เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 756 ท่านเย่ ท่านร้องไห้เพราะเหตุใดกัน ?
ตอนที่ 756 ท่านเย่ ท่านร้องไห้เพราะเหตุใดกัน ?
ระดับราชัน ?
เมื่อลิงขาวเอ่ยออกมา ทุกคนต่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป ท่าทางเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกอย่างที่มิเคยมีมาก่อน
นี่มันเรื่องอะไรกันแน่ ?
เหตุใดจู่ ๆ ถึงก้าวสู่ระดับราชันได้ ?
หรือเป็นเพราะตราประทับสีทองประหลาดนั่น ?
หลังจากผ่านไปมิกี่อึดใจ
เมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงรอบกายของเย่เสวียน รวมทั้งหมู่เมฆที่ปั่นป่วนบนท้องฟ้า และพลังมหาศาล
ย่อมมีคนดีใจ และมีคนโศกเศร้าในเวลาเดียวกัน
คนเผ่าเย่ทั้งหมดต่างก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
หากเย่เสวียนก้าวเข้าสู่ระดับราชัน ก็หมายความว่าเผ่าเย่ของพวกเขาจะกลับมารุ่นเรืองดังเช่นแต่ก่อน และกลายเป็นเผ่าราชัน
แต่สิ่งที่ต่างไปจากเมื่อก่อนก็คือตอนนี้เผ่าเย่มีราชันปรากฏขึ้นถึงสองคน ทั่วทั้งสิบสองแดนเซียนก็ยากที่จะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้
ส่วนอิ๋งเสวียนหมิงที่กลายเป็นคนแก่ เพราะถูกชิงตราประทับสีทองไปนั้น
เวลานี้กลับมองเย่ฉางชิงด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความงุนงง
ในฐานะผู้ที่สวรรค์เลือกจากยุคสมัยก่อน และเป็นเจ้าแห่งแดนเซียนไท่เสวียนมาจนถึงบัดนี้ เขาเคยศึกษาเรื่องอิทธิฤทธิ์ของราชันมาก่อน
เขาเชื่อมั่นว่า ต่อให้ยุคนี้ตนจะมิสามารถเป็นราชันได้ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับราชัน เขาก็ยังมีพลังที่แข็งแกร่งพอที่จะต่อกรได้
สิ่งที่เรียกว่าราชันก็เป็นเพียงผู้ที่ทำให้คำสั่งที่เกิดจากวิถีทำตามที่ตนปรารถนาก็เท่านั้น
ส่วนเขาได้รับการยอมรับและสะท้อนกับกฎรวมถึงคำสั่งแห่งแดนเซียน ต่อให้เป็นผู้ไร้พ่ายหรือราชันคนใดก็ยากที่จะสังหารเข้าได้
ทว่าวันนี้ด้วยอิทธิฤทธิ์ของคนตรงหน้า กลับล้มล้างสิ่งที่เขารู้มาไปจนสิ้น
อย่างแรกคือสามารถชิงตราประทับมหามรรคาภายในกายของเขาไปได้โดยมิเปลืองแรงใด ๆ และมอบให้คนอื่นต่อหน้าต่อตาของเขา
และอีกฝ่ายยังอาศัยตราประทับมหามรรคานี้ก้าวเข้าสู่ระดับราชันอีกด้วย
นี่คืออิทธิฤทธิ์อันใดของราชันกันแน่ ถึงได้น่าเหลือเชื่อเช่นนี้ !
