เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 696 ความกังวลของสวี๋ฝู๋
ตอนที่ 696 ความกังวลของสวี๋ฝู๋
บนถนนที่ผู้คนคับคั่งและขวักไขว่ไปมา
อู๋เยว่จูงมือนุ่มนิ่มของเจ้ามันเทศน้อยค่อย ๆ เดินไป
ทว่าเจ้ามันเทศน้อยกลับเอาแต่ก้มหน้า ท่าทางหงอยเหงาเศร้าซึม
“น้องหญิง เหตุใดเจ้าถึงเศร้าสร้อยเช่นนั้นเล่า ? ”
เมื่อเห็นเจ้ามันเทศน้อยที่ปกติมักส่งเสียงเจื้อยแจ้วราวกับนกกระจอกนิ่งเงียบมาตลอดทาง
อู๋เยว่ก็ชะงักฝีเท้าลง พร้อมหันไปเอ่ยถามเจ้ามันเทศน้อย
เจ้ามันเทศน้อยส่ายหน้าเบา ๆ และเหมือนนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถามอย่างสงสัยว่า “พี่หญิง ท่านเย่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้าคนที่อยากจะรับข้าเป็นศิษย์หรือไม่เจ้าคะ ? ”
อู๋เยว่ถึงกับนิ่งงัน มิรู้จะตอบคำถามนี้เช่นไรดี
คุณสมบัติวิถีเซียนของนางนั้นต่ำต้อยยิ่งนัก ต่อให้จะเกิดในแดนเซียนจื่อฉง ทว่าตบะบารมีในตอนนี้ก็อยู่เพียงระดับแดนก่อกำเนิดเท่านั้น
สวี๋ฝู๋ผู้เป็นบุตรีท่านเจ้าเมือง เป็นศิษย์สายตรงของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ย ยังยอมคารวะท่านเย่เป็นอาจารย์
แค่คิดก็รู้แล้วว่าตบะบารมีของท่านเย่นั้นลึกล้ำเพียงใดกัน
ส่วนบุรุษที่กล้ามาขอท้าดวลผู้นั้น ย่อมต้องมิด้อยไปกว่าท่านเย่อย่างแน่นอน
แต่สิ่งที่ต้องยอมรับก็คือ เจ้ามันเทศน้อยนั้นเรียกได้ว่าเป็นสตรีที่เกิดมาพร้อมพรจากสวรรค์อย่างแท้จริง
นอกจากจะมีคุณสมบัติวิถีเซียนที่มิธรรมแล้ว บัดนี้แม้แต่ท่านเย่ก็เหมือนจะชื่นชอบนางมิน้อย
ส่วนบุรุษหน้าตาหล่อเหลาที่มาขอท้าดวลกับท่านเย่ในวันนี้ ยังจะรับนางเป็นศิษย์อีกด้วย
โชคที่ดีเช่นนี้ช่างน่าอิจฉายิ่งนัก
หลังจากนิ่งเงียบอยู่สักพัก
“น้องหญิง ตบะบารมีของข้านั้นต่ำต้อยยิ่งนัก จึงมิสามารถสัมผัสได้ถึงไอพลังของพวกเขาทั้งสองคนได้ จึงมิอาจตัดสินได้ว่าพลังของพวกเขาสองคนผู้ใดแข็งแกร่งกว่ากัน”
อู๋เยว่เอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังว่า “แต่ปิ่นปักผมที่คนผู้นั้นมอบให้เจ้าเหมือนจะมิธรรมดา มิสู้นำปิ่นปักผมด้ามนั้นไปให้ท่านพ่อดู มิแน่ด้วยตบะบารมีของท่านพ่ออาจจะสามารถบอกได้ว่าตบะบารมีของคนผู้นั้นสูงส่งเพียงใด”
เจ้ามันเทศน้อยกะพริบตาปริบ ๆ และเอ่ยเร่งทันทีว่า “พี่หญิง ถ้าเช่นนั้นพวกเรารีบกลับกันเถอะ”
อู๋เยว่เอ่ยหยอกล้อว่า “มิเดินต่อแล้วหรือ ? ”
เจ้ามันเทศน้อยกลอกตามองบน พลางเอ่ยอย่างดูแคลนว่า “พี่หญิง มิแน่ว่าท่านเย่อาจถูกคนผู้นั้นทำร้ายก็เป็นได้ ข้าจะมีกะจิตกะใจเดินเล่นต่อได้เยี่ยงไรกัน”
อู๋เยว่ส่ายหน้ายิ้ม ๆ จากนั้นก็เดินตรงไปทางจวนสกุลอู๋ในทันที
……
……
อีกด้านหนึ่ง
หลี่ฉางหลิงปรากฏกายอยู่บนดินแดนรกร้างที่อยู่นอกเมืองเหอซีออกไปไกลพันลี้อย่างไร้ร่องรอย
ที่นี่มีพายุกระหน่ำ รกร้างว่างเปล่าไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตใด ๆ
เขายืนเอามือไพล่หลัง ชายเสื้อโบกสะบัด ผมดำยาวปลิวไสว
