เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 765 สวามิภักดิ์ต่อข้า
ตอนที่ 765 สวามิภักดิ์ต่อข้า
‘ราชันเย่ ? ’
‘มารตนนี้คงมิได้คิดว่าข้าคือเจ้าคนนั้นจากยุคเซียนโบราณหรอกกระมัง ? ’
‘แต่จะว่าไปก็มิแปลก ข้าแซ่เย่ ทั้งยังใช้เคล็ดวิชาเวียนว่ายตายเกิดเอาชนะอีกฝ่ายได้ อีกฝ่ายย่อมคาดเดาเช่นนี้อยู่แล้ว’
เย่ฉางชิงปรายตามองม๋อเออตัว พลางเอ่ยเสียงเรียบ “ก่อนหน้านี้เจ้าบอกว่าเจ้าเป็นเจ้ามารแห่งแดนมารเทียนเซวี่ย เจ้ามารนี้ถือว่าอยู่ในระดับใดอย่างนั้นหรือ ? ”
ม๋อเออตัวอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยตามความจริงว่า “เรียนราชันเย่ เจ้ามารนั้นเปรียบได้กับระดับราชันของสิบสองแดนเซียนของพวกท่านขอรับ เป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด”
ต้องบอกว่าภายในใจของม๋อเออตัวเวลานี้รู้สึกหงุดหงิดอย่างมาก
เผ่ามารสวรรค์ร่างเป็นอมตะ อีกทั้งร่างอมตะของเขายังแข็งแกร่งไร้ที่เปรียบ เรียกได้ว่า มิตาย มิสูญสลาย
ทว่ากลับมีกฎมหามรรคาข้อหนึ่งที่สามารถเอาชนะร่างอมตะได้ นั่นก็คือวิถีการเวียนว่ายตายเกิด
อีกทั้งในแดนมารเทียนเซวี่ยมีคำกล่าวเอาไว้ว่า
สินสองแดนเซียนโบราณมีราชันเย่ ที่สามารถทำให้เผ่ามารสวรรค์ยอมสวามิภักดิ์ได้
ขอเพียงได้พบกับราชันเย่ ผู้แข็งแกร่งคนใดของเผ่ามารสวรรค์ก็ต้องหลบให้
ต่อให้เป็นเจ้ามารที่แข็งแกร่งที่สุดก็ต้องหลบให้เช่นกัน
ม๋อเออตัวได้กลายเป็นเจ้ามารแห่งยุคนี้ เขามิเชื่อว่าราชันเย่ผู้นั้นจะสามารถเอาชนะเผ่ามารสวรรค์ได้
ทว่าสุดท้ายเขาเพิ่งจะเข้ามายังสนามรบโบราณ ก็ได้พบกับราชันเย่ผู้นั้นเสียแล้ว
เป็นดังคำที่ร่ำลือมิมีผิด วิถีเวียนว่ายตายเกิดสามารถเอาชนะเผ่ามารสวรรค์ได้จริง ๆ
ดังนั้นเพื่อรักษาตบะบารมีที่ได้มาอย่างอยากลำบาก เขาจำต้องยอมสวามิภักดิ์ต่อราชันเย่เท่านั้น
เย่ฉางชิงพยักหน้าน้อยๆ แล้วถามต่อว่า “ผู้บำเพ็ญเพียรของแดนมารของพวกเจ้า สามารถเข้าสู่สนามรบโบราณได้หมดแล้วงั้นหรือ ? ”
ม๋อเออตัวก้มหน้าลงแล้วเอ่ยว่า “เส้นทางของสนามรบโบราณเพิ่งเปิดได้มินาน ตอนนี้ยังมิเสถียรนัก เวลานี้จึงมีเพียงผู้แข็งแกร่งระดับเจ้ามารที่เข้าสู่สนามรบโบราณขอรับ”
เย่ฉางชิงเอ่ยอย่างครุ่นคิดว่า “ก็หมายความว่าเส้นทางยังมิเสถียร ทำให้ปลายทางที่ถูกส่งไปจึงมิเหมือนกันใช่หรือไม่ ? ”
ม๋อเออตัวพยักหน้ารับ
เย่ฉางชิงเห็นดังนั้น ก็อดมิได้ที่จะคลึงหว่างคิ้วเล็กน้อย
หากสามารถรองรับผู้แข็งแกร่งทั้งหมดของสิบสองแดนเซียนโบราณและแปดแดนมารได้ สนามรบโบราณแห่งนี้ต้องกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุดอย่างแน่นอน
อีกทั้งบรรพบุรุษของเผ่าสวรรค์ผู้นั้นเป็นเพียงจิตวิญญาณเท่านั้น การจะหาเขาเจอจึงมิใช่เรื่องง่าย
เย่ฉางชิงนิ่งเงียบอยู่สักพัก ก่อนจะเอ่ยถามหยั่งเชิงว่า “กล่าวกันว่าพวกเจ้ามีแปดแดนมารใหญ่ แสดงว่าต้องมีเผ่ามากมายด้วยใช่หรือไม่ ? ”
ม๋อเออตัวนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะพยักหน้ารับอีกครั้ง
แปดแดนมารใหญ่ มีเผ่ามากมาย
นี่เป็นคำถามที่ควรรู้อยู่แล้วมิใช่หรือ ?
