เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect - บทที่ 623 สุริยันสถิตมือ โอกาสแห่งมหันตภัย?
- Home
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect
- บทที่ 623 สุริยันสถิตมือ โอกาสแห่งมหันตภัย?
บทที่ 623 สุริยันสถิตในมือ วาสนาแห่งมหันตภัย?
ขณะนั้นเอง ลวี่หยางยกฝ่ามือขึ้นเหนือศีรษะ
เพียงท่วงท่าเรียบง่ายหนึ่ง กลับเหมือนแบกรับพลังหมื่นจวิน ราวกับในมือของเขามิใช่ความว่างเปล่า หากคือฟ้าดินไร้ขอบเขต
“ตูม! ตูม! ตูม!”
วินาทีถัดมา [ไท่อิน] ที่เพิ่งจะชำระบัญชีเซียนจวินกู่หมิงก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ประกายแสงมายาชั้นแล้วชั้นเล่าก็รวมตัวกัน ครั้งนี้กลับนำลวี่หยางมาไว้ในนั้น
แต่แตกต่างจากตอนที่ใช้จัดการกู่หมิงเซียนจวินอันเย็นเยียบและกระหายสังหาร ครานี้ ภาพลักษณ์ที่ปรากฏกลับแนบแน่นเป็นกันเองถึงที่สุด ถึงขั้น สอดประสานกับภาพลักษณ์แห่งเงินตรา ที่อยู่ข้างกายลวี่หยาง ตอบรับเขาไปพร้อมกัน
ถัดจากนั้น เงาร่างหนึ่ง ก็ปรากฏขึ้นกลางแสงจันทา รูปโฉมงดงาม ใบหน้าเยือกเย็นสงบ เสียงของนางเอ่ยแผ่วเบาแต่ชัดเจน:
“ท่านแน่ใจหรือไม่…ว่าจะ ซื้อ ตำแหน่งมรรคผล?”
“ถูกต้อง”
ลวี่หยางพยักหน้ารับ แต่ในใจก็อดรู้สึกประหลาดอยู่เงียบๆไม่ได้ เพราะในแง่หนึ่ง สิ่งที่เขากำลังกระทำอยู่นี้ ก็คือ การแสวงหาโอสถทองคำ ขึ้นสู่ตำแหน่งที่เป็นเอกลักษณ์ของเทียนฝู่แล้ว
เพียงแต่…หากเป็นผู้บำเพ็ญเพียรแห่งเทียนฝู่ หากต้องการเดินมาถึงขั้นนี้ ย่อมต้องทุ่มