เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect - บทที่ 603 พันธมิตรนอกรีตผู้เป็นหนึ่งใจเดียวกัน?
- Home
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect
- บทที่ 603 พันธมิตรนอกรีตผู้เป็นหนึ่งใจเดียวกัน?
บทที่ 603 พันธมิตรนอกรีตผู้เป็นหนึ่งใจเดียวกัน?
เทียนฝู่ เมืองเหมิงเวย
ลวี่หยางและปานซานร่อนลงสู่ใจกลางเมืองด้วยกัน
ทว่าในขณะนั้นเอง เสียงตวาดโกรธเกรี้ยวกะทันหันพลันระเบิดกึกก้องกลางฟ้าดิน ตามติดด้วยเสียงที่สอง เสียงที่สาม… ฟาดกระแทกลงบนร่างของลวี่หยางอย่างรุนแรง
“อสูรร้ายจากแห่งใด กล้าล่วงล้ำพันธมิตรนอกรีตของข้า!”
“เป็นผู้ใด? คิดอยากตายงั้นหรือ!”
ระหว่างเสียงพูด เงาร่างสายแล้วสายเล่าปรากฏออกมาทีละตน ทีละตน… แต่ละร่างกลับล้วนมีตำแหน่ง เจินจวิน ประดับอยู่ ในพริบตานั้นบันดาลให้ฟ้าดินสะท้านไหว
‘ไม่น้อยแฮะ’
ลวี่หยางลอบรู้สึกแปลกใจ หากนับรวมปานซานเข้าไป เมืองเหมิงเวยเล็กๆ แห่งนี้กลับมีเจินจวินนอกรีตถึงเจ็ดตน วางไว้ในเซียนซูก็ใช่ว่าจะมองข้ามได้
ถึงที่สุดแล้ว เจ็ดเจินจวินนอกรีตร่วมมือกัน แม้ล้วนเป็น เจินจวินลำดับห้า ก็เพียงพอที่จะทุบตี [เฉิงเทียนเจิ้งเต๋อเจินจวิน]ได้ เพราะเมื่อจำนวนกลายเป็นความได้เปรียบเด็ดขาด คุณภาพที่ด้อยก็จะกลายเป็นข้อบกพร่องที่ถึงตายอย่างแท้จริง หากเปิดศึกกันขึ้นมา อีกฝ่ายอาจถึงขั้นเสี่ยงชีวิต
‘แน่นอน หากเปลี่ยนเป็นข้าก็ไม่เป็นปัญหา’ ลวี่หยางนึกในใจ
‘แค่พวกนอกรีตต่ำต้อย ต่อให้เจ็ดสิบหรือเจ็ดร้อย ก็ถูกตำแหน่งของข้ากดทับตาย ฆ่าได้เหมือนหั่นแตงหั่นผัก!’
ทว่าภายนอก ลวี่หยางยังคงเผยสีหน้าตระหนกตกใจ
“นี่…นี่มัน…สหายคิดจะสังหารข้างั้นรึ?”
เห็นเขาแสดงท่าทีเช่นนี้ ไม่ว่าปานซานหรือเจินจวินนอกรีตอีกหกตนที่แสร้งทำเป็นไม่รู้แต่แท้จริงรู้อยู่แล้ว ต่างก็หัวเราะกันอย่างเริงใจ
‘โง่งมไปแล้วล่ะสิ? ไม่เคยนึกมาก่อนใช่ไหม?’
‘เราชอบที่สุดก็คือดูพวกเจ้าที่มาจากนอกฟ้า ขดตัวอยู่ในเทียนฝู่ต้องคอยขอเศษบุญก้อนข้าว ถ้าไม่ข่มเหงให้เข็ด ก็เสียเวลาที่พวกเราอุตส่าห์ปักหลักอยู่ที่นี่มาตั้งนาน!’
