เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect - บทที่ 38 สำนักเสินอู่
- Home
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect
- บทที่ 38 สำนักเสินอู่
บทที่ 38 สำนักเสินอู่
ยามอัสดง ภายในหออาภรณ์โลหิต
แสงอาทิตย์ยามอัสดงแดงฉานดั่งโลหิต ลวี่หยางค่อยๆ ปิดท้ายการหมุนเวียนลมปราณด้วยความเรียบสงบ ค่อยๆ กลั่นสกัดพลังฟ้าดินหลอมรวมเข้าสู่ตันเถียน แล้วเปลี่ยนเป็นปราณแท้หลั่งไหลไปทั่วร่าง
ปราณไหลผ่านเส้นลมปราณ ดั่งมังกรกลับคืนสู่ห้วงสมุทร
“อีกไม่นานแล้ว… ขอเพียงฝึกสำเร็จแปรรูปสุดท้ายปลามังกร แล้วรวมเก้าแปรเข้าเป็นหนึ่ง ก็จะกลั่นปราณชั้นสาม ‘ปราณสังหารมังกรแท้จริง’ จากคัมภีร์เก้าแปรมังกรได้โดยสมบูรณ์”
“เมื่อข้าฝึกสำเร็จปราณสังหารมังกรแท้จริง ก็คงถึงเวลาศึกใหญ่ระหว่างธรรมะมารเปิดฉากพอดี จังหวะเหมาะเจาะแท้ ให้ข้าได้เข้าโรมรันแย่งชิงวาสนาวางรากฐาน ณ เขาหัวกะโหลกด้วยสภาพสมบูรณ์ที่สุด มีเพียงวาสนาในการวางรากฐานเท่านั้น จึงคู่ควรแก่การเสี่ยงตาย ฝ่าฟัน ส่วนอื่นล้วนเป็นมายา…”
เมื่อสิ้นสุดการบำเพ็ญในวันนี้ ลวี่หยางก็เดินออกจากห้องสงบ
ภายนอกห้องนั้น หญิงหนึ่งผู้มีร่างสะโอดสะอง คิ้วตาคมกริบได้รออยู่เนิ่นนาน ครั้นเห็นลวี่หยางก็รีบเดินเข้ามาพร้อมส่งมอบแผ่นหยกจารึกแผ่นหนึ่ง
“สหายเต๋า วันนี้มีข่าวคราวเคลื่อนไหวของคลื่นซากศพมาส่งแล้ว”
ลวี่หยางรับแผ่นหยก ยิ้มเล็กน้อย “ขอบคุณมาก สหายอวิ๋น”
นางผู้นั้นก็คือ อวิ๋นเมี่ยวชิง
นางเคยเป็นศิษย์ของนิกายกระบี่หยกสวรรค์ แม้ลวี่หยางจะเรียนรู้ เคล็ดกระบี่เทียนเซียว แล้ว แต่เห็นแก่บุพเพในชาติก่อน จึงซื้อนางไว้
พูดตามตรง เดิมทีเขาเพียงรู้สึกว่า ชาติก่อนทั้งสองเคยร่วมบำเพ็ญคู่กันมาก่อน ในเมื่อไม่ได้ขัดกับผลประโยชน์ของตน เขาก็ไม่ขัดข้องจะช่วยเหลือนางเสียบ้าง อย่างน้อยตามเขามาก็ยังดีกว่าถูกศิษย์นิกายศักดิ์สิทธิ์คนอื่นซื้อไปเป็นเตาหลอมและถูกดูดกลืนกลายเป็นเศษซาก
แต่ไม่คาดคิดเลยว่า การตัดสินใจครั้งนั้นจะกลับกลายเป็นความประหลาดใจที่น่ายินดี
บางทีอาจเพราะชาตินี้เขายังไม่เคยร่วมบำเพ็ญคู่กับนาง กลับเคารพกันดังสหาย มุ่งมั่นฝึกตน อวิ๋นเมี่ยวชิงจึงยิ่งมีใจให้เขา
“สหายเต๋า ท่านเป็นคนดี เหตุใดต้องอยู่ในนิกายมารด้วยเล่า”
อวิ๋นเมี่ยวชิงก้าวมายืนเคียงข้างลวี่หยาง กล่าวเสียงแผ่ว
“ยามนี้คลื่นซากศพปะทุขึ้นแทบทั่วสารทิศ สหายไม่ลองแสร้งตายเสีย แล้วติดตามข้าไปยังนิกายกระบี่ เพื่อเข้าฝ่ายธรรมะเสียเลย…”
กล่าวมาถึงตรงนี้ อวิ๋นเมี่ยวชิงจ้องหน้าลวี่หยาง ดวงตาคู่งามฉายแววลึกซึ้ง
ในยามที่นางสิ้นหวังที่สุด ไร้เรี่ยวแรงที่สุด บุรุษตรงหน้ากลับดึงนางขึ้นจากขุมนรก ไม่เพียงไม่ล่วงเกินนางแม้แต่น้อย ยังให้ที่พักพิงแก่ชีวิตหนึ่ง
แม้จะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรฝ่ายมาร กลับสำรวมดั่งสุภาพชน
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตลอดสิบปีที่ผ่านมา นางเฝ้ามองเขาเติบโตขึ้นทีละก้าว ฝึกตนรุดหน้ารวดเร็ว มีพรสวรรค์สูงส่ง และหล่อเหลาเสียจน.….
หากเขาได้เข้าสู่นิกายกระบี่ อนาคตอาจได้.…..
คิดมาถึงตรงนี้ ใบหน้าของอวิ๋นเมี่ยวชิงก็พลันแดงระเรื่อขึ้นทันใด ไม่รู้ว่ากำลังคิดถึงสิ่งใดอยู่
ท่าทีเช่นนั้น ทำให้ลวี่หยางพลันนึกถึงภาพชาติก่อนที่นางยังคงตะโกนใส่เขาอย่างไม่ยอมจำนน เรียกเขาว่าเจ้ามารร้าย ก็อดรู้สึกขบขันอยู่ในใจมิได้
แน่นอน เขาไม่มีความสนใจในเรื่องความรักชายหญิงแม้แต่น้อย
สิ่งที่เขาให้ความสำคัญอย่างแท้จริง คือสถานะของอวิ๋นเมี่ยวชิงในนิกายกระบี่หยกสวรรค์นั้นดูไม่ต่ำต้อย ถึงขั้นกล้ากล่าวว่ายามใดหากนางเป็นผู้เสนอชื่อให้ นิกายจะต้องยอมรับเขาแน่นอน
“ฝึกตนในนิกายศักดิ์สิทธิ์ก็เหมือนเหยียบปลายมีด ถ้าเลือกได้ ข้าก็อยากเข้าสำนักที่มีวัตรดีๆกว่าหน่อย…”
อวิ๋นเมี่ยวชิง อาจคือกุญแจไขประตูสู่ฝ่ายธรรมะที่เขากำลังรอคอยอยู่
“ศิษย์พี่หญิงเฟยเสียพวกนางเป็นอย่างไรแล้ว?”
“กลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรสายมารพวกนั้น…ไม่กี่วันก่อนเพิ่งสร้างผลงานใหญ่ ณ สันเขาเจวี๋ยอิน ต้านคลื่นซากศพอย่างยิ่งใหญ่ แถมยังมีผู้แข็งแกร่งลึกลับปรากฏตัว แต่ก็ถูกพวกนางทุบตีกลับไป และไล่ล่าต่อทันที”
อวิ๋นเมี่ยวชิงยื่นแผ่นหยกอีกแผ่นให้
ลวี่หยางรับแผ่นหยกมา ใช้จิตเทวะกวาดดูเพียงชั่วครู่ ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นก็สะท้อนชัดแจ้งขึ้นในใจ
“ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง… ดูท่าการปะทุของคลื่นซากศพจะมีเบื้องหลังเป็นผู้บงการจริง แล้วเป็นศิษย์ของสำนักเสินอู่งั้นหรือ? ส่วนสมบัติล้ำค่าที่ใช้เร่งคลื่นซากศพนั้นคือ…”
อ่านมาถึงตรงนี้ ลวี่หยางก็ชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นลุกพรวดขึ้นทันที
“หยกวิเศษเสวียนพิ่นไท่อิน!?”
ไม่ผิด ในข่าวกรองระบุชัดเจนว่าเบื้องหลังการปะทุของคลื่นซากศพ ศิษย์สำนักเสินอู่มีของสิ่งหนึ่งในมือ เป็นหยกไท่อินขนาดเท่าหัวแม่มือ!
“หากได้หยกนี้มา ข้าจะสามารถฝึกสำเร็จ มหาวิชานิลกาฬฉุดคร่าวิญญาณ ได้ทันที แล้วหากมีเวลาสะสมอีกสักพัก เคล็ดแปรร่างถอดซากใต้เงาจันทรา ก็มิใช่เพียงความฝัน พิจารณาจากความหายากของหยกนี้แล้ว โอกาสนี้อาจเป็นเพียงครั้งเดียวในชีวิต หากพลาดไป ก็ยากจะได้พบอีก…”
“แต่… ชาตินี้ทำไม่ได้ ชาติหน้าค่อยว่ากัน พลาดก็พลาดไปเถอะ”
ลวี่หยางสีหน้าเคร่งขรึม ค่อยๆ นั่งลงอีกครั้ง แม้จะได้เห็นหยกไท่อินที่เฝ้าฝันหา กลับไม่มีความยินดีแม้แต่น้อย
เขารู้สึกราวกับความเย็นเยียบไหลเข้ากระดูก ทุกอณูจิตเปี่ยมล้นไปด้วยความระแวดระวัง
“สิ่งที่ข้าต้องการ…กลับถูกยกมาถึงที่… โลกนี้จะมีเรื่องโชคดีเช่นนี้ได้หรือ ในเมื่อข้าไม่ใช่ ‘เซียวสือเยี่ย’ ผู้เป็นบุตรแห่งสวรรค์สักหน่อย”
ยิ่งไปกว่านั้น โชควาสนาของเซียวสือเยี่ย… ก็มีคนมอบให้!
“หรือจะเป็นฝีมือของนักพรตหงยวิ๋นอีกแล้ว?”
เมื่อนึกถึงความเป็นไปได้ที่มีผู้บรรลุวางรากฐานกำลังควบคุมเหตุและผลอยู่เบื้องหลัง ลวี่หยางก็ตัดสินใจแน่วแน่
“ข้าจะไม่ออกไป!”
ยามนี้ สถานการณ์เขาหัวกะโหลกซับซ้อนเหนือคาด หากอยู่ภายในตลาดคอยควบคุมค่ายกลย่อมปลอดภัยกว่า ตราบใดที่ไม่มีผู้วางรากฐานลงมือ เขาก็ยังมั่นคงดั่งขุนเขา
“อีกทั้ง ข้าไม่ออกไป…ก็ใช่ว่าจะไม่ได้หยก”
ยังมีเซียนหญิงเฟยเสียกับพวกนางอยู่นี่นา
ในเมื่อข่าวกรองกล่าวชัดว่าพวกนางได้ไล่ล่าติดตามไปแล้ว ขอเพียงพวกนางแย่งชิงหยกได้สำเร็จ แล้วหลบหนีกลับถึงตลาด โอกาสของตนก็ย่อมมาถึงมิใช่หรือ
คิดถึงตรงนี้ ลวี่หยางก็อดส่งแรงใจให้เซียนหญิงเฟยเสียจากส่วนลึกของหัวใจไม่ได้…
กาลเวลาผ่านพ้นไป
อีกวันหนึ่ง ภายในหออาภรณ์โลหิต
ลวี่หยางกำลังนั่งขัดสมาธิเร่งกลั่นปราณ จู่ๆ จิตก็สะท้านบางเบา เขาจึงเหาะขึ้นด้วยแสงเร้นตนสายหนึ่ง มายืนกลางอากาศนอกอาคาร มองไปยังรอบนอกของตลาด
“ตูม! ตูม! ตูม!”
เพียงเห็นเส้นขอบฟ้าเบื้องหน้า มีเสียงระเบิดคล้ายฟ้าผ่าดังสั่นสะเทือนเป็นระลอก ตามมาด้วยกลุ่มเมฆระเบิดสีอัสดงที่แผ่กระจายออกอย่างรวดเร็ว กำลังเคลื่อนเข้ามายังตลาดอย่างรุนแรง มองเพียงชั่วแวบก็ทราบได้ทันทีว่าเป็นการไล่ล่ากลางเวหา และผู้นำหน้านั้นก็คือลำแสงเมฆาสายรุ้งอันโดดเด่นของเซียนหญิงเฟยเสีย
“หายไปคนหนึ่งรึ?”
ลวี่หยางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ภายในตลาดเขาหัวกะโหลกนั้น รวมทั้งเขาเองแล้วมีผู้บำเพ็ญเพียรขั้นปลายแห่งการรวมลมปราณอยู่สี่คน ได้แก่ เซียนหญิงเฟยเสีย ลู่หยวนฉุน และศิษย์พี่ไร้นามอีกหนึ่งคน
แต่บัดนี้ ลวี่หยางกลับมองเห็นเพียงเงาร่างของเซียนหญิงเฟยเสียกับลู่หยวนฉุนเท่านั้น
“เปิดค่ายกล”
ลวี่หยางเอ่ยเสียงเรียบ ใบหน้าไร้ความตระหนกแม้แต่น้อย
เมื่อได้รับคำสั่ง บรรดาศิษย์นิกายศักดิ์สิทธิ์ภายในตลาดก็รีบกระจายกำลังทันที ธงค่ายกลโบกสะบัด ก่อนที่ในพริบตา ค่ายกลยิ่งใหญ่สายหนึ่งจะตระหง่านขึ้นมา
ค่ายกลร้อยโครงกระดูกคืนสู่สัจจะ!
ค่ายกลนี้จัดอยู่ในระดับชั้นเจ็ด นับเป็นค่ายกลชั้นยอดในขอบเขตรวมลมปราณ หากลวี่หยางเป็นผู้ควบคุม ต่อให้เผชิญผู้บำเพ็ญเพียรระดับรวมลมปราณสมบูรณ์ก็สามารถรับมือได้
ทว่าในวินาทีถัดมา เหตุพลิกผันก็อุบัติขึ้น!
เพียงเห็นลู่หยวนฉุนควักตราคำสั่งชิ้นหนึ่งออกมา กดมือลงร่ายอาคม พลังวิชาก็หลั่งไหลออกอย่างฉับพลัน
ค่ายกลยิ่งใหญ่ที่ปิดสนิทมาตลอดถูกเปิดออกโดยตรง ปรากฏช่องว่างสายหนึ่งขึ้นมาในทันใด!
“ตอนนี้แหละ!”
แทบจะในเวลาเดียวกัน เสียงร้องตะโกนอันเปี่ยมด้วยความตื่นเต้นก็ดังมาจากนอกตลาด ก่อนจะมีแสงเร้นตนหลายสายพุ่งแหวกอากาศเข้ามา แปรเปลี่ยนเป็นธงค่ายกล ปักลงสี่ทิศอย่างพร้อมเพรียง
ทันใดนั้น ค่ายกลขนาดย่อมสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงช่องโหว่ที่ลู่หยวนฉุนเปิดไว้ ช่วยตรึงช่องนั้นเอาไว้มั่น แม้แต่ลวี่หยางเองก็ไม่อาจปิดมันลงได้!
“สำนักเสินอู่…”
ลวี่หยางขมวดคิ้วเล็กน้อย รับรู้ได้ทันทีว่าผู้ลงมือล้วนเป็นศิษย์ของสำนักเสินอู่ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาได้ซุ่มซ่อนอยู่ด้านนอกตลาดมาเนิ่นนาน รอคอยโอกาสนี้อยู่แล้ว!
บัดนี้ค่ายกลถูกฝืนเปิดให้เกิดช่องโหว่หนึ่ง สำนักเสินอู่ก็ย่อมสามารถฉวยโอกาสนี้บุกทะลวงเข้าสู่ตลาดได้อย่างเต็มกำลัง!
ส่วนผู้เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด ลู่หยวนฉุนกลับเพียงปรายตามองตลาดด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะทะยานแสงเร้นตนพุ่งไปยังทิศตรงข้ามอย่างไร้เยื่อใย!
เขาย่อมรู้ดีว่าเพิ่งก่อเรื่องอะไรลงไป แต่กลับไม่สนใจแม้แต่น้อย กระทั่งอาจกล่าวได้ว่าเขาตั้งใจทำเช่นนี้อยู่แล้ว ใช้ตลาดเป็นหมากทิ้งตัวหนึ่ง เพื่อเปิดทางให้ตนหลบหนีออกจากนรกเบื้องหน้า
ในเมื่อสำหรับสำนักเสินอู่แล้ว การจับโอกาสนี้เข้าทำลายตลาดเขาหัวกะโหลกทั้งแห่ง ย่อมคุ้มกว่าการไล่ฆ่าเขาต่อไป
ส่วนพวกศิษย์ร่วมนิกายภายในตลาดเล่า?
ช่างหัวพวกมันสิ!