เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 716 โลกคือละคร ทุกคนล้วนต้องแสดง
ตอนที่ 716 โลกคือละคร ทุกคนล้วนต้องแสดง
‘มังกรดำที่ต้องการจะกินข้าหลังตื่นจากการหลับใหลตัวนั้นก็คือผู้ติดตามเจ้าแดนที่ช่างตีเหล็กซ่งเอ่ยถึง และถูกกระบี่ของข้าทำร้ายจนตัวสั่นงันงก’
‘หากมิใช่เพราะสตรีลึกลับผู้นั้นปรากฏกายออกมาได้ทันเวลา เกรงว่าต่อให้เป็นผู้ติดตามเจ้าแดนก็คงกลายเป็นอาหารของข้าไปแล้ว’
‘ส่วนสตรีลึกลับแม้มิได้ตอบโต้ใด ๆ และยอมให้ข้าจากมาง่าย ๆ ’
‘แต่เห็นได้ชัดว่าสตรีลึกลับผู้นั้นก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัวในตัวข้าเช่นกัน’
‘หากสตรีลึกลับผู้นั้นเป็นเจ้าแดนของแดนเซียนโบราณในตำนาน’
‘เป็นผู้แข็งแกร่งที่สุด’
‘เช่นนั้นทั่วทั้งแดนเซียนจื่อฉง หรือสิบสองแดนเซียนโบราณ จะมีผู้ใดสามารถต่อกรกับข้าได้อีก ? ’
‘นี่มิเรียกว่าไร้พ่ายแล้วจะเป็นอันใด ? ’
‘แต่ว่า……เหมือนมีบางอย่างมิถูกต้อง’
‘ในเมื่อเจ้าแดนผู้นั้นยังคิดว่าตนเองมิใช่คู่ต่อสู้ของข้า เหตุใดต้องออกคำสั่งให้ผู้บำเพ็ญเพียรระดับอมตะเหล่านี้ตามล่าข้าด้วย ? ’
‘หรือเจ้าแดนผู้นี้มองว่าผู้แข็งแกร่งระดับอมตะเหล่านี้ขวางหูขวางตา จึงอาศัยอำนาจของตนออกคำสั่ง’
‘และบอกพวกเขาว่าข้าเป็นมารเผ่าจิ้งหรีดโบราณอันใดนั่น ก็เพื่อต้องการที่จะยืมมือของข้ากำจัดคนเหล่านี้ ? ’
‘เหตุผลนี้ดูไร้สาระเกินไปหน่อยกระมัง ? ’
หลังจากนิ่งเงียบอยู่สักพัก เย่ฉางชิงก็เอ่ยออกมาอย่างสงสัยว่า “ช่างตีเหล็กซ่ง ในเมื่อสตรีลึกลับและมังกรดำตัวนั้นเป็นเจ้าแดนและทูตแดนของแดนเซียนจื่อฉง เช่นนั้นเหตุใดต้องออกคำสั่งบอกพวกเจ้าว่าข้าคือมารเผ่าจิ้งหรีดโบราณด้วย ? ”
“อีกอย่างก่อนหน้านี้ตอนอยู่ที่แดนอันตรายแห่งนั้น ข้าก็เคยประมือกับพวกนางมาแล้ว หากมิใช่เพราะนางปรากฏกายขึ้นมาขจัดไอกระบี่สายนั้นในช่วงเวลาสำคัญแล้วล่ะก็ เกรงว่ามังกรดำตัวนั้นคงถูกข้าสังหารไปแล้ว”
“เอ่อ……”
สิ้นเสียง สีหน้าของซ่งเซียนเฟิงก็เปลี่ยนไป ท่าทางเต็มไปด้วยความสับสน
‘ผู้แข็งแกร่งเช่นทูตแดนยังมิสามารถต้านทานกระบี่ของท่านเย่ได้’
‘อีกอย่างท่านเย่สามารถยืนอยู่ที่นี่ได้อย่างปลอดภัย นี่ก็แสดงให้เห็นว่าแม้แต่ท่านเจ้าแดนเองก็ยังเกิดความหวาดกลัวในตัวท่านเย่เช่นกัน’