เวลาผ่านไปชั่วอึดใจ
เขาก็เหมือนหมดความอดทนขึ้นมา
จึงสะบัดแขนเสื้อหนึ่งครั้ง ก่อนที่เครื่องกำบังไร้รูปร่างสายหนึ่งจะปรากฏออกไปไกลพันลี้ในพริบตา ขวางกั้นลมที่พัดกระโชกแรงเอาไว้
จากนั้นก็ดูเหมือนว่าโลกใบนี้ได้กลับมาสงบลงอีกครั้ง
“นี่มันเรื่องอันใดกัน ? ”
“พวกเขาศิษย์อาจารย์ยังมามิถึงอีกเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
มุมปากของหลี่ฉางหลิงโค้งขึ้น ใบหน้าพลันปรากฏรอยยิ้มสมใจ
สามารถมาถึงที่นี่ได้ก่อนก็อธิบายได้ว่าความแตกฉานในด้านความเร็วของเขานั้นเหนือกว่าเย่ฉางชิง
ทว่าทันทีที่สิ้นเสียง ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากที่ไกลออกไป
“เสี่ยวสวี๋ เจ้าพยายามอยู่ให้ห่างหน่อย กระบี่แรกของข้ามีความเป็นไปได้ที่จะพุ่งออกไปไกลนับร้อยลี้”
“อาจารย์ ข้าอยู่ตรงนี้คงจะพอแล้วกระมังเจ้าค่ะ”
“อืม น่าจะพอแล้ว”
เพียงพริบตา เย่ฉางชิงก็ใช้อิทธิฤทธิ์หายตัวดังใจนึกอีกครั้ง ก่อนปรากฏกายขึ้นบนเนินเขาลูกหนึ่งที่อยู่มิไกลกับหลี่ฉางหลิงมากนัก
แม้จะเป็นเช่นนั้น ทว่าหลี่ฉางหลิงกลับมิรู้สึกถึงความผันผวนของไอพลังวิถีเซียนเลยแม้แต่น้อย
สิ่งนี้ทำให้สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาในพริบตา
ก้าวข้ามห้วงอากาศได้โดยที่พลังปราณมิเกิดความผันผวนแม้แต่น้อย คนผู้นี้แท้จริงแล้วเป็นใครกันแน่?
“พี่ชาย ข้าเคยคิดค้นเคล็ดกระบี่ขึ้นมาได้สองกระบวนท่า หากท่านสามารถรับกระบี่ทั้งสองกระบวนท่าของข้าได้ ก็นับว่าข้าแพ้ท่านแล้ว”
เย่ฉางชิงมีท่าทางสงบนิ่ง ดวงตาหรี่ลง มองไปทางหลี่ฉางหลิงและเอ่ยขี้นมาก่อน
“สองกระบวนท่า ? ”
หลี่ฉางหลิงเองก็มิได้แสดงสีหน้าใด ๆ ออกมาเช่นกัน เพียงแค่มุมปากโค้งขึ้นน้อย ๆ และตอบรับว่า “เช่นนั้นวันนี้ข้าจะตั้งใจศึกษาอย่างดี”
เย่ฉางชิงจึงพยักหน้าให้ จากนั้นก็หลับตาลง
วินาทีต่อมา
เมื่อเขาเริ่มใช้ภาพกระบี่ไร้สิ้นสุดถอดท่ากระบี่ เขตแดนวิถีกระบี่อันพิสดารยิ่งก็แผ่ออกไปรอบกายของเขาอย่างรวดเร็ว
มินานโลกที่ปั่นป่วนก่อนหน้านี้ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง
ภายในขอบเขตที่เขตแดนวิถีกระบี่ปกคลุม ต้นไม้ใบหญ้าที่แห้งเหี่ยว หินภูเขาที่เกลื่อนกลาดนับมิถ้วนพลันถูกหลอมรวมเข้ามาอยู่ในเขตแดนวิถีกระบี่ภายในพริบตา ก่อนจะปล่อยไอกระบี่ จิตกระบี่อันรุนแรงออกมา……
ส่วนเย่ฉางชิงที่ยืนเอามือไพล่หลังอยู่บนเนินเขาเตี้ย ๆ ลูกนั้น ดูราวกับผู้สูงส่งที่สร้างโลกแห่งกระบี่นี้ขึ้นมา
เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นก็ให้ความรู้สึกกดดันเป็นอย่างมาก
เห็นดังนั้น หลี่ฉางหลิงแม้ภายในใจจะตื่นตระหนกอย่างมาก แต่ก็ยังรั้นที่จะกระตุ้นพลังปราณออกมา
“เฮ้อ ! ”
หลี่ฉางหลิงคำรามเสียงเย็น พลังปราณที่หนาแน่นและมหาศาลราวกับเขื่อนทะลัก ก็ปกคลุมดินแดนรกร้างอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตแห่งนี้ไว้ในทันที
ขณะเดียวกัน รอบกายของเขาก็อบอวลไปด้วยแสงที่ลุกโชนราวกับเปลวไฟ สัญลักษณ์สุดยอดมหามรรคาล่องลอยราวกับดวงดาวขนาดเล็ก และแผ่ไอพลังอันน่ากลัวออกมา
เมื่อวงแสงด้านหลังที่มีขนาดใหญ่ราวกับแท่นโม้แป้งปรากฏขึ้น ความว่างเปล่ารอบกายก็แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ในพริบตา ก่อนจะมีไอพลังโกลาหลขนาดใหญ่ปะทุออกมา
อีกทั้งใต้ฝ่าเท้าของเขายังปรากฏหมอกแสงบาง ๆ พร้อมดอกบัวสีทองหลายดอกขึ้นอีกด้วย
วินาทีนี้ หลี่ฉางหลิงจึงดูราวกับเทพที่ศักดิ์สิทธิ์ก็มิปาน เพียงมองแค่แวบเดียวก็อาจถูกจู่โจมได้
เมื่อเห็นหลี่ฉางหลิงในเวลานี้
สวี๋ฝู๋ที่ยืนอยู่กลางอากาศไกลออกไปนับร้อยลี้ ในที่สุดก็จำตัวตนที่แท้จริงของหลี่ฉางหลิงได้
หนึ่งในแปดผู้อมตะของแดนเซียนจื่อฉง ท่านบรรพบุรุษฉางหลิง
และยังเป็นบรรพบุรุษที่คนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ยเคารพบูชา
“สวรรค์ ! ”
“ท่านบรรพบุรุษ คนผู้นี้คือท่านบรรพบุรุษฉางหลิงท่านนั้น ที่หอบรรพชนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ยสักการะบูชา หากมิใช่เพราะเขาแสดงท่าร่างออกมา ข้าคงจำเขามิได้จริง ๆ ”
“แต่เหตุใดท่านบรรพบุรุษถึงได้มาที่เมืองเหอซี และมาท้าดวลกับอาจารย์เช่นนี้ด้วย”
“หรือจะเป็นเพราะเจ้าเสวียหมิงไห่……”
สวี๋ฝู๋ก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที ท่าทางเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกอย่างถึงที่สุด ก่อนจะเต็มไปด้วยความตึงเครียด
หากเสวียหมิงไห่แพร่งพรายความลับออกไป เช่นนั้นที่ท่านบรรพบุรุษฉางหลิงมาในครั้งนี้จะต้องมาเพราะกระดูกกระบี่ภายในกายของนางเป็นแน่
เยี่ยงไรซะในยุคสมัยนี้ กระดูกกระบี่ก็เป็นโอกาสเดียวที่จะทำให้ได้เป็นราชัน
ต่อให้เป็นผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทานระดับอมตะก็ยากที่จะต้านทานความปรารถนานี้ได้
ส่วนการที่เขาขอท้าดวลอาจารย์เช่นนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่สามารถคาดเดาพลังที่แท้จริงของอาจารย์ได้ จากอาการบาดเจ็บของเสวียหมิงไห่
เยี่ยงไรซะระดับอมตะก็ถือเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดของยุคนี้แล้ว รองจากท่านเจ้าแดนเท่านั้น
และการที่เขาต้องการท้าดวลกับอาจารย์ ก็ทำไปเพื่อที่จะหาความสนุกเท่านั้น
และหากอาจารย์พ่ายแพ้ ท่านบรรพบุรุษฉางหลิงท่านนี้จะต้องพุ่งเป้ามาที่นางเป็นแน่
สูด !
คิดถึงตรงนี้ สวี๋ฝู๋ก็รู้สึกหนาว ๆ ร้อน ๆ ไปทั้งตัว อดมิได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่
‘ตอนนี้ข้าควรทำเช่นไร ? ’
‘หนีไปดีหรือไม่ ? ’
‘หากท่านบรรพบุรุษฉางหลิงมาเพื่อกระดูกกระบี่จริง เช่นนั้นทั่วแดนเซียนจื่อฉง ข้าจะหนีไปที่ใดได้’
‘ตอนนี้คงทำได้เพียงฝากความหวังเอาไว้ที่อาจารย์แล้ว’
‘แต่เยี่ยงไรซะอีกฝ่ายก็คือท่านบรรพบุรุษฉางหลิงเชียวนะ ! ’
ในขณะที่สวี๋ฝู๋เฝ้ามองดินแดนรกร้างแห่งนี้ด้วยสีหน้าที่ตึงเครียดอยู่นั้น
ในที่สุดหลี่ฉางหลิงก็เริ่มขยับ……