เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 706 บรรพบุรุษฉางหลิงรับกระบี่ของอาจารย์มิได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว
- Home
- เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน
- ตอนที่ 706 บรรพบุรุษฉางหลิงรับกระบี่ของอาจารย์มิได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว
ตอนที่ 706 บรรพบุรุษฉางหลิงรับกระบี่ของอาจารย์มิได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว
จนเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งเค่อ
หลี่ฉางหลิงก็ลูบที่คางตนเองอย่างลังเล ก่อนจะถามหยั่งเชิงออกมาว่า “พี่ซ่ง ถ้าเช่นนั้นท่านกลับมาได้เยี่ยงไรกัน ? ”
ซ่งเซียนเฟิงรินสุราดื่มเองอีกจอก ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “แน่นอนว่าได้ท่านเย่ช่วยเปิดประตูสวรรค์ให้ และปลดผนึกความทรงจำของข้า ทำให้ข้ากลับมาแดนเซียนจื่อฉงได้อีกครั้ง”
สิ้นเสียง ผู้แข็งแกร่งระดับจักรพรรดิเซียนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนฉือผู้หนึ่งก็เอ่ยอย่างสงสัยว่า “ท่านบรรพบุรุษขอรับ เช่นนั้นท่านทราบหรือไม่ว่าเมืองเสี่ยวฉือตั้งอยู่ที่ใด และท่านเย่เวลานี้อยู่ที่ใดกันหรือขอรับ ? ”
ซ่งเซียนเฟิงส่ายหน้า ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “เด็กน้อย เรื่องบางเรื่องมิใช่สิ่งที่ข้าจะสามารถบอกได้ และมิใช่สิ่งที่เจ้าจะต้องรู้”
“กล่าวเช่นนี้ก็แล้วกัน หากข้าเอ่ยต่อมิแน่อาจจะมีผลกรรมเกิดขึ้น ส่วนพวกเจ้าหากรู้เรื่องนี้มากเกินไป ก็อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการบำเพ็ญเพียรในภายภาคหน้าได้”
“พวกเจ้าคงจะทราบดีว่าการดำรงอยู่และการโคจรของโลกทั้งหลายล้วนเป็นไปตามกฎเกณฑ์บางอย่าง อีกอย่างเมื่อถึงระดับพวกเจ้าก็คงสามารถสัมผัสได้ว่าในโลกนี้ยังมีข้อห้ามอีกมากมาย”
“ดังนั้นข้าว่าพวกเราคุยกันเพียงเท่านี้ก็น่าจะพอ ส่วนภายภาคหน้าพวกเจ้าสามารถจะขึ้นไปได้ถึงระดับใดนั้น เชื่อว่าเมื่อถึงระดับราชันจำแลงหรือว่าระดับราชันแล้วย่อมรับรู้ได้เอง”
เอ่ยถึงตรงนี้ ซ่งเซียนเฟิงก็หันไปถามหลี่ฉางหลิงที่ขมวดคิ้วน้อย ๆ พร้อมรอยยิ้มว่า “พี่ฉางหลิง ก่อนหน้านี้ท่านบอกว่าสู้กับมารเผ่าจิ้งหรีดโบราณตนนั้นถึง 300 กระบวนท่า”
“หากข้าเดามิผิดแล้วล่ะก็ คงมิถึง 300 กระบวนท่าอย่างที่คุยไว้กระมัง ? ”
ต้องบอกว่านับตั้งแต่เห็นคำสั่งของท่านเจ้าแดน ซ่งเซียนเฟิงก็จำเย่ฉางชิงได้ทันที
มารเผ่าจิ้งหรีดโบราณอันใดกัน
ช่างไร้สาระสิ้นดี
แต่แม้จะเป็นเช่นนั้น ทว่าในบรรดาดินแดนทั้งแปดของแดนเซียนจื่อฉง แดนเทียนฉือของพวกเขาเรียกได้ว่าออกค้นหามากที่สุด
มิเพียงส่งยอดฝีมือทั่วทั้งดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนฉือออกไป แต่สำนักเซียนต่าง ๆ ในแดนเทียนฉือหลังจากได้รับคำสั่งของซ่งเซียนเฟิงก็มิกล้าชักช้า รีบส่งผู้แข็งแกร่งในสำนักออกตามหาทันที
ถึงขนาดที่ว่าอีกสองดินแดนที่อยู่ติดกับแดนเทียนฉือ ก็ยังมีคนของเขาแทรกซึมเข้าไปมิน้อย
แต่สิ่งที่เขาคาดมิถึงก็คือเย่ฉางชิงกลับมาอยู่ที่แดนฉางหลิง
ดังนั้นหลังจากทราบข่าว ซ่งเซียนเฟิงก็รีบพาคนมาที่นี่ทันที
ส่วนจะเกิดอันใดขึ้นระหว่างเย่ฉางชิงกับเจ้าแดนเซียนจื่อฉง จนทำให้ท่านเจ้าแดนออกคำสั่งที่ไร้สาระเช่นนี้นั้น
ซ่งเซียนเฟิงหาได้ใส่ใจไม่ เขาหวังเพียงแค่อยากพบเย่ฉางชิงและเชิญไปเป็นแขกที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แดนเทียนฉือโดยเร็วเท่านั้น
ส่วนเรื่องที่หลี่ฉางหลิงบอกว่าสู้กับเย่ฉางชิงถึง 300 กระบวนท่านั้น
เขามองว่าเป็นเรื่องน่าขันสิ้นดี
‘300 กระบวนท่างั้นหรือ ? ’
‘คาดว่าแค่เห็นหน้า หลี่ฉางหลิงก็คงหนีหางจุกตูดแล้ว’
‘หากมิใช่เพราะท่านเย่มิอยากลดตัวลงมาสังหารคนเช่นนี้ล่ะก็ หลี่ฉางหลิงคงตายไปมิรู้กี่รอบแล้ว’
“คุยโวงั้นหรือ ? ”
หลี่ฉางหลิงที่เป็นคนห่วงหน้าตาตนเองถึงกับเม้มริมฝีปากแน่น พลางเอ่ยหยันว่า “พี่ซ่ง ท่านจะดูถูกข้าเกินไปแล้วนะ”
“จะเยี่ยงไรข้าก็มีตบะบารมีถึงระดับอมตะ ยิ่งไปกว่านั้นท่านยังมิรู้ว่าพลังของมารเผ่าจิ้งหรีดโบราณตนนี้แท้จริงเป็นเช่นไร”
ซ่งเซียนเฟิงเพียงแค่ยิ้มออกมา มิได้เอ่ยสิ่งใดอีก
‘ข้ารู้ว่าเจ้าปากแข็ง มิมีทางเอ่ยความจริงเป็นแน่’
‘รอคนอื่น ๆ มากันครบแล้ว ถึงตอนนั้นเมื่อได้พบท่านเย่ ข้าจะดูสิว่าเจ้าจะปากแข็งได้สักกี่น้ำ’
จนเวลาผ่านไปหลายชั่วยาม
ผู้อาวุโสที่รับผิดชอบดูแลค่ายกลห้วงเวลาก็รีบเดินเข้ามา ก่อนจะกล่าวรายงานด้านนอกตำหนักว่า “ท่านบรรพบุรุษขอรับ ค่ายกลห้วงเวลาเกิดความเคลื่อนไหวขึ้นอีกแล้วขอรับ”
หลี่ฉางหลิงรีบลุกขึ้นยืนทันที พลางเอ่ยกับซ่งเซียนเฟิงว่า “พี่ซ่ง ท่านคิดว่าครั้งนี้จะเป็นท่านพี่ท่านใด ? ”
“เรื่องนี้……”
ซ่งเซียนเฟิงส่ายหน้ายิ้ม ๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนและเดินนำเหล่าผู้แข็งแกร่งระดับจักรพรรดิเซียนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนฉือออกไปที่ด้านนอกตำหนัก
……
……
เมืองเหอซี
จวนเจ้าเมือง
หลังจากที่สวี๋ฉางเหอได้รู้ว่าเย่ฉางชิงคือมารเผ่าจิ้งหรีดโบราณ ภายในใจของเขาก็เต็มไปด้วยความว้าวุ่น
เดิมทีเขาคิดว่าหลังจากได้รู้ความจริง จะแสร้งทำเป็นมิมีอันใดเกิดขึ้น จากนั้นค่อยลอบตรวจสอบอีกที
แต่บัดนี้กลับพบว่าตนมิมีทางทำเช่นนั้นได้อย่างแน่นอน เพียงแค่คิดว่าเย่ฉางชิงก็คือมารเผ่าจิ้งหรีดโบราณผู้นั้นก็อดมิได้ที่จะขวัญหนีดีฝ่อขึ้นมา
หากได้พบเย่ฉางชิงอีกครั้ง เกรงว่าคงมิใช่แค่เผยพิรุธออกมา แต่เป็นไปได้ว่าคงจะทรุดลงไปกองกับพื้นเป็นแน่
หลังจากที่เขาไตร่ตรองดูแล้ว จึงตัดสินใจว่ายังมิไปพบตอนนี้จะดีกว่า
ส่วนสวี๋ฝู๋หลังจากทราบว่าในที่สุดสวี๋ฉางเหอก็กลับมาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ย ใบหน้างดงามก็เต็มไปด้วยสีหน้ายินดี