‘หากเป็นเช่นนั้นจริง ต่อให้ท่านเย่จะเป็นมารเผ่าจิ้งหรีดโบราณจริง แล้วเหตุใดท่านเจ้าแดนถึงให้พวกเขารวมพลังกันตามหาท่านเย่ด้วยเล่า ? ’
‘ให้ไปตายงั้นหรือ ? ’
‘ยืมมือท่านเย่ เพื่อล้างโลกวิถีเซียนในแดนเซียนจื่อฉงใหม่เยี่ยงนั้นหรือ ? ’
‘แต่ก็มิน่าจะเป็นไปได้ ! ’
เมื่อเห็นช่างตีเหล็กซ่งมีท่าทางอึกอัก
เย่ฉางชิงจึงเอ่ยถามว่า “จริงสิ พวกเจ้าคงมิได้มีความแค้นอันใดกับเจ้าแดนผู้นี้หรอกกระมัง ? ”
ซ่งเซียนเฟิงส่ายหน้า พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มจืดเจื่อนว่า “ท่านเย่ ท่านมองพวกเราสูงส่งเกินไปแล้วขอรับ”
“ด้วยตบะบารมีของพวกเรา แม้จะเรียกได้ว่าก้าวเข้าสู่ขั้นสูงสุดของวิถีเซียน แต่เมื่อเทียบกันแล้วระดับเช่นท่านเจ้าแดน หาใช่ผู้ที่พวกเราจะสามารถกล้าไปหาเรื่องได้ ดังนั้นเรื่องความแค้นยิ่งเป็นไปมิได้เลยขอรับ”
เย่ฉางชิงชะงักงัน ก่อนจะหัวเราะออกมาราวกับกลั้นเอาไว้มิไหว
‘จริงด้วย ! ’
‘ที่เรียกว่าเจ้าแดนคงเป็นผู้ที่สามารถควบคุมทุกสิ่งของที่นี่ เป็นผู้สูงส่งที่อยู่เหนือกฎทั้งปวง’
‘ตบะบารมีระดับอมตะแม้จะแข็งแกร่ง แต่เยี่ยงไรซะก็เป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่ภายใต้กฎของแดนเซียน’
‘ทั้งสองย่อมมิอาจที่จะเทียบกันได้จริง ๆ ’
หลังจากลังเลอยู่สักพัก เย่ฉางชิงก็เบนสายตาไปทางผู้บำเพ็ญเพียรวิถีเซียนนับมิถ้วนที่มีท่าทางถมึงทึงทางด้านหลัง
“ช่างตีเหล็กซ่ง ไอพลังของท่านเหมือนจะมิต่างอันใดกับหลี่ฉางหลิงก่อนหน้านี้มากนัก หากมิมีสิ่งใดผิดพลาดล่ะก็ ท่านคงมีตบะบารมีระดับอมตะ เป็นบรรพบุรุษของแดนเซียนใดแดนเซียนหนึ่งเช่นกันกระมัง ? ”
เย่ฉางชิงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาและถามซ่งเซียนเฟิงด้วยรอยยิ้ม
ซ่งเซียนเฟิงเอ่ยด้วยใบหน้าละอายแก่ใจว่า “ใช่แล้วขอรับ ข้ามีตบะบารมีระดับอมตะจริง ๆ และเป็นผู้อมตะของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนฉือขอรับ”
“แต่แม้จะเป็นเช่นนั้น ทว่าตอนที่ท่านเย่มาถึงแดนเซียนจื่อฉง ข้าก็เพียงรับรู้จากคำสั่งที่ท่านเจ้าแดนส่งมา บัดนี้อยู่ต่อหน้าก็ยังมิอาจสัมผัสถึงไอพลังวิถีเซียนบนกายของท่านได้แม้แต่น้อยขอรับ”
เย่ฉางชิงปัดมือไปมาพร้อมรอยยิ้ม พลางเอ่ยอย่างจนปัญญาว่า “ต้องยอมรับว่าข้าบำเพ็ญเพียรมาจนถึงตอนนี้ ตลอดทางยิ่งรู้สึกว่ามีข้อสงสัยมากมายเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของข้า”
