เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect - บทที่ 48 วางรากฐานกำหนดเหตุและผล
- Home
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect
- บทที่ 48 วางรากฐานกำหนดเหตุและผล
บทที่ 48 วางรากฐานกำหนดเหตุและผล
หออาภรณ์โลหิต ยามเช้าตรู่ของอีกวัน
เซียนหญิงเฟยเสียเอนกายอยู่บนระเบียง แสงตะวันลอดผ่านอาภรณ์บางเบาที่โบกสะบัดตามแรงลม สะท้อนเป็นเงาร่างอันงดงามชวนให้ผู้คนครุ่นคิดไปไกล
“ช่วงเวลานี้ ต้องขอบคุณศิษย์น้องลวี่มากแล้ว”
ทั้งสองเพิ่งสิ้นสุดการแลกเปลี่ยนตลอดคืน ด้วยการถ่ายทอดความรู้หมดสิ้นของลวี่หยาง เซียนหญิงเฟยเสียจึงแตะถึงขีดสุดของตนเอง ยากจะก้าวหน้าต่อไปได้ในเวลาอันสั้น
“วันนี้ ข้าตั้งใจจะออกจากตลาดแล้ว”
นางหันกายกลับมา จ้องลึกตรงไปยังลวี่หยาง “จิตใจของข้าเทียบศิษย์น้องมิได้ พรสวรรค์ก็มิอาจเทียบ แต่ข้าย่อมไม่ยอมให้ตนดับสูญกลายเป็นมนุษย์สามัญ”
“การจากไปครั้งนี้ เกรงว่าการพบกันอีกระหว่างข้ากับศิษย์น้อง คงอีกเนิ่นนาน” เซียนหญิงเฟยเสียเชิดสายตาขึ้น ท่วงท่าน่าสงสารและน่าทะนุถนอม พลันทอดถอนใจอย่างแผ่วเบา: “ในอนาคต หนทางแห่งมรรคผลอาจอยู่เพียงเอื้อม หรืออาจต้องฝังกระดูกไว้ในต่างแดน วิถีเซียนนั้นเดียวดายเหลือคณา ยิ่งไปกว่านั้น อยู่ภายในนิกายศักดิ์สิทธิ์…เฟยเสียเพียงหวังว่าเมื่อถึงยามนั้น จะยังสามารถได้พบพานสหายเก่าอีกครั้ง”
กล่าวจบ นางก็ส่งรอยยิ้มอ่อนหวานมาที่เขา
ใบหน้าที่งดงามอย่างยิ่งยวด รอยยิ้มที่สดใสบริสุทธิ์ ราวกับเป็นครั้งแรกที่นางได้เปิดหัวใจของตนเองต่อลวี่หยาง: “ศิษย์น้อง…เจ้ายินดีที่จะเป็นสหายเก่าผู้นั้นของเฟยเสียหรือไม่?”
“……” ลวี่หยางเงียบงันเนิ่นนาน
สตรีที่งดงามปานล่มเมืองนางหนึ่งกำลังจับจ้องตนเองด้วยความรู้สึกอย่างเปี่ยมรัก ประหนึ่งใยอันละเอียดอ่อนพันเกี่ยวขึ้นทีละเส้นพาดทับ กุมหัวใจชายใดก็ย่อมให้เคลิบเคลิ้มหลงใหล
อย่างไรก็ดี ลวี่หยางก็ฝืนกลั้นไว้
เขายกมือขึ้นอย่างสงบ “เมื่อใดศิษย์พี่กลับมา ย่อมยินดีเชิญมาดื่มชาด้วยทุกเมื่อ”
คำเดียว ส่งแขก
ในชั่วพริบตานั้น ประกายแสงในดวงตาของเซียนจื่อเฟยเสียพลันวูบไหว บอกไม่ถูกว่าเป็นความผิดหวังหรือความจนปัญญา จากนั้นนางก็เก็บรอยยิ้มกลับคืน แปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาอีกครั้ง
“ข้าขอลา…”
ถ้อยคำเพิ่งจบ ก็ปรากฏลำแสงรุ้งที่มีรูปร่างดุจเมฆาสีทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เลือนหายลับไปที่ขอบฟ้า
จนกระทั่งอีกฝ่ายจากไปแล้ว ลวี่หยางจึงค่อยพ่นลมหายใจยาว หันกายกลับเข้าสู่ห้องสงบในหออาภรณ์โลหิต ซ่อนตัวเข้าค่ายกล กุมยันต์เทวะเอกะปราณบรรพสวรรค์แน่น…
…ในที่สุด ร่างกายที่สั่นสะท้านก็หยุดลง
“บัดซบ! นี่ต้องเป็นเจินเหรินวางรากฐานที่กำลังวางกลอุบายใส่ข้าแน่!”
กับเซียนหญิงเฟยเสีย ลวี่หยางแต่ไหนแต่ไรใช้เพียงกาย ไม่เคยใช้ใจ ทั้งหมดเป็นเพียงการแลกเปลี่ยนความรู้บริสุทธิ์ การบำเพ็ญคู่เป็นเพียงวิธีการหนึ่งของการเรียนรู้เท่านั้น
แต่เมื่อครู่นี้ เขากลับหวั่นไหว!
ต่อหน้าเซียนหญิงเฟยเสีย เขาถึงกับเคลิบเคลิ้มแทบเอ่ยปาก “ยินยอม” ความรู้สึกนั้นผิดเพี้ยนชัดเจน หาได้ตรงกับจิตแท้ของตนไม่!
ด้วยประสบการณ์จากหลายชาติ ลวี่หยางก็สรุปทันที “เจินเหรินวางรากฐานผู้ที่อยู่เบื้องหลังเริ่มไม่อาจอดทนแล้ว ถึงกับใช้วิธีการหยาบช้า เอาเซียนหญิงเฟยเสียเป็นเหยื่อล่อ บีบให้ข้าผูกพันกับนาง… ต้องการลากข้าออกจากตลาดไปให้ได้!”
“ปิดด่าน…ข้าต้องปิดด่าน!”
คิดได้ดังนี้ ลวี่หยางก็ประกาศต่อสาธารณะว่าจะปิดด่านใหญ่ ไม่รับผู้ใดในช่วงสั้น ๆ เพื่อลดโอกาสที่เหตุและผลจากภายนอกจะมาผูกพันตน
“….ยอดเยี่ยมนัก”
นอกตลาดเขาหัวกะโหลก บนหน้าผาแห่งหนึ่ง เงาร่างหนึ่งยืนประสานมือไว้เบื้องหลัง สง่างามขรึมเคร่ง และเบื้องหลังเขา ยังมีชายหนุ่มในอาภรณ์โลหิตผู้หนึ่งที่ยืนอย่างนอบน้อม
ชั่วขณะนั้น เงาร่างที่ยืนประสานมือไว้เบื้องหลัง ก็หัวเราะเบา ๆ “เพียงศิษย์สามัญ ไร้รากฐานกลับสามารถก้าวออกมาเป็นบุคคลผู้มีจิตใจแห่งมรรคผลแน่วแน่เช่นนี้ ถือว่าหาได้ยากยิ่ง ข้าใช้วิชาล่อเขากี่ครั้ง เขาก็มิยอมกลืนเหยื่อ…ศิษย์น้องรอง เอาเถิด ข้าไม่รู้ว่าควรกล่าวว่าสายตาของเจ้าดีนัก หรือว่าไม่ดีกันแน่”
“ขอศิษย์พี่โปรดอภัยด้วย”
ชายหนุ่มในอาภรณ์โลหิตคารวะอย่างนอบน้อม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความจนใจ “เดิมทีข้าเพียงอยากหาคนสักคนเป็นเพียงเบี้ยสังเวย เพียงแต่คาดไม่ถึงว่าน้ำตื้นก็สามารถให้กำเนิดมังกรได้…”
ชายหนุ่มในอาภรณ์โลหิตผู้นี้มีนามว่า หลัวอู๋หยา ศิษย์พี่รองแห่ง สมาคมซานเหอ
บำเพ็ญเพียรถึงขั้นรวมลมปราณสมบูรณ์ ยังครอบครองวิชาเทพหนึ่งสาย เป็นยอดผู้บำเพ็ญที่แข็งแกร่งที่สุดซึ่งปรากฏต่อหน้าผู้คน ณ เขาหัวกะโหลกในนามของนิกายศักดิ์สิทธิ์ เรียกได้ว่าเป็นบุคคลสำคัญอย่างแท้จริง
และผู้ที่ทำให้เขายังต้องสำรวมเคารพเช่นนี้ ตัวตนของเงาร่างที่ยืนอยู่เบื้องหน้าย่อมปรากฏชัดเจนแล้ว
สมาคมซานเหอ ประมุข!
นามธรรมของเขาคือ อิ๋นซานเจินเหริน เมื่อสิบปีก่อนวางรากฐานสำเร็จในคราหนึ่ง ก้าวขึ้นสู่แถวหน้าของนิกายศักดิ์สิทธิ์ในทันที ได้รับอนุญาตจากจ้าวนิกายให้เปิดสายธารอิ๋นซานในทะเลเมฆ
“แต่ศิษย์พี่ ข้ายังไม่อาจเข้าใจ เหตุใดจำต้องเป็นศิษย์นิกายศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นเล่า?”
“ศิษย์น้องรอง เจ้าหารู้ไม่”
อิ๋นซานเจินเหรินส่ายศีรษะเบา ๆ “วิถีอสูรวิญญาณในกาลก่อนนั้นเป็นนิกายมารยิ่งใหญ่เกรียงไกร ความเป็นเหตุและผลของแดนลับย่อมหนาลึก แม้แต่ข้า…ก็ยังไม่คิดจะยื่นมือเข้าไปข้องเกี่ยวง่าย ๆ”
แผ่นดินนี้ ทุกหนแห่งล้วนเต็มไปด้วยเหตุและผล
ได้ประโยชน์แล้ว ก็ย่อมหมายถึงผูกพันเหตุและผล และวันหนึ่งย่อมต้องชดใช้
แดนลับที่วิถีอสูรวิญญาณในกาลก่อนวางเอาไว้ แต่แรกก็เพื่อรอหาผู้มีชะตาใหญ่โต ให้รับสืบทอดสายค่ายกลแห่งนิกาย ลงหลักผูกเหตุและผล หวังต่อทางฟื้นคืนของวิถีสืบทอดนั้น
“หากข้าออกหน้าด้วยตนเอง การค้นหาแดนลับวิถีอสูรวิญญาณย่อมง่ายดายยิ่งนัก แม้ข้าไม่แสวงหา แดนลับนั้นก็จักปรากฏขึ้นมาเอง แต่เมื่อถึงครานั้น เหตุและผลของวิถีอสูรวิญญาณก็จะตกอยู่บนตัวข้า วันหน้ามิอาจคาดเดาว่าจะมีปัญหามากเพียงใด กระทั่งเป็นอุปสรรคต่อการบำเพ็ญของข้า…”
กล่าวให้ชัด อิ๋นซานเจินเหรินก็เพียงต้องการ “อยากได้ของ แต่ก็ไม่อยากจ่ายเงิน”
“ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงต้องหาผู้หนึ่งออกหน้าเปิดแดนลับแทน วิถีอสูรวิญญาณเป็นนิกายมารใหญ่โต ฉะนั้นเลือกใช้ศิษย์นิกายศักดิ์สิทธิ์จึงเหมาะสมที่สุด”
“แรกเริ่ม ข้าคัดเลือก ‘จ้าวหออาภรณ์โลหิต’ นั่นเอง ข้ายังจัดเตรียมศัตรูหนักหน่วงหลายรายล่อเข้าหาเขา เพียงเขายอมก้าวออกจากตลาด ข้าก็พร้อมจะเป็นเบื้องหลัง ช่วยเขาสังหารศัตรู สั่งสมโชคชะตา เมื่อโชคชะตามากพอ แดนลับวิถีอสูรวิญญาณก็จักถูกดึงดูดออกมาเอง…”
หากลวี่หยางอยู่ ณ ที่นี้ ได้ฟังวาจาเหล่านี้ย่อมรู้สึกคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง
เพราะเมื่อครั้งก่อน เซียวสือเยี่ยก็ตายไปเช่นนี้เอง
บุตรแห่งสวรรค์ที่มนุษย์สร้างขึ้น มองเผินๆโชคดีเทียมฟ้า ไร้เทียมทาน ตามจริงแล้วกลับเป็นเพียงเหยื่อล่อที่เจินเหรินระดับวางรากฐานใช้ในการตกวาสนา
และเมื่อวาสนาถูกดึงออกมาแล้ว เหยื่อล่อนั้นก็หมดค่า
เบื้องหลังอิ๋นซานเจินเหริน ชายหนุ่มในอาภรณ์โลหิตหลัวอู๋หยาก้มศีรษะลงลึก ในใจเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึงต่ออำนาจของเจินเหรินผู้ที่สามารถผลักดันเหตุและผลและโชคชะตาได้
“…พอเถิด”
ทันใดนั้น อิ๋นซานเจินเหรินก็ส่ายศีรษะเบา ๆ “ในเมื่อ ‘จ้าวหออาภรณ์โลหิต’ ไม่ยอมเดินตาม ข้าก็เพียงเปลี่ยนเป้าหมายเท่านั้น หาได้จำเป็นต้องเป็นเขาเพียงผู้เดียวไม่”
เอ่ยถึงตรงนี้ อิ๋นซานเจินเหรินก็หัวเราะเบา ๆ “ศิษย์น้องรอง เจ้าพอจำได้หรือไม่ว่า วิถีอสูรวิญญาณ ในกาลก่อนล่มสลายไปได้อย่างไร?”
“ข้ารู้ เป็นนิกายกระบี่หยกสวรรค์”
หลัวอู๋หยาพยักหน้า “ครั้งนั้นเจ้านิกายกระบี่รุ่นนั้น เจินจวินโอสถทองคำ ได้ตวัดกระบี่หนึ่งครั้งบนผาเจ็ดดาราแห่งนิกายกระบี่ กระบี่เพียงหนึ่งกระบวนท่า ประตูสำนักวิถีอสูรวิญญาณก็ถล่มราบในบัดดล…”
“ถูกต้อง เพียงหนึ่งกระบวนท่าเท่านั้น”
อิ๋นซานเจินเหรินทอดถอนใจกล่าว “เมื่อครั้งวิถีอสูรวิญญาณรุ่งเรืองถึงขีดสุด เจินเหรินวางรากฐานมีมากถึงนับสิบ ยังมีค่ายกลชั้นสี่กดทับโชคชะตาไว้”
“ถึงกระนั้น…ก็ยังมิอาจต้านรับหนึ่งกระบวนกระบี่ที่เจินจวินโอสถทองคำฟาดออกมาจากระยะหลายหมื่นลี้ได้”
“ยิ่งไปกว่านั้น กระบวนท่ากระบี่นั้นยังคงสถิตอยู่ในแดนลับวิถีอสูรวิญญาณจนถึงวันนี้!”
เอ่ยถึงตรงนี้ แววตาอิ๋นซานเจินเหรินก็ฉายแววหวาดระแวง “บัญชาของเจินจวิน ปราณกระบี่สถิตในโลกหล้า วิถีอสูรวิญญาณมิดับสูญ ปราณกระบี่ย่อมมิอาจดับสูญเช่นกัน”
นี่เองคือสาเหตุที่เขาไม่ยอมลงมือด้วยตนเอง
ปราณกระบี่ของเจินจวินระดับโอสถทองคำเชียวนะ…ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นของจ้าวสำนักแห่งนิกายกระบี่หยกสวรรค์ หากตนดั้นด้นไปเปิดแดนลับขึ้นมา แล้วเจตจำนงแห่งกระบี่สะบั้นตนทิ้งไปโดยไม่ลังเลเล่า?
ดังนั้นจึงจำต้องหาหินมาโยนถามทางสักก้อน ย่อมปลอดภัยกว่าแน่นอน
“ปราณกระบี่นั้นกับแดนลับวิถีอสูรวิญญาณพันผูกกันมานับหมื่นปี หลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเดียวแล้ว เพราะมิอาจอาศัยศิษย์นิกายศักดิ์สิทธิ์เปิดแดนลับได้ เช่นนั้นก็เปลี่ยนหนทาง ล่อศิษย์นิกายกระบี่หยกสวรรค์มาให้ได้ปราณกระบี่นี้ ผลลัพธ์ก็มิแตกต่าง…”
เอ่ยถึงตรงนี้ แววตาของอิ๋นซานเจินเหรินพลันเปลี่ยนวูบ ก่อนจะผละกายออกจากตลาดไปในทันที
เกือบจะพร้อมกันนั้นเอง ภายในตลาดเขาหัวกะโหลก ลวี่หยางซึ่งกำลังปิดด่านอยู่กลับรู้สึกว่าร่างกายเบาสบาย คล้ายยกภูเขาออกจากอก เผยให้เห็นสีหน้าประหลาดใจ