ประการแรก สวี๋ฉางเหอกลับมาจะต้องมีข่าวของเผ่าสวรรค์ที่เย่ฉางชิงต้องการอย่างแน่นอน
ประการที่สอง เพียงมิกี่วันความแตกฉานในวิถีกระบี่ของนางพัฒนาขึ้นอย่างมาก ส่วนตบะบารมีในที่สุดก็บรรลุถึงระดับสุขาวดีอย่างที่หวังเอาไว้แล้ว ย่อมอดมิได้ที่อยากจะโอ้อวด
ทว่าขณะที่หัวหน้าองครักษ์มาแจ้งข่าว ก็ได้กำชับสวี๋ฝู๋ว่าท่านเจ้าเมืองมีเรื่องด่วนที่ต้องจัดการ รอเมื่อพลบค่ำแล้วค่อยให้นางไปพบเพียงลำพัง
จนกระทั่งเกือบพลบค่ำ
สวี๋ฉางเหอที่รออยู่ภายในห้องลับของจวนเจ้าเมืองเพียงลำพังอยู่นานด้วยใจที่ร้อนรน เมื่อเห็นสวี๋ฝู๋ผลักประตูหินเข้ามาก็รีบหมุนกายเดินเข้าไปรับทันที
“ท่านพ่อ มีเรื่องอันใดเยี่ยงนั้นหรือเจ้าค่ะ ? ”
หลังจากสวี๋ฝู๋เห็นสวี๋ฉางเหอ ก็ได้เอ่ยถามออกไปตรง ๆ ทันที
สวี๋ฉางเหอปัดมือไปมา ก่อนจะเป็นฝ่ายถามว่า “ฝู๋เอ๋อ หลายวันมานี้เจ้าสบายดีหรือไม่ ? ”
ดวงตาดำขลับของสวี๋ฝู๋กะพริบปริบ ๆ พลางเอ่ยอย่างมิเข้าใจว่า “ท่านพ่อ ช่วงที่ผ่านมาลูกติดตามบำเพ็ญเพียรอยู่ข้างกายอาจารย์ หรือว่าจะมีใครกล้าทำร้ายลูกต่อหน้าอาจารย์เยี่ยงนั้นหรือเจ้าค่ะ ? ”
สวี๋ฉางเหออ้าปากพะงาบ ๆ พร้อมกับมีท่าทางอึกอัก
ลังเลอยู่สักพัก
สวี๋ฉางเหอก็กลับไปนั่งที่เดิมอีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจยาวออกมาอย่างห้ามมิได้ “ฝู๋เอ๋อ เจ้ายังมิรู้อันใด ท่านเย่ผู้นั้นเป็นมารเผ่าจิ้งหรีดโบราณ”
“มิเพียงเท่านั้นบรรพบุรุษฉางหลิงของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ยยังออกหน้าด้วยตนเองอีกด้วย เพื่อต้องการที่จะลงมือกับอาจารย์ของเจ้า ดังนั้นเรื่องนี้หมายความว่าเยี่ยงไรเจ้าคงคิดได้กระมัง ? ”
“บรรพบุรุษฉางหลิง ? ”
สวี๋ฝู๋นิ่งงัน ก่อนที่จะหัวเราะออกมาอย่างกลั้นมิอยู่
“ท่านพ่อ ท่านคงยังมิรู้ว่าช่วงที่ท่านมิอยู่ อาจารย์ได้ประมือกับท่านบรรพบุรุษฉางหลิงด้วยเจ้าค่ะ อีกทั้งเพื่อการบำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่ของลูก อาจารย์ยังได้พาลูกไปดูการต่อสู้ด้วยตนเองอีกด้วย”
สวี๋ฝู๋ดวงตาเป็นประกาย ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “แต่ผลสุดท้าย……ท่านพ่อท่านต้องคิดมิถึงเป็นแน่ ด้วยตบะบารมีของบรรพบุรุษฉางหลิง กลับมิสามารถรับกระบี่แสงของอาจารย์ได้แม้แต่กระบวนท่าเดียวเจ้าค่ะ”
เอ่ยถึงตรงนี้ สวี๋ฝู๋ก็เพ่งสมาธินำระฆังนิรนามออกมาจากแหวนเก็บสมบัติ และส่งให้กับสวี๋ฉางเหอที่เอาแต่ยืนนิ่ง
“ท่านพ่อ ระฆังนี้มีชื่อว่าระฆังนิรนาม เป็นสุดยอดสมบัติโบราณชิ้นหนึ่งของท่านบรรพบุรุษฉางหลิงเจ้าค่ะ”
สวี๋ฝู๋เอ่ยด้วยรอยยิ้มสบายอารมณ์ “ระฆังนิรนามนี้เป็นของที่ท่านบรรพบุรุษฉางหลิงทิ้งเอาไว้หลังจากที่ต่อสู้พ่ายแพ้ อาจารย์จึงได้ทำการขจัดรอยตราประทับด้านบนออกไป และมอบให้ลูกเอาไว้ใช้ป้องกันตัวเจ้าค่ะ”
สวี๋ฉางเหอ (-_-)