อีกอย่าง……ภายในกายของเขาคือตราประทับจากมหามรรคา
แต่อีกฝ่ายเป็นเพียงราชันผู้หนึ่ง เหตุใดจึงสามารถเรียกตราประทับมหามรรคาออกมาได้ และส่งต่อให้คนอื่นง่ายดายเช่นนี้
‘ราชันยุคสมัยนี้ไร้พ่ายถึงเพียงนี้เชียวหรือ ? ’
‘หรืออีกฝ่ายจะอยู่เหนือกว่าราชันอย่างนั้นหรือ ? ’
‘แต่ผู้ที่อยู่เหนือกว่าราชันจะเป็นระดับใดกัน ? ’
‘ราชันจักรพรรดิงั้นหรือ ? ’
‘เหตุใดจึงมีระดับนี้โผล่ขึ้นมาได้เล่า ? ’
‘ฟังดูแข็งแกร่งมากอีกด้วย’
‘ถุย ! ’
‘อิ๋งเสวียนหมิงเอ๋ยอิ๋งเสวียนหมิง เวลานี้แล้วเหตุใดเจ้ายังคิดถึงเรื่องเช่นนี้อยู่ได้ ! ’
‘ตำแหน่งที่สูงส่งเช่นนี้ตกเป็นของคนอื่น แถมอีกฝ่ายยังก้าวเข้าสู่ระดับราชันแล้วด้วย’
คิดได้ดังนั้น อิ๋งเสวียนหมิงก็พลันน้ำตาไหลรินออกมา ก่อนจะตบปากตัวเองอย่างแรงถึงสองครั้ง
เย่ฉางชิงปรายตามองอิ๋งเสวียนหมิงที่ใกล้จะดับสูญ จากนั้นก็สะบัดแขนข้างหนึ่ง ทำให้เย่เสวียนที่กำลังบรรลุเป็นราชัน เข้าไปในถ้ำที่อยู่ทางด้านหลังของตัวเอง
“ทุกท่าน ข้ายังมีเรื่องสำคัญที่ต้องจัดการคงต้องขอตัวก่อน พวกเราลากันตรงนี้ก็แล้วกัน”
เย่ฉางชิงกวาดตามองคนในเผ่าเย่ที่มีท่าทางนอบน้อม พลางเอ่ยขึ้นมา
“พวกเราขอน้อมส่งท่านบรรพบุรุษ ! ”
คนในเผ่าเย่อึ้งไปเล็กน้อย แม้จะอาลัยอาวรณ์เพียงใด แต่ก็ยังคงโค้งคำนับให้แก่เย่ฉางชิง
ทันทีที่สิ้นเสียง เย่ฉางชิงก็เพ่งสมาธิพาเปาต้าเหมยรวมถึงลิงขาวหายตัวไปในอากาศ
เพียงพริบตาทั้งสามก็มาปรากฎกายขึ้นอีกครั้ง เหนือทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่ไร้ขอบเขต
ในตอนนั้นเองเปาต้าเหมยและลิงขาวก็ได้สติขึ้นมา
“ท่านเย่……”
“นายท่าน……”
เปาต้าเหมยและลิงขาวเอ่ยเรียกเย่ฉางชิงพร้อม ๆ กัน ทว่าเอ่ยได้เพียงเท่านั้นก็ต้องกลืนคำพูดลงคอไป
เพราะเวลานี้เย่ฉางชิงกำลังจมอยู่ในความคิดของตัวเอง
ก่อนหน้านี้เขาใช้กระแสจิตกวาดดูแทบทุกมุมของดินแดนบรรพบุรุษของเผ่าเย่แล้ว แต่กลับมิพบสิ่งที่เรียกว่าของแทนตัวเก้าภพ
ตอนนี้เขาจึงสงสัยมากว่าบุคคลลึกลับผู้นั้นตั้งใจหลอกเขาหรือไม่
‘เฮ้อ ดูท่าการเป็นราชันนั้นยังมีข้อจำกัดอีกหลายอย่าง ยังมิใช่ผู้ที่ไร้พ่ายที่แท้จริง’
หลังจากครุ่นคิดสักพัก เย่ฉางชิงก็อดมิได้ที่จะทอดถอนใจออกมา
“จริงสิ พวกเราควรรีบหาวิธีไปที่แดนเซียนดาวตกมิใช่หรือ ? ”
เย่ฉางชิงสงบสติอารมณ์ลง ก่อนจะหันไปถามทางเปาต้าเหมยและลิงขาว
เปาต้าเหมยยิ้มให้อย่างมีเสน่ห์ พลางเอ่ยอย่างหยอกเย้าว่า “ท่านเย่ ครั้งนี้ท่านมั่นใจหรือไม่ ? ”