“ครั้งนี้ที่มาแดนเซียนโบราณ ประการแรกก็เพื่อมาช่วยตู๋กู๋ชิงเฟิง ส่วนประการที่สองก็เพื่อต้องการหาเบาะแสบางอย่างจากแดนเซียนจื่อฉง เพื่อไขข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวตนของข้า”
ซ่งเซียนเฟิงนิ่งงัน ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยความตื่นตระหนกว่า “ท่านเย่ หรือว่าท่านเองก็ยังมิรู้ว่าแท้จริงแล้วท่านเป็นใครกันแน่ ? ”
เย่ฉางชิงพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มแห้ง ๆ
เยี่ยงไรซะการที่ได้พบช่างตีเหล็กซ่งที่นี่ เรียกได้ว่าเขาได้พบสหายเก่าอีกคน ดังนั้นเขาจึงมิคิดที่จะปิดบังอันใด
“แม้ว่าจนถึงบัดนี้ข้าจะยับมิรู้ว่าตนเองเป็นใครกันแน่ แต่ตอนอยู่ที่สวรรค์บูรพาได้พบกับคนที่เคยรู้จักข้า พวกเขาบอกข้าว่าความทรงจำและตบะบารมีเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของข้าถูกผนึกเอาไว้”
เย่ฉางชิงขมวดคิ้วน้อย ๆ พลางเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังว่า “การจะปลดผนึกตบะบารมีและความทรงจำนั้น ต้องผ่านกระบวนการบางอย่าง รอเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมย่อมจะปลดผนึกได้เอง”
ซ่งเซียนเฟิงได้ยินดังนั้น ก็อดมิได้ที่จะถอนหายใจยาวออกมา
“คิดถึงตอนนั้นเขาต้องประสบกับความยากลำบากต่าง ๆ นานา ในที่สุดก็ก้าวเข้าสู่ระดับอมตะที่ผู้บำเพ็ญเพียรวิถีเซียนทั้งหมดใฝ่ฝันได้สมดั่งใจ ตอนนั้นช่างมีความสุขยิ่งนัก”
“ทว่าบัดนี้เมื่อไตร่ตรองดูแล้วก็พบว่าตนนั้นก็ยังเป็นเพียงกบในกะลาตัวหนึ่ง ช่างน่าเศร้าใจยิ่งนัก ! ”
เอ่ยถึงตรงนี้ ซ่งเซียนเฟิงก็ประสานมือคารวะเย่ฉางชิงอีกครั้ง ด้วยความเลื่อมใสจากใจจริง
เย่ฉางชิงยกมือปัดไปมาแล้วเอ่ยว่า “ช่างตีเหล็กซ่ง พวกเราอยู่ในเมืองเสี่ยวฉือด้วยกันมานาน ดังนั้นมิจำเป็นต้องเกรงใจกันถึงเพียงนี้ มิเช่นนั้นจะทำให้ข้ารู้สึกห่างเหินเอานะ”
ซ่งเซียนเฟิงฉีกยิ้มออกมา พร้อมกับพยักหน้าน้อย ๆ
จากนั้นซ่งเซียนเฟิงก็เหมือนนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถามหยั่งเชิงขึ้นมาทันทีว่า “ท่านเย่ เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วท่านจะจัดการเช่นไรต่อไปขอรับ ? ”
