เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 772 ถอดเคล็ดกระบี่ท่าที่สอง
ตอนที่ 772 ถอดเคล็ดกระบี่ท่าที่สอง
เมื่อเย่ฉางชิงเอ่ยออกมา
มิเพียงราชันอวี่ที่ยืนอยู่ด้านบนจะมีสีหน้าเปลี่ยนไป แม้แต่จักรพรรดิอมตะก็ชะงักไปเช่นกัน
คิดจะต่อกรกับพวกเขาทั้งสี่คน ที่ต่างก็เป็นบุคคลไร้เทียมทานของแต่ละยุคเพียงลำพัง จะลำพองใจเกินไปแล้วกระมัง ?
อีกอย่างยังมิต้องพูดถึงพวกราชันอวี่ แค่สู้กับผู้ต้องห้ามอย่างจักรพรรดิอมตะ เกรงว่านี่ก็อวดดีมากพอแล้ว
“เด็กน้อย เจ้าพูดจริงงั้นหรือ ? ”
จักรพรรดิอมตะที่แปลงกายเป็นชายหนุ่มแวบหายตัวไป ก่อนจะปรากฎตรงหน้าของเย่ฉางชิงอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เอ่ยถามออกมาด้วยสีหน้าดูแคลน
เย่ฉางชิงใบหน้าไร้อารมณ์ เพียงแค่ปรายตามองเว่ยอู๋เซี๋ยที่อยู่ไกลออกไปเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้เขาบีบให้คนผู้นั้นคุกเข่าขอร้องได้
และเพราะเขารู้ว่าบรรพบุรุษของเผ่าสวรรค์ผู้นั้นอยู่ที่ไหน เย่ฉางชิงจึงให้เขาติดตามมาด้วยเพื่อช่วยเขาตามหา
แต่สุดท้ายอีกฝ่ายกลับวางแผนสังหารเขาที่นี่ จากนั้นก็จะให้เขากลายเป็นอาหารหล่อเลี้ยงกลายเนื้อและจิตวิญญาณของคนเหล่านี้
จึงทำให้จิตสังหารของเย่ฉางชิงปะทุขึ้นมาเป็นครั้งที่สอง
‘เดิมข้าตั้งใจจะผูกมิตรกับพวกเจ้า ทว่าสุดท้ายกลับโดนหลอกเช่นนี้’
‘ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็อย่าโทษที่ข้าจะสังหารพวกเจ้าอย่างเลือดเย็นก็แล้วกัน’
ตอนนั้นเอง ราชันอวี่ที่ยืนอยู่ด้านบนก็เอ่ยเสียงเรียบว่า “จักรพรรดิอมตะ เจ้าเด็กคนนี้มั่นใจถึงเพียงนี้ เช่นนั้นก็ให้ข้าเป็นคนลงมือสังหารเขาเองเถอะ”
“แน่นอนว่าหนังของคนผู้นี้จะเป็นของท่าน แต่กายเนื้อของเขาต้องเป็นของพวกข้าทั้งสามคน”
จักรพรรดิอมตะปรายตามองเย่ฉางชิง ก่อนจะยิ้มเย็นออกมา “เจ้าเด็กคนนี้ช่างน่าสนใจจริง ๆ ข้ามิเพียงต้องการหนังของมัน ยังต้องการจิตวิญญาณของมันด้วย”
ราชันอวี่กวาดตามองเว่ยอู๋เซี๋ยและราชันชางเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับ “ตกลง ! ”
เอ่ยจบ รอบกายราชันอวี่ก็เกิดลำแสงที่ทองประกายม่วงอันเจิดจ้าขึ้นมาหลายสาย หลังศีรษะมีวงแสงเทพวงหนึ่งลอยอยู่
ขณะเดียวกัน สายฟ้าสีทองประกายม่วงอันกล้าแกร่งมากมายก็ฟาดฟันอยู่รอบกายเขา พลันพลานุภาพอันน่ากลัวก็พุ่งเข้าใส่เย่ฉางชิงทันที
“อยากจะชิงกายเนื้อและหนังของข้า และคุมขังจิตวิญญาณของข้า เช่นนั้นก็ต้องมาดูกันว่าพวกเจ้าจะมีความสามารถมากพอหรือไม่ ! ”
เย่ฉางชิงแค่นเสียงเย็นออกมา ไอสังหารรอบกายแผ่ออกมา ก่อนจะเพ่งสมาธิ ไอกระบี่หลายหมื่นสายปรากฎขึ้นทางด้านหลังของเขา
ทว่าไอกระบี่ในครั้งนี้กลับมิใช่สีทองอีกแล้ว แต่กลายเป็นสีเลือดแทน
มิเพียงเท่านั้น เขายังเพ่งสมาธิเรียกตำหนักวาสนาและเจดีย์เสวียนหวงออกมา ถือไว้ที่ฝ่ามือทั้งซ้ายและขวา
“นี่มัน……นี่มันหรือจะเป็นตำหนักวาสนาในตำนาน”