เย่ฉางชิงมีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มแห้ง ๆ ออกมา
‘การมาที่นี่มิใช่ความประสงค์ของข้า ! ’
‘ข้าเองก็ทำอะไรมิได้เช่นกัน เดิมอยากจะอยู่เงียบ ๆ แต่พลังในกายข้ากลับมิยอมให้เป็นแบบนั้น’
‘ตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ระดับราชันโดยมิได้ตั้งใจ จากนั้นก็ยังมาปรากฎตัวที่แดนเซียนไท่เสวียนแห่งนี้อย่างงุนงง ช่างน่าประหลาดยิ่งนัก’
“คงจะมิผิดพลาดแล้วกระมัง ! ”
เย่ฉางชิงเอ่ยยิ้ม ๆ
จากนั้นเย่ฉางชิงก็สะบัดแขนเสื้อเบา ๆ ความว่างเปล่าตรงหน้าพลันสั่นสะเทือนเกิดระลอกคลื่นเป็นชั้น ๆ ขึ้นอีกครั้ง
ก่อนจะเพ่งสมาธิและพาเปาต้าเหมยกับลิงขาวเข้าสู่ความว่างเปล่า
ตรงหน้ายังคงเป็นภาพที่ขมุกขมัว มีพายุมากมายขวางกั้น หมายที่จะทำให้ทุกสิ่งโดยรอบฉีกออกจนมิเหลือชิ้นดี
“ครั้งนี้หวังว่าคงมิมีเรื่องมิคาดฝันเกิดขึ้นอีกกระมัง ! ”
เย่ฉางชิงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพียงพริบตาทั้งสามก็หายวับไปในความว่างเปล่า
วินาทีต่อมา เมื่อพวกเย่ฉางชิงลืมตาขึ้นมา สิ่งที่ปรากฏสู่สายตาคือเมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่ง ที่ใกล้เคียงกับเมืองเสี่ยวฉือ
อาคารหลายหลังที่มีความสูงลดลั่นกันไปตั้งเรียงรายอยู่ มีทั้งร้านขายเหล้า, โรงน้ำชา, หอสุรา, ร้านตัดเสื้อ……
ถนนที่ทอดยาวจากปลายทางอีกฝั่งจนมาถึงที่พวกเขายืนอยู่คือทางสามแยกที่แบ่งออกเป็นซ้ายและขวา
ถนนที่ปูด้วยหินเขียว ดูเศร้าสร้อยเล็กน้อย
“ท่านเย่ พวกเรากลับมายังเมืองเสี่ยวฉืองั้นหรือ ? ”
เปาต้าเหมยมองทุกสิ่งที่คุ้นเคยตรงหน้า ก่อนจะกะพริบตาปริบ ๆ พลางเอ่ยถามด้วยความงุนงง
เย่ฉางชิงส่ายหน้าอย่างลังเล ก่อนจะค่อย ๆ เอ่ยว่า “ดูคล้ายกับเมืองเสี่ยวฉือก็จริง แต่ที่นี่มิใช่เมืองเสี่ยวฉือ”
แม้ปากจะพูดไปเช่นนั้น แต่มิรู้ทำไมเย่ฉางชิงกลับมีความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างกับที่นี่
ความรู้สึกราวกับเขาเกิดและโตที่นี่ ตลอดชีวิตมิเคยประสบกับเรื่องร้ายใด ๆ และสุดท้ายก็ตายอยู่ที่นี่
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาเรียวยาวของเย่ฉางชิงคู่นั้นก็ปรากฎสัญลักษณ์โบราณขึ้นมาสองรอย รอบกายมีพลังเวทย์ปะทุขึ้น
และในสายตาของเขาทุกสิ่งที่นี่ก็เริ่มเปลี่ยนไป เหมือนเวลาไหลย้อนกลับ
เพียงมิกี่อึดใจ สิ่งที่ปรากฎสู่สายตาของเขาอีกครั้งคือหมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่ง
อุแว้ !
เสียงร้องของทารกแรกเกิดดังออกมาจากภายในบ้านไม้ที่อยู่มิไกลนัก
ชายวัยกลางคนที่เฝ้าอยู่ด้านนอกตัวบ้าน และมีท่าทางกระวนกระวายในตอนแรก
เมื่อได้ยินเสียงทารกที่ร้องไห้จ้า ใบหน้าของชายวัยกลางคนก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่มีความสุขทันที
และเพียงมินาน บ้านที่อยู่ตรงข้ามบ้านไม้หลังนี้ก็มีเสียงร้องของทารกแรกเกิดดังขึ้นอีกคน……
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เวลาสิบกว่าปีก็ผ่านไปไวราวกับโกหก
เด็กทารกสองคนนั้นก็คือ เด็กชายที่เติบโตขึ้นมาและมีหน้าตาหล่อเหลา และเด็กหญิงตัวผอมที่มีรูปร่างระหง
ทั้งสองต่างก็ถึงวัยที่จะออกเรือน
ทั้งสองคนที่เติบโตมาด้วยกันก็ตกลงปลงใจแต่งงานกัน ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านต่างมาร่วมแสดงความยินดี และเป็นภาพที่น่ายินดียิ่ง
เวลาเพียงมิกี่อึดใจ
หนุ่มสาวที่ครองคู่กันก็เริ่มแก่ชรา
และจากหมู่บ้านก็กลายเป็นภาพของเมืองเล็ก ๆ
ในลานบ้านเล็ก ๆ ที่มีกำแพงดินล้อมรอบ ชายชราร่างผอมกุมมือของหญิงชราที่นอนอยู่บนเตียง
“ชุ่นฮวา เจ้าวางใจเถอะ เราทั้งสองเกิดวันเดียว เดือนเดียว ปีเดียวกัน หากเจ้ามิอยู่แล้ว ข้าก็จะตายตามเจ้าไป”
“ตาเฒ่า เจ้าพูดอะไรของเจ้า พวกเราลำบากมาทั้งชีวิตกว่าจะมีวันนี้ได้ เจ้าอย่าได้ทำเรื่องโง่ ๆ เป็นอันขาดนะ”
“แม้ชีวิตจะลำบากไปสักหน่อย แต่เพราะมีเจ้า……ข้าจึงมิได้รู้สึกว่าตัวเองลำบากอะไรเลย”
“อายุปูนนี้แล้ว ทำไมยังพูดอะไรแบบนี้อีกเล่า”
“……”
สุดท้าย บนเนินเขาสีเขียวขจีแห่งหนึ่ง มีหลุมศพสองหลุมวางอยู่ข้าง ๆ กัน
วันนั้นหลังจากที่หญิงชราเสียชีวิต ชายชราก็สวมเสื้อผ้าชุดใหม่ให้หญิงชรา ล้างหน้าล้างตา และหวีผมให้นาง
จากนั้นตัวเขาก็จัดแจงสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ พลางนอนลงเงียบ ๆ ข้างกายหญิงชราคนนั้น และมิตื่นขึ้นมาอีก……
ขณะเดียวกันสัญลักษณ์สองรอยในดวงตาของเย่ฉางชิงก็ค่อย ๆ เลือนหายไป
เพียงแต่เขาในเวลานี้กลับมีท่าทางโศกเศร้า ในดวงตามีน้ำใส ๆ เอ่อคลอขึ้นมา
เปาต้าเหมยอึ้งไปทันที ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบาว่า “ท่านเย่ ท่านร้องไห้เพราะเหตุใดกัน ? ”