลยเจ้าค่ะ”
“นับตั้งแต่อดีตมาบนเส้นทางราชันเต็มไปด้วยซากกระดูกและอันตรายมากมาย มิเช่นนั้นช่วงรุ่งเรืองอย่างยุคเซียนโบราณ ก็คงมิปรากฏเพียงแค่สิบสองสุดยอดราชันหรอกเจ้าค่ะ”
“อีกอย่างลูกรู้สึกว่าพวกเรากำลังประเมินอาจารย์ต่ำเกินไป เขาดูเหมือนมิได้สนใจสิ่งที่เรียกว่าราชันแต่อย่างใด ในทางกลับกัน เขาแค่หวังให้ศิษย์ของเขาสามารถขึ้นเป็นราชันหญิงแห่งยุคได้ก็พอแล้วเจ้าค่ะ”
สวี๋ฉางเหอหันไปจ้องมองสวี๋ฝู๋ หลังจากนิ่งเงียบอยู่สักพัก จึงตัดสินใจเอ่ยขึ้นว่า “ฝู๋เอ๋อ เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว บางอย่างมิใช่สิ่งที่พวกเราสองพ่อลูกจะสามารถควบคุมได้”
“ในเมื่อเจ้าเลือกที่จะเชื่ออาจารย์ของเจ้า เช่นนั้นพ่อก็จะเคารพการตัดสินใจของเจ้า พรุ่งนี้พ่อจะไปดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ย ตามหาบันทึกเกี่ยวกับเผ่าสวรรค์เอง”
สวี๋ฝู๋พยักหน้ารับให้แก่สวี๋ฉางเหอด้วยท่าท่างซาบซึ้งใจ