เมื่อราชันอวี่เห็นตำหนักวาสนาบนฝ่ามือของเย่ฉางชิงก็หรี่ตาลงทันที ภายในดวงตาเต็มไปด้วยความโลภ
ตามตำนานกล่าวว่าตำหนักวาสนาเป็นสมบัติฟ้าดิน และภายในตำหนักวาสนาจะมีบ่อน้ำอมตะอยู่
ขอเพียงได้น้ำในบ่อนั้นเพียงแค่หยดเดียว ก็จะสามารถเป็นอมตะ กายเนื้อมิสลาย จิตวิญญาณมิถูกทำลายแล้ว
แต่สิ่งที่เขาคิดมิถึงก็คือ
ตำหนักวาสนาในตำนาน เหตุใดถึงมาอยู่ในมือของเด็กคนนี้ได้
การที่เด็กคนนี้ได้ครอบครองตำหนักวาสนา เช่นนั้นเขาก็ต้องเคยดื่มน้ำในบ่ออมตะแล้วน่ะสิ เพียงแค่เขาหลอมเลือดของเด็กคนนี้ได้ กายเนื้อก็จะมิสลาย จิตวิญญาณมิถูกทำลาย และเป็นอมตะได้แล้ว
“ตำหนักวาสนา ? ”
เว่ยอู๋เซี๋ยและราชันชางสบตากัน ก่อนจะเผยสีหน้าละโมบโลภมากออกมา
เดิมคิดว่าของศักดิ์สิทธิ์อย่างตำหนักวาสนาจะเป็นเพียงตำนานที่เล่าขานกันมาเท่านั้น แต่ตอนนี้กลับอยู่ในมือของเย่ฉางชิงได้
ขณะที่พวกราชันอวี่จ้องมองไปที่ตำหนักวาสนา ในมือซ้ายของเย่ฉางชิง
จักรพรรดิอมตะกลับจ้องเขม็งไปที่เจดีย์เสวียนหวง ที่อยู่ในมือขวาเย่ฉางชิงแทน
ไอพลังเสวียนหวงล่องลอย สัญลัษณ์มหามรรคาและรอยตราส่องแสงระยิบระยับ แผ่กลิ่นอายโบราณออกมา
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า เจดีย์นี้ต้องเป็นเจดีย์เสวียนหวงที่เอาชนะสิ่งชั่วร้ายทั้งปวงอย่างแน่นอน
หากเขาได้เจดีย์เสวียนหวงนี้มา ต่อให้เผชิญหน้ากับเทพจารชนที่อยู่ในส่วนลึกของอาณาจักรทะเลผู้นั้น ก็จะสามารถเอาชนะได้อย่างแน่นอน
ของวิเศษเช่นนี้กลับอยู่ในมือของเด็กคนหนึ่ง เช่นนั้นสำหรับเขาแล้วมิเท่ากับเป็นเรื่องง่ายที่จะได้ครอบครองหรอกหรือ ?
ดีจริง !
ดีมาก !
ยอดไปเลย !
เจดีย์เสวียนหวง !
สมบัติสวรรค์ในตำนานเชียวนะ !
“เจดีย์เสวียนหวง สมบัติชิ้นนี้ เป็นของข้าแล้ว ! ”
สายฟ้าสีแดงปรากฏขึ้นภายในดวงตาของจักรพรรดิอมตะ ก่อนจะหัวเราะออกมา จากนั้นก็ยกมือขึ้นใช้พลังแห่งกฎกลั่นเป็นฝ่ามือขนาดใหญ่ราวกับขุนเขาลูกหนึ่ง และซัดเข้าใส่เย่ฉางชิงทันที
ราชันอวี่เองก็มิลังเลเช่นกัน เขาแตะนิ้วเบา ๆ บนความว่างเปล่าด้านหน้า สายฟ้าสีทองประกายม่วงมากมายด้านหลัง ก็แปลงกายเป็นมังกรยักษ์สีทองประกายม่วงตัวหนึ่ง ห่อหุ้มพลังทำลายล้าง พุ่งเข้าใส่เย่ฉางชิงอย่างรวดเร็ว
ส่วนเว่ยอู๋เซี๋ยและราชันชาง
พวกเขาสองคนรู้ดีว่า ด้วยพลังเพียงคนเดียว หากต่อกรกับราชันอวี่และจักรพรรดิอมตะก็มีแต่จะพ่ายแพ้เท่านั้น
ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจว่ารอจังหวะเหมาะ ๆ ค่อยชิงสุดยอดวาสนานั้นมา
ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับการลงมือพร้อมกันของราชันอวี่และจักรพรรดิอมตะ
เย่ฉางชิงก็เกิดความกลัวขึ้นเป็นครั้งแรกอย่างที่มิเคยมีมาก่อน เขาเพ่งสมาธิ ไอกระบี่สีเลือดนับมิถ้วนด้านหลังก็พุ่งเข้าใส่ฝ่ามือขนาดใหญ่ และมังกรยักษ์สีทองประกายม่วง จากนั้นก็ใช้อิทธิฤทธิ์หายตัวดั่งใจนึกค่อย ๆ เลือนหายไป
เพียงชั่วประกายไฟแลบ
ตู้ม !
ตู้ม !
ตู้ม !
ตู้ม !
ไอกระบี่สีเลือดหลายสายพุ่งเข้าโจมตีฝ่ามือขนาดใหญ่ และมังกรยักษ์สีทองประกายม่วง
ทันใดนั้น อาณาจักรทะเลก็เหือดแห้ง ความว่างเปล่าพังทลาย
กฎต่าง ๆ ประสานกัน เกิดเป็นพายุแห่งกฎเกณฑ์อันน่ากลัว แม้แต่สายน้ำแห่งกาลเวลาที่อยู่ในส่วนลึกของความว่างเปล่าก็ขาดออกจากกัน
แค่คิดก็รู้แล้วภาพเช่นนี้น่าตื่นตระหนกเพียงใด
แน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้ราชันอวี่และจักรพรรดิอมตะคิดมิถึงก็คือ
ไอกระบี่สีเลือดที่เย่ฉางชิงปล่อยออกมานั้น ช่างพิสดารและน่ากลัวยิ่งนัก
ไอกระบี่สีเลือดสายหนึ่งสามารถทำให้ฝ่ามือแห่งกฎ และมังกรยักษ์สีทองประกายม่วงสั่นสะเทือนได้
ไอกระบี่สีเลือดสายที่สองทำให้ฝ่ามือแห่งกฎ และมังกรยักษ์สีทองประกายม่วงมีร่องรอยความเสียหาย
ส่วนไอกระบี่สีเลือดสายที่สามกลับระเบิดออก ส่วนไอกระบี่ที่ยังมิสลายไปกลับหลอมรวมกัน และพุ่งเข้าสังหารทั้งสองคน……
ในเวลาเดียวกัน เย่ฉางชิงก็ปรากฎตัวขึ้นอีกครั้งไกลออกไปพันลี้
ตำหนักวาสนาและเจดีย์เสวียนหวงแกว่งไกว และเปล่งแสงสว่างไสว
แผ่คลื่นแสงเป็นชั้น ๆ ออกมาราวกับมีชีวิต ล่องลอยอยู่ข้างกายเย่ฉางชิง เพื่อปกป้องเขา
ส่วนเขาก็หลับตาลงเริ่มถอดเคล็ดกระบี่ท่าที่สอง หลังจากสู้กับบรรพบุรุษของเผ่าสวรรค์ผู้นั้นแล้ว
เขาก็ตระหนักได้ว่าหลังจากก้าวเข้าสู่ระดับราชัน เคล็ดกระบี่ท่าแรกของตัวเองเหมือนจะสมบูรณ์แบบแล้ว
ดังนั้นหากถอดเคล็ดกระบี่ท่าที่สองในตอนนี้ก็น่าจะสมบูรณ์แบบเช่นกัน และทำให้พลังเพิ่มขึ้นด้วยหรือไม่ ?
เพียงแต่ก่อนหน้านี้มิมีโอกาส
ตอนนี้ในเมื่อราชันอวี่และจักรพรรดิอมตะร่วมมือกัน เขาคิดว่าจำเป็นต้องใช้เคล็ดกระบี่ท่าที่สองแล้ว และจำเป็นจะต้องทำให้เคล็ดกระบี่ท่าที่สองนั้นสมบูรณ์ด้วย
เย่ฉางชิงหลับตาลง ในหัวปรากฎภาพกระบี่ไร้สิ้นสุดขึ้น เขาจึงเริ่มถอดเคล็ดกระบี่ท่าที่สองอย่างรวดเร็ว
แต่การถอดเคล็ดกระบี่ในครั้งนี้ แตกต่างจากที่ผ่านมาตรงที่
ในหัวของเขามีมนุษย์สีทองตัวจิ๋วปรากฎขึ้นเพียงตัวเดียวท่านั้น
อีกทั้งขณะที่กำลังเคล็ดกระบี่อยู่นั้น มนุษย์สีทองตัวจิ๋วก็ค่อย ๆ กลายเป็นดอกบัวสีทองดอกหนึ่ง
มิเพียงเท่านั้น ดอกบัวดอกนี้ก็เริ่มเปลี่ยนไป กลายเป็นดอกบัวสีเขียวดอกหนึ่งขึ้นมาแทน
ทว่าระหว่างที่เย่ฉางชิงกำลังเคล็ดกระบี่อยู่นั้น ราชันอวี่ก็สำแดงทวนเทพพุ่งเข้าใส่ไอกระบี่สีเลือดที่พุ่งเข้ามามิหยุด
ส่วนจักรพรรดิอมตะเองก็สำแดงดาบสวรรค์อมตะของเขา และฟาดฟันออกไปจนเกิดประกายไฟอันเจิดจ้าขึ้นมิหยุด
ผ่านไปชั่วอึดใจ ขณะที่ทั้งสองเห็นภาพนิมิตที่ปกคลุมด้านหลังของเย่ฉางชิงที่อยู่มิไกล จิตสังหารของพวกเขาก็พลันมลายหายไป