แน่นอน การข่มขวัญเพื่อแสดงอำนาจเป็นสิ่งหนึ่ง แต่อย่าถึงกับทำให้ผู้คนตื่นกลัวจนหมดสติไปจริงๆ ก็พอ
ไม่นานนัก ปานซานก็รีบก้าวออกมาเอ่ยว่า
“ท่านทั้งหลาย เรื่องนี้เข้าใจผิด… ท่านหมิงเหอผู้นี้ก็เหมือนกับพวกเราก่อนหน้านี้ ล้วนเป็นผู้หลบหนีภัยมา เขาเองก็มีใจอยากเข้าร่วมพันธมิตรนอกรีตของเรา”
คำพูดของปานซานกล่าวออกมาต่อเนื่อง น้ำเสียงเรียบจริงใจไม่คล้ายเสแสร้ง
และภายใต้การเกลี้ยกล่อมของเขา สีหน้าของเจินจวินนอกรีตอีกหกตนก็พลันดูดีขึ้นไม่น้อย กระแสอาฆาตดุจกระบี่เชือดที่เพิ่งพุ่งออกมาก็อ่อนแรงลงในบัดดล
ทว่าในสายตาของลวี่หยางกลับฉายชัดถึงความรู้สึกเย้ยหยัน
‘จะมาเล่นมุกนี้กับข้ารึ?’
‘ข้าเคยพูดตอนไหนว่าอยากเข้าร่วมพันธมิตรนอกรีตของพวกเจ้า?’
‘คนหนึ่งทำหน้าใจดี อีกคนทำหน้าดุ จะให้เรื่องกลายเป็นข้อเท็จจริงตั้งแต่แรกเลยงั้นหรือ? หวังใช้ข้าเป็นคนนอกมาเอาเปรียบ?’
‘ถ้าเปลี่ยนเป็นใครที่ไม่เคยผ่านโลกมาก่อน คงถูกข่มขวัญเอาไว้จนหลงเชื่อ คิดว่าปานซานยืนอยู่ข้างตัวเองเสียด้วยซ้ำ แถมอาจรู้สึกซาบซึ้งอีกต่างหาก’
‘แต่มองจากสายตาข้า วิธีแบบนี้กลับหยาบเกินทน วางไว้ในสถานที่บัดซบสักแห่ง ขนาดผู้บำเพ็ญเพียรขั้นรวมลมปราณยังดูออกไม่ยากเลย’
ชั่วพริบตา ปานซานก็หันหน้ากลับมา
“ไม่ต้องกังวล ท่านหมิงเหอ ทุกอย่างจบแล้ว เป็นเพียงความเข้าใจผิด พูดกันให้เข้าใจก็ไม่มีปัญหา ยังไงเสียต่อจากนี้ไป พวกเราก็เป็นสหายร่วมพันธมิตรนอกรีตแล้ว”
ซวบ ซวบ ซวบ…!
สิ้นคำของปานซาน ลวี่หยางก็พลันรู้สึกถึงสายตาของเจินจวินนอกรีตอีกหกตนจ้องมาทางตนในทันใด โดยไม่ต้องมีคำพูดใด กระแสกดดันสายหนึ่งก็ถูกสานขึ้นในความว่างเปล่า
‘หยาบ… หยาบเกินไปแล้ว’
‘สุดท้ายก็ยังคงใช้พลังบีบบังคับ กลับยิ่งทำให้ฉากเมื่อครู่ดูฝืนไร้รสนิยม พันธมิตรนอกรีตนี่ช่างไม่มีฝีมือจริงๆ!’
แต่นั่นก็ไม่อาจโทษพวกเขาได้
เพราะเจินจวินนอกรีตนั้น การจะฝืนพาตัวเองให้เอื้อมถึงคำว่า เจินจวิน ได้ก็แทบนับว่ายากเย็นยิ่งนัก ไหนเลยจะเคยผ่านการฝึกฝนลึกซึ้งในเซียนซู ฝีมือด้อยไปบ้างก็เป็นธรรมดา
ลวี่หยางลอบส่ายหน้า แต่ภายนอกกลับพยักหน้าอย่างมั่นคง
“แน่นอนๆ พวกเราล้วนเป็นเจินจวินนอกรีตเช่นเดียวกัน ย่อมควรช่วยเหลือเกื้อกูลกัน”
“ฮ่าๆๆ ดีมาก!”
ปานซานหัวเราะร่า ยกมือมาตบไหล่ลวี่หยางป้าบหนึ่ง จากนั้นก็หยิบแผ่นหยกออกมาชิ้นหนึ่งแล้วยื่นมาตรงหน้าเขา
“นี่คือคัมภีร์สัญญาเข้าร่วมพันธมิตรของเรา”
“ท่านในเมื่อจะเข้าร่วมกับพันธมิตรนอกรีตเรา ก็รีบลงนามเถิด”
“…คัมภีร์สัญญา?”
คิ้วลวี่หยางกระตุกน้อยๆ ก่อนจะมองแผ่นหยกที่มีชื่อว่า [คัมภีร์สัญญาเข้าสู่พันธมิตรนอกรีตผู้เป็นหนึ่งใจเดียวกัน] จากนั้นจึงปล่อยจิตเทวะกวาดผ่านเบาๆ
เนื้อหาในคัมภีร์สัญญาก็พลันกระจ่างในใจ
‘ไม่ต่างกับ【ข้อควรทราบสำหรับผู้ใช้】ของยันต์เซียนมหามรรค ใช้ถ้อยคำอ้อมค้อมซ้ำซากเต็มไปหมด แต่หากกลั่นแก่นใจความจริงๆ ก็มีอยู่ไม่กี่ประโยคเท่านั้น’
[ข้าพเจ้าหมิงเหอ ยินยอมที่จะมอบสิทธิ์ในพลังวิชาและพลังปราณให้แก่พันธมิตรนอกรีตผู้เป็นหนึ่งใจเดียวกัน อนุญาตให้พันธมิตรนอกรีตอาศัยสิ่งนี้กู้ยืมจากสมาคมเซียนฟ้าดิน หนี้สินที่เกิดขึ้นทั้งหมดล้วนโดยข้าพเจ้าเป็นผู้รับผิดชอบ พันธมิตรนอกรีตมิได้รับผิดชอบผลกระทบใดๆ ทั้งยังหากข้าพเจ้าขายตำแหน่งมรรคผลของตนเอง พันธมิตรนอกรีตมีสิทธิ์ในการซื้อก่อน]
‘เจ้าเดรัจฉาน!’
ลวี่หยางมองพลางหางตากระตุก แม้จะเป็นเพียงกลลวงสัญญาชั้นต่ำ แต่กลับยังบังเกิดความรู้สึกถูกเหยียบย่ำและอับจนหนทางอย่างถึงที่สุด
‘บัดซบ ไม่มีสถานที่ไหนดีเลยจริงๆ!’
ลวี่หยางรู้สึกสิ้นหวังกับสถานที่บัดซบแห่งนี้โดยแท้ ไหนล่ะที่ว่าเป็นโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรสายธรรมะอันแท้จริง? ทะเลแห่งแสงนอกฟ้าอันกว้างใหญ่ ทำไมผู้คนแต่ละตนถึงเลวร้ายกันได้ถึงเพียงนี้?
“…ท่าน? เกิดอะไรขึ้นหรือ? รีบลงนามเถอะ”
เห็นลวี่หยางกลับอ่านคัมภีร์สัญญาอย่างตั้งใจจริง สีหน้าของปานซานก็เริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าก็ค่อยๆ จางหาย
เจ้าคนต่างถิ่นผู้นี้ กลับระมัดระวังนัก
‘ก็ถูกแล้ว ไหนๆ ก็หนีมาจากสถานที่วิปริตอย่างเซียนซู จะมีจิตระวังภัยบ้างก็ไม่แปลก คนหัวทื่อไม่ทันคนคงโดนกินเกลี้ยงไปหมดแล้ว’
‘แต่น่าเสียดาย รู้ทันแล้วจะเป็นอะไรไป?’
‘ไหนๆ ก็ตามข้ามาถึงนี่แล้ว เข้ามาในเมืองเหมิงเวยแล้ว จะทำอย่างไรได้ก็ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะเลือกเองอีกต่อไป! คัมภีร์สัญญาแห่งมหามรรคนี้ เจ้าจะลงนามก็ต้องลงนาม ไม่ลงนาม…ก็ต้องลงนามอยู่ดี!’
ความมั่นใจของปานซานเรียกได้ว่าเต็มเปี่ยม ถึงที่สุดแล้ว ทั้งเขาและอีกฝ่ายก็ล้วนเป็น เจินจวินนอกรีต เช่นเดียวกัน แต่เมื่อดูจากจำนวนแล้ว ฝั่งเขามีถึงเจ็ดต่อหนึ่ง ไม่ว่าจะมองมุมใด ความได้เปรียบย่อมอยู่กับตน
‘บีบให้มันลงนามคัมภีร์สัญญาก่อน จากนั้นเอาคัมภีร์สัญญาไปกู้หนี้ก้อนใหญ่จากสมาคมเซียนฟ้าดิน ลงหลักผูกพันแน่นหนา ให้มันจ่ายแต่ดอกเบี้ยก็แทบไม่พอ หยิบของดีบนตัวมันออกมาให้หมด สุดท้ายจ่ายไม่ไหว ตำแหน่งมรรคผลโดนยึด แล้วพวกเราก็รวมเงินกันซื้อมาใช้ต่อ!’
การแลกเปลี่ยนแค่รอบเดียว ตำแหน่งมรรคผลก็หลุดลอยมาอยู่ในมือเรียบร้อย
ถึงที่สุดแล้ว เจินจวินจากนอกภพ แม้จะเต็มใจเข้าร่วมพันธมิตรนอกรีต แต่ไหนเลยจะเทียบกับเจินจวินที่ทางพันธมิตรสร้างขึ้นมาเองได้?
นี่เองจึงเป็นเหตุผลหลักที่ปานซานไม่ตรวจสอบอะไรให้มากความก็กล้าพาลวี่หยางเข้ามา
‘ต้องรีบก่อนเจ้าหน้าที่จากสมาคมเซียนฟ้าดินมาถึงจดชื่อและลงทะเบียน ให้ลงนามคัมภีร์สัญญาเสียก่อน ทีนี้เราก็สามารถซื้อขายตำแหน่งมรรคผลของมันได้อย่างถูกต้องตามกฎ!’
คิดมาถึงตรงนี้ ปานซานก็ยังอดตื่นเต้นไม่ได้
‘ถ้านับเจ้าหมิงเหอคนนี้ด้วย เราก็มีเจินจวินถึงแปดตนแล้ว ถ้าได้อีกหนึ่ง ครบเก้าตนเมื่อไร ก็สามารถยื่นขอขึ้นชั้นหกได้ในทันที!’
“ท่าน อย่าได้อิดออดนัก”
ปานซานเอ่ยเร่งเสียงเข้ม น้ำเสียงก็มีแรงข่มขู่เพิ่มขึ้นหลายส่วน
“หรือว่า…ท่านไม่กล้าลงชื่อกันแน่? หรือที่แท้ในใจกำลังคิดร้ายต่อเทียนฝู่ของเรา?”
“อีกเดี๋ยวเจ้าหน้าที่จากสมาคมเซียนฟ้าดินก็มาถึงแล้ว การที่ท่านบุกรุก ภพสวรรค์ โดยพลการ ถือเป็นความผิดร้ายแรง หากไม่มีพันธมิตรของเรารับรอง ท่านคิดหรือว่าเจ้าหน้าที่จะเมตตา?”
“ถึงเวลานั้น เกรงว่าจะไม่ใช่แค่ จิตวิญญาณสูญสิ้น เท่านั้น… ท่านเองก็คงไม่อยากตายกระมัง?”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ สีหน้าของปานซานก็ยิ่งขรึมหนักแน่นขึ้น
“ท่าน อย่าได้หวังลมๆ แล้งๆ อีกเลย หาไม่แล้ว…เมื่อท่านเจ้าหน้าที่จากสมาคมเซียนฟ้าดินมาถึง ข้าก็จะบอกว่าท่านคือเจ้ามารร้ายที่เซียนซูส่งมา!”
“เจ้า! ไร้ยางอายนัก!”
ลวี่หยางเผยสีหน้าโกรธแค้นสุดขีด “ถึงกับกล้าใส่ร้ายผู้บริสุทธิ์ถึงเพียงนี้!”
“เจ้าคนโง่” ปานซานไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย “เจ้ามารจากเซียนซูพวกนั้นเก่งขนาดนั้น แน่นอนว่าย่อมมีจุดให้เรียนรู้ เราแค่หยิบยืมบางอย่างมาเท่านั้นเอง”
ทว่าในวินาทีนั้น ลวี่หยางกลับส่ายหน้าด้วยความเดือดดาล
“พวกเจ้าฝันไปเถอะ! อย่าคิดจะบีบบังคับข้า ข้าไม่ลงนาม!”
“กลางวันแสกๆ ฟ้าดินแจ่มกระจ่าง ข้าไม่เชื่อว่าพวกเจ้าจะพลิกขาวเป็นดำได้! ข้าดำรงตนตรง ย่อมไม่กลัวเงาเบี้ยว ต่อให้ต้องให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ก็ยินดี!”
คำพูดนี้หลุดออกมา ปานซานก็ขมวดคิ้วแน่นในบัดดล ลอบสบถในใจหนึ่งคำ ‘ซวยแล้ว’
‘เจ้าหมอนี่มันหัวแข็งไม่เบา แถมยังยึดถือแต่ความถูกต้องแบบสุดโต่งอีกด้วย…ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นคนจากสายธรรมะจริงๆ!’