ราชันเย่ผู้นี้มิใช่ว่าหลับใหลนานเกินไป สมองจึงเกิดปัญหาหรอกกระมัง
เย่ฉางชิงเอ่ยอีกว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ในบรรดาแปดแดนมารใหญ่ของพวกเจ้า มีเผ่าที่ชำนาญด้านการสะกดรอยตามหรือไม่”
“มีขอรับ ! ”
ม๋อเออตัวเอ่ยโดยมิต้องคิดว่า “เผ่ามารรัตติกาล ถนัดการลอบสังหารและการสะกดรอยตาม เป็นเผ่าที่แข็งแกร่งที่สุดเผ่าหนึ่งในแปดแดนมาร และอยู่ภายใต้การควบคุมของเผ่ามารสวรรค์ของเราขอรับ”
เผ่ามารรัตติกาล ?
ได้ยินดังนั้น ดวงตาของเย่ฉางชิงก็มีประกายบางอย่างพาดผ่าน “เช่นนั้นเวลานี้มีเจ้ามารของเผ่ามารรัตติกาล เข้ามาในสนามรบโบราณบ้างหรือไม่ ? ”
ม๋อเออตัวเอ่ยตอบอย่างอึกอักว่า “คง……คงจะมีขอรับ”
เย่ฉางชิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะใช้พลังเวทย์ของตัวเองและกฎการเวียนว่ายตายเกิดกลั่นเป็นตราประทับรอยหนึ่ง และประสานเข้าที่หว่างคิ้วของม๋อเออตัว
“นี่คือตราประทับแห่งกฎ หากข้าต้องการให้เจ้าตาย เพียงแค่คิดก็สามารถทำได้ทันที”
เย่ฉางชิงเอ่ยขู่อีกว่า “ตอนนี้เราสองคนแยกกันไปตามหาเจ้ามารของเผ่ามารรัตติกาล หรือจิตวิญญาณของราชันผู้หนึ่ง หากพบแล้วให้รีบส่งกระแสจิตมาบอกข้าผ่านตราประทับนี้”
เอ่ยจบ เย่ฉางชิงก็แวบกายหายไปจากตรงนั้นทันที
ทิ้งม๋อเออตัวไว้เพียงลำพัง
“ราชันเย่ผู้นี้มีพลังอยู่ในระดับใดกันแน่ ถึงสามารถกลั่นตราประทับแห่งกฎได้ โดยมิเกิดนิมิตใด ๆ ”
“หรือว่า……เขาแค่ขู่ให้ข้ากลัวเท่านั้น ? ”
ม๋อเออตัวนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะเพ่งสมาธิหมายที่จะลบล้างสิ่งที่เรียกว่าตราประทับแห่งกฏออกจากร่าง
ทว่าในขณะที่เขากำลังจะลงมือนั้น ในหัวกับมีเสียงของเย่ฉางชิงดังขึ้น
“ทางที่ดีเจ้าอย่าได้คิดทำลายตราประทับแห่งกฎนี้จะดีกว่า มิเช่นนั้นข้าคงทำได้เพียงทำลายตบะบารมีของเจ้าเสีย”
ม๋อเออตัวพลันสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่อย่างห้ามมิได้
เวลาผ่านไปมิถึงหนึ่งก้านธูป
เย่ฉางชิงก็ใช้อิทธิฤทธิ์หายตัวดั่งใจนึก ออกสำรวจดาวเคราะห์หลายๆ ดวง แต่กลับมิพบเบาะแสใด ๆ
ทว่าหลังจากที่เขาปรากฏตัวบนดาวเคราะห์ที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งและหิมะดวงหนึ่ง และเพ่งกระแสจิตดู ในที่สุดก็พบร่องรอยของสิ่งมีชีวิต
วินาทีต่อมา เขาก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งบนทุ่งน้ำแข็งอันหนาวเหน็บ
และบนยอดเขาน้ำแข็งที่อยู่มิไกลนัก ก็มีร่างที่เลือนลางร่างหนึ่งกำลังนั่งสมาธิอยู่กลางอากาศ
รอบกายของเขามีหมอกสีดำพิสดารลอยอบอวล กฎมหามรรคาอันน่ากลัวแผ่ออกมา ทำให้ความว่างเปล่าเกิดการบิดเบี้ยว
“ท่านจงรีบไปจากที่นี่ซะ มิเช่นนั้นจะต้องตายอยู่ที่นี่ ! ”
เย่ฉางชิงยังมิทันเอ่ยสิ่งใด ก็มีเสียงชราอันน่ากลัวเสียงหนึ่งดังขึ้นมา
“ท่านมาจากเผ่ามารรัตติกาลใช่หรือไม่ ? ”
เย่ฉางชิงหัวเราะเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ
“รนหาที่ตายนัก ! ”
เสียงอันน่าเกรงขามดังมาจากหมอกสีดำ
อีกาสีดำที่สร้างมาจากพลังแห่งกฎตัวหนึ่งพุ่งออกมาจากหมอกดำ ก่อนจะปรากฎตัวมิไกลจากเย่ฉางชิงเท่าไรนัก
เย่ฉางชิงเองก็เพ่งสมาธิ ไอกระบี่สีทองพลันพุ่งออกไปทันทีโดยมิลังเล
และในขณะที่ไอกระบี่สีทองเข้าปะทะกับอีกาดำ ไอกระบี่สีทองก็สามารถทำลายอีกาดำลงได้อย่างง่ายดาย
ทั้งยังพุ่งเข้าใส่บุคคลลึกลับผู้นั้น
ขณะเดียวกัน บุคคลลึกลับก็เหมือนสัมผัสได้ถึงความร้ายกาจของไอกระบี่สีทอง
หมอกสีดำที่ปกคลุมรอบกายพลันพลุ่งพล่าน และหมุนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็มลายหายไปในอากาศอย่างพิสดารและรวดเร็วยิ่ง
แม้จะเป็นเช่นนั้นไอกระบี่สีทองก็ยังคงตามติดไอพลังนั้นไป ดั่งเงาตามตัว ก่อนจะหายไปในอากาศ
เย่ฉางชิงเห็นดังนั้นก็รู้สึกดีใจขึ้นมา หายตัวได้อย่างพิสดารเช่นนี้ ดูท่าคงจะเป็นเจ้ามารของเผ่ามารรัตติกาลจริง ๆ สินะ
ทว่าวินาทีต่อมา ร่างของเขาก็หายไปจากสายตาอย่างรวดเร็ว
กรงเล็บที่มีเกล็ดสีดำข้างหนึ่ง ส่องประกายวาววับออกมา พร้อมกับตวัดกรงเล็บเข้าใส่เย่ฉางชิง ทว่ากลับตวัดได้แค่เพียงอากาศ
“จะลอบโจมตีข้า ฝีมือของเจ้ายังห่างไกลกับข้าอีกมาก”
เย่ฉางชิงยืนเอามือไพล่หลัง ไกลออกไปนับพันจั้ง พร้อมกับเอ่ยยิ้ม ๆ
ในตอนนั้นเองไอกระบี่สีทองก็ใกล้เข้ามา ก่อนจะผนึกเวลาและความว่างเปล่าในพริบตา และทะลุผ่านหมอกสีดำนั่นอย่างรวดเร็ว
ตู้ม !
ไอกระบี่สีทองฟาดลงบนพื้น
ดินแดนอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตเกิดการสั่นสะเทือน ภูเขาน้ำแข็งที่ทอดยาวพังทลายลง
รอยแยกยาวหลายร้องจั้งสายหนึ่งปรากฎขึ้นทันที
“คิดมิถึงว่าในสิบสองแดนเซียนโบราณ จะยังมีผู้ที่บำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่ได้สูงถึงระดับนี้ ดูท่าก่อนหน้านี้ข้าคงประเมินเจ้าต่ำเกินไป”
เมื่อหมอกสีดำประหลาดนั้นจางหายไป
ชายชราที่สวมเกราะสีดำ ผู้มีดวงตาสีเทา เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกผู้หนึ่ง ก็ปรากฎตัวขึ้น
และพบว่าเวลานี้เกราะสีดำได้แตกออก ทำให้หน้าอกของเขามีเลือดไหลออกมาอย่างน่ากลัว
เพียงแต่เลือดที่ไหลออกมากลับเป็นสีดำอย่างน่าประหลาด
เย่ฉางชิงจึงเอ่ยถามอีกครั้ง ด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง “ท่านใช่เจ้ามารของเผ่ามารรัตติกาลหรือไม่ ? ”
ชายชราเกราะดำมีท่าทางเย็นชา พลางถามกลับว่า “คนจากเผ่ามารรัตติกาลลอบโจมตีเจ้าอย่างนั้นหรือ ? ”
ลอบโจมตี ?
เย่ฉางชิงเลิกคิ้วขึ้น ใบหน้าอดมิได้ที่จะเผยความผิดหวังออกมา
เห็นได้ชัดว่าคนผู้นี้มิใช่เจ้ามารของเผ่ามารรัตติกาล
แต่ในเมื่อเป็นเช่นนั้นก็คงทำได้เพียงให้เขายอมสวามิภักดิ์ และช่วยค้นหาเจ้ามารของเผ่ามารรัตติกาล หรือไม่ก็ค้นหาบรรพบุรุษของเผ่าสวรรค์ผู้นั้นแทนเขา
หลังจากเงียบไปพักหนึ่ง เย่ฉางชิงก็เอ่ยเสียงเรียบว่า “สวามิภักดิ์ต่อข้า”
ชายชราเกราะดำดวงตาแข็งกร้าว รอบกายพลันระเบิดไอสังหารที่เย็นยะเยือกออกมา
มุมปากของเย่ฉางชิงกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะเพ่งสมาธิ ไอกระบี่สีทองสายหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า
……