เย่ฉางชิงเอ่ยโดยมิต้องคิดว่า “พวกเจ้าเหล่าผู้อมตะของแดนเซียนจื่อฉงต่างก็มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ อีกทั้งยังจัดทัพมาเสียยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ ส่วนข้านับตั้งแต่บำเพ็ญเพียรวิถีเซียนมา ก็ได้บังเอิญรู้แจ้งเคล็ดกระบี่มาสองกระบวนท่า”
“ในเมื่อพวกเจ้ามาแล้วเช่นนั้นก็ปล่อยท่าไม้ตายที่แข็งแกร่งที่สุดออกมาให้หมด เพราะหากเป็นไปได้ข้าก็อยากที่จะสำแดงเคล็ดกระบี่สองกระบวนท่าที่ตนเองได้รู้แจ้งออกมาสักครั้ง จากนั้นพวกเราสองคนค่อยไปนั่งคุยกัน”
แม้จะมีความเป็นไปได้ว่าเขาคือผู้ไร้พ่ายบนแดนเซียนจื่อฉง แต่นับตั้งแต่บำเพ็ญเพียรมายังมิเคยวางท่าท่ามกลางผู้คนมากมายเช่นนี้มาก่อน
‘ดังนั้นหากมิรีบวางก้ามเวลานี้ แล้วจะไปทำตอนไหนกัน ? ’
ซ่งเซียนเฟิงสบตากับเย่ฉางชิงเล็กน้อย ก่อนจะรับรู้ได้ในทันที
“ท่านเย่ รอสักครู่”
ซ่งเซียนเฟิงเอ่ยออกมาสั้น ๆ ก่อนจะหมุนกายแปลงเป็นลำแสงเหาะกลับไปทางเดิมอีกครั้ง
เวลาผ่านไปมิกี่อึดใจ
เมื่อซ่งเซียนเฟิงปรากฏกายขึ้นตรงหน้าของทุกคนอีกครั้ง
แม้ในใจของทุกคนจะเกิดความกังวล แต่ก็ยังเดินเข้ามาต้อนรับในทันที
“เซียนเฟิง คนผู้นั้นเอ่ยอันใดกับเจ้าบ้าง ? ”
อวี่จีเดินเข้ามาเป็นคนแรก พลางเอ่ยถามซ่งเซียนเฟิง
“ใช่แล้วพี่ซ่ง สรุปแล้วเขาใช่มารเผ่าจิ้งหรีดโบราณตนนั้นหรือไม่ ? ”
หลี่ฉางหลิงสีหน้าเต็มไปด้วยความร้อนรน และเอ่ยถามต่อในทันที
แม้ภายในใจซ่งเซียนเฟิงจะรู้สึกน่าขันยิ่งนัก ทว่าใบหน้ากลับยังคงเรียบนิ่ง เพียงขมวดคิ้วแน่น สีหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
“ประการแรก มารเผ่าจิ้งหรีดโบราณตนนั้นตายด้วยน้ำมือของผู้อาวุโสท่านนี้ไปตั้งนานแล้ว”
ซ่งเซียนเฟิงกวาดตามองทุกคน พร้อมเอ่ยด้วยท่าทางเคร่งเครียดว่า “และผู้อาวุโสท่านนี้เดิมเพียงแค่จะมาพักผ่อนที่นี่ แต่พวกเรากลับทะเล่อทะล่าเข้ามารบกวนเขาเข้า”
“ดังนั้นเขาจึงฝากบอกมาว่าเขามีเคล็ดกระบี่อยู่สองกระบวนท่า หากพวกเราสามารถรับกระบี่ได้หนึ่งกระบวนท่า เขาจะปล่อยพวกเราไป แต่หากรับมิได้ มิว่าใครก็อย่าคิดที่จะมีชีวิตรอดออกไปจากที่นี่ได้อีก”
สิ้นเสียง ทุกคนก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป ท่าทางร้อนใจอย่างมาก และอดมิได้ที่จะถอนหายใจออกมา
ซ่งเซียนเฟิงเองก็ถอนหายใจออกมาน้อย ๆ พลางลอบทอดถอนใจกับตนเองว่า ‘เฮ้อ เหมือนคำพูดของท่านเย่มิมีผิด โลกคือละคร ทุกคนล้วนต้องแสดง’