เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect - บทที่ 497 เพียงหวังให้ศิษย์รุ่นหลัง หนทางข้างหน้าไร้ซึ่งกังวล
- Home
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect
- บทที่ 497 เพียงหวังให้ศิษย์รุ่นหลัง หนทางข้างหน้าไร้ซึ่งกังวล
บทที่ 497 เพียงหวังให้ศิษย์รุ่นหลัง หนทางข้างหน้าไร้ซึ่งกังวล
ชั่วขณะนั้น ฟ้าดินก็เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง
เหล่าเจินเหรินขั้นวางรากฐานซึ่งฝึกฝน วิชาเทพสวรรค์แห่งความมิมี ล้วนแหงนหน้ามองเวหา พร้อมเห็นดาวฤกษ์ที่เลือนรางดวงหนึ่งซึ่งกำลังลอยสูงขึ้นอย่างเชื่องช้า
“นั่น…สิ่งใดกัน?”
“คือ ตำแหน่งมรรคผล ที่มู่ฉางเซิงสร้างขึ้นมา เขาคิดอาศัยสิ่งนี้เพื่อพิสูจน์ตนเป็นเจินจวินกระนั้นหรือ?”
ครานี้แตกต่างจากครั้งของจงกวง เพราะไร้ อั้งเซียว ออกมาดึงความสนใจ เหล่าเจินจวินทั่วหล้าจึงมีปฏิกิริยาแตกต่างโดยสิ้นเชิง
“อมิตาภพุทธะ!”
ผู้ลงมือก่อนใครคือ แดนสุขาวดี พลันเห็น โพธิสัตว์เป่าเหลียนจั้งฝู ผู้เลอโฉมไร้ผู้เปรียบ แววตายามเหลียวแลแฝงไว้ด้วยเสน่ห์เหนือพรรณนา ปรากฏกายขึ้นที่แคว้นเจียงซี
ถัดมา เพียงเห็นโพธิสัตว์รูปนั้นประสานปลายนิ้วทั้งสิบเป็นวง มือน้อยแบขึ้นรับ แผ่เรียวนิ้วงามประหนึ่งบุปผาใบบุษบงผลิบาน กลางดอกบัวนั้นประคองไว้ซึ่งแสงอำไพบริสุทธิ์สูงส่ง สอดรับดาวฤกษ์เบื้องบน เชื่อมสายโลหิตพิภพเบื้องล่าง แล้วพลันกวัดไกวไปยังทิศทางที่ สวรรค์แห่งความมิมี ปรากฏ
ในพริบตา สายตานับไม่ถ้วนพากันจับจ้อง
ณ เจียงตง ลวี่หยางกลับมีสีหน้าเคร่งเครียด “ตำแหน่งมรรคผล ของโพธิสัตว์รูปนี้คือ ทองคำในเครื่องประดับ! ครานี้นับว่าลงมือเต็มกำลังตั้งแต่แรกเชียว”
แสงอำไพนั้นคือความอัศจรรย์แห่งตำแหน่งมรรคผล ทองคำในเครื่องประดับ มีนามว่า ซ่อนทองคำในห้องหอ
พลังทองคำซ่อนเร้น ร่างกายอาจบกพร่อง ซ่อนในเรือนหอเพื่อเพิ่มรัศมีสำแดงธรรม จึงเรียกว่า ทองคำในเครื่องประดับ ความอัศจรรย์แห่งตำแหน่งมรรคผลนี้ถนัดยิ่งในด้านการลดทอนและการเสริมพลัง!
ฉะนั้น หาก สวรรค์แห่งความมิมี ถูกแสงอำไพนี้โจมตี ก็จะต้องรับนัย “ซ่อนเร้น” ทันที ก่อนอื่นพลังอัศจรรย์ทั้งปวงจะถูกตัดทอนลงสามส่วน จากนั้นลำดับตำแหน่งก็จะร่วงหล่นลงโดยไร้เหตุผล ขณะอีกฝ่ายคือ โพธิสัตว์เป่าเหลียนจั้งฝู กลับจะเพิ่มพลังและยกระดับตำแหน่งขึ้นแทน
“ตูม!”
เพียงชั่วกะพริบตา แสงอำไพนั้นก็โจมตีใส่ สวรรค์แห่งความมิมี อย่างแม่นยำ ทว่าทันใดนั้นกลับพุ่งทะลวงผ่านไปโดยไร้สิ่งขวางกั้นราวกับมิได้มีสิ่งใดอยู่ตรงหน้า
“…หืม?”
เมื่อเห็นภาพนี้ โพธิสัตว์เป่าเหลียนจั้งฝู ก็ขมวดคิ้วงามทันที ความรู้สึกที่ความอัศจรรย์ตอบกลับมา ให้ความรู้สึกราวกับมิได้กระทบสิ่งใด
‘คล้ายจริงคล้ายลวง…เป็นไปได้อย่างไร?’
ครานั้นไม่เพียงแต่ โพธิสัตว์เป่าเหลียนจั้งฝู เท่านั้น แม้แต่เหล่าเจินจวินทั้งหลายก็ล้วนเผยสีหน้าประหลาดใจ ต่างมองออกถึงความแปรเปลี่ยนล้ำลึกในชั่วพริบตาเมื่อครู่
‘ความอัศจรรย์แห่งตำแหน่งมรรคผล?’
นี่คือสิทธิพิเศษที่มีเพียงตำแหน่งมรรคผลที่ถูกต้องตามแบบแผนเท่านั้นที่ครอบครองได้ มีเพียงใช้วิชาถ้ำสวรรค์โอสถทองคำจึงจะสามารถที่จะชักนำออกมาได้ ตำแหน่งมรรคผลนอกรีตทั่วไปย่อมมิอาจมีความอัศจรรย์เช่นนี้
ทว่าบัดนี้ สวรรค์แห่งความมิมี กลับแสดงวิธีการที่คล้ายคลึงกับตำแหน่งมรรคผลที่ถูกต้องตามแบบแผน แม้จะยังมีช่องว่างอยู่บ้าง แต่ก็มิได้ห่างไกลนัก — ก็เพราะความอัศจรรย์ที่สลับระหว่าง จริง กับ ลวง ได้เช่นนี้เอง จึงทำให้ สวรรค์แห่งความมิมี หลบเลี่ยงแสงอำไพของ โพธิสัตว์เป่าเหลียนจั้งฝู ไปได้!
ในเรื่องนี้ แม้แต่ลวี่หยางก็ยังอดประหลาดใจมิได้
‘ชาติก่อน แม้เจ้าเฒ่าจงกวงจะเคยใช้วิธีคล้ายกัน แต่ดูราวกับจะไม่เก่งกาจเท่าท่านบรรพชน ถึงขนาดต้านทานความอัศจรรย์แห่งตำแหน่งมรรคผลได้เชียวหรือ?’
ในขณะนั้นเอง สวรรค์แห่งความมิมี ก็สั่นสะเทือนขึ้นมา
ถัดจากนั้น พลันปรากฏร่างหนึ่งก้าวออกมา รอบกายปกคลุมด้วยหมู่เมฆาเรืองรองบดบังโฉมหน้า เว้นไว้เพียงดวงตาคู่นั้นที่ทอดมองไปทั่วผืนพิภพทั้งสี่ทิศ
ผู้นั้นคือ บรรพชนถิงโยว
ต่างจากจงกวงที่ชาติก่อนมีทั้งแดนมงคลและแก่นแท้ทองคำครบถ้วน สุดท้ายจึงสามารถพิสูจน์ ถ้ำสวรรค์ไท่ซวีบูชาสัจจะ ได้ เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ตนย่อมด้อยกว่าอยู่มาก
‘ข้ามิได้หล่อหลอมแดนมงคล และก็ไม่มีเวลาสกัดแก่นแท้ทองคำ โชคยังดีที่ สวรรค์แห่งความมิมี โดยแก่นแล้วคือตำแหน่งมรรคผลนอกรีต จึงมิจำเป็นต้องใช้สิ่งเหล่านี้ อนึ่ง…ภาพลักษณ์แห่งตำแหน่งมรรคผลนี้ ใช้แล้วช่างคล่องมือยิ่ง แม้พลังโจมตีจะธรรมดา แต่ในการหลบหายนะและเลี่ยงภัยนั้นกลับเลิศล้ำ ทำให้ผู้อื่นยากที่จะปลิดชีพข้าได้’
บรรพชนถิงโยวเงียบงันลิ้มรสความล้ำลึกของตำแหน่งมรรคผลอยู่ชั่วครู่
ครั้นผ่านไปไม่นาน เขาจึงเงยหน้าขึ้น สายตากวาดไปรอบด้าน ละเลียดเฉียดผ่านร่างลวี่หยางอย่างเลือนราง ก่อนจะหันไปยังเจียงหนาน แล้วแย้มยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา
ถัดมา แสงเมฆาที่บดบังโฉมหน้าก็สลายหายไป พร้อมเสียงประกาศก้อง
“ข้าคือถิงโยว พิสูจน์ สวรรค์ไร้กังวล ที่โพ้นทะเล”
“ตูม! ตูม! ตูม!”
ในวินาทีนั้นเอง เดิมที นิกายกระบี่ ยังมิได้มีปฏิกิริยาใด ทว่ากลับปั่นป่วนขึ้นทันที เด็กหนุ่มผู้หนึ่งถือกระบี่ ลุกพรวดขึ้นจากผาจี๋เทียน จ้องมองไปทางโพ้นทะเลด้วยแววตาตะลึงงัน
เฉิงเทียนเจิ้งเต๋อเจินจวิน : “???”
ข้าพึ่งได้ยินอะไรนะ? ถิงโยวได้เป็นเจินจวินแล้วงั้นรึ?
เป็นไปไม่ได้!
ชั่วขณะนั้นเอง เฉิงเทียนเจิ้งเต๋อเจินจวิน แทบจะตกอยู่ในความสงสัยในตนเองที่ยากจะยับยั้ง ใบหน้าหล่อเหลาของเขาถึงกับบิดเบี้ยวไปหลายครา
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
เห็นดังนั้น บรรพชนถิงโยวก็พลันหัวเราะก้องออกมา
ท่ามกลางเสียงหัวเราะนั้น แก่นแท้แห่งมวลบุปผา, ทะเลโศกาท่วมท้น, ข้ามสายน้ำแห่งความหลง, เพลงแห่งห้วงแค้นนิรันดร์, และ มรดกสืบทอด กลับทยอยปรากฏรอบกายเขา
“แกร๊ก!”
ทันใดนั้นเอง พร้อมเสียงแตกร้าวดุจแก้วผลึก ทุกสิ่งก็เป็นไปดั่งที่ลวี่หยางคาดไว้ — หลังจากที่รากฐานถูกแย่งชิงไป เหล่าเจินจวินก็ทยอยถูกบังคับให้ซ่อนเร้นตามลำดับ
ลำดับในการซ่อนเร้น ขึ้นอยู่กับ ระดับพลังและความรู้ความสามารถ
เฉิงเทียนเจิ้งเต๋อเจินจวิน คือผู้แรก ถัดมาคือ โพธิสัตว์เป่าเผิงสุ่ยเยวี่ย กลางห้วงฟ้าสูง เหล่าดาวฤกษ์ตำแหน่งมรรคผลพลันดับสูญทีละดวง
ทว่า บรรพชนถิงโยวกลับยังไม่อิ่มพอ
‘…ยังไม่พอ!’
บรรพชนถิงโยวผ่อนลมหายใจยาว แม้เหล่าเจินจวินจะจากไป แต่ก็รู้ได้ชัดว่าลวี่หยางยังต้องเผชิญอุปสรรคมากมาย ซึ่งตนก็ไม่อาจยื่นมือถึง
‘ข้าจำต้องทำมากกว่านี้’
เพียงแค่เจินจวินทั่วทั้งใต้หล้าซ่อนเร้น…ช่างห่างไกลเกินกว่าจะเพียงพอนัก!
‘ข้าสามารถที่จะทำได้มากกว่านี้!’
ชั่วพริบตาเดียว ร่างของบรรพชนถิงโยวยิ่งเลือนราง ก่อนจะเปิดริมฝีปากเปล่งสุรเสียงฟ้าก้อง แฝงพลังยิ่งใหญ่ไร้รูปโฉม แผ่ซ่านไปทั่วใต้หล้าสี่ทิศ
“ข้าพิสูจน์ สวรรค์ไร้กังวล สถาปนา สวนสุขนิรันดร์ ใต้หล้านี้ไม่ว่าผู้บำเพ็ญเพียรหรือปุถุชน ล้วนสามารถที่จะถูก สวนสุขนิรันดร์ นำทาง ขอเพียงทำภารกิจสำเร็จ ก็จะสามารถที่จะได้รับสืบทอดวิชาบำเพ็ญเพียร วิชาเทพ สมบัติวิญญาณ วัตถุดิบวิญญาณ…สวนสุขนิรันดร์ มิได้เพื่อการอื่น มีเจตนาที่จะเปิดเส้นทางสู่ความก้าวหน้าให้แก่คนทั่วทั้งใต้หล้า…”
เจียงตง ลวี่หยางผ่อนลมหายใจขุ่นออกยาว
เพราะในยามที่เสียงของบรรพชนถิงโยวก้องกังวานทั่วหล้านั้นเอง พลันมีกระแสพลังยิ่งใหญ่สายหนึ่ง อาศัยสายสัมพันธ์ระหว่างวิญญาณธงกับนายธง ร่วงหล่นสู่ ธงหมื่นวิญญาณ อย่างไร้ที่มา
‘นี่มัน…’
ลวี่หยางเพียงกวาดจิตเทวะตรวจ ก็พลันเข้าใจในทันทีว่านี่คือสิ่งใด — สิทธิ์ควบคุม สวนสุขนิรันดร์ ที่บรรพชนถิงโยวส่งมอบมาให้โดยตรง
‘สวนสุขนิรันดร์…ตัวตนที่ซ่อนเร้นอย่างยิ่ง ฝังรากอยู่ในทุกฝ่ายอำนาจใหญ่ ทว่ากลับหลุดพ้นจากการครอบงำของทุกฝ่าย หากข้าครอบครองมันได้ ก็เท่ากับครอบงำผู้บำเพ็ญเพียรที่ถูกสวนสุขนิรันดร์เลือกไว้ทั้งหมดโดยอ้อม สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์ใหญ่หลวงต่อพิธีกรรมในการปกครองใต้หล้าในอนาคตของข้า!’
ลวี่หยางเงยหน้ามองสู่ สวรรค์ไร้กังวล
ในห้วงเลือนราง เขาราวกับเห็นบรรพชนถิงโยวในยามนี้ก็ก้มศีรษะอยู่เช่นกัน สายตาทั้งคู่ประสานกันกลางอากาศ ก่อนที่อีกฝ่ายจะส่งรอยยิ้มแฝงความคาดหวังให้
‘บรรพชน…’
สิ่งที่ท่านพิสูจน์นั้น คือ สวรรค์ไร้กังวล หาใช่ สวรรค์แห่งความมิมี
นั่นไม่เพียงเพราะบรรพชนถิงโยวได้ปรับเปลี่ยน สวรรค์แห่งความมิมี เพียงเล็กน้อย หากแต่ยังเพราะในนั้นสืบทอดความปรารถนาและวิสัยทัศน์ของท่านอยู่ด้วย
‘เพียงหวังให้ศิษย์รุ่นหลัง หนทางข้างหน้าไร้ซึ่งกังวล…’
วินาทีนั้นเอง สวรรค์ไร้กังวล ก็เร้นหายเข้าสู่ความลี้ลับ
แม้ผ่านทาง ธงหมื่นวิญญาณ ก็ไม่อาจติดต่อถึงบรรพชนถิงโยวได้อีก มิใช่ว่ามีผู้ใดตัดขาด หากแต่ราวกับระยะห่างระหว่างกันไกลเกินเอื้อม
“…ฟู่!”
ลวี่หยางปิดตา ถอนลมหายใจยาว ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงใจกลับคืนสู่ความสงบ
ทันใดนั้นเอง บัญญัติแห่งมรรคาแคว้นเซียน ก็ประทานสารลงมา —
‘จักรพรรดิเจียโย่ว สามมหาเสนาบดีใกล้จะซ่อนเร้น’
‘มีราชโองการด่วนให้เหล่าขุนนางเข้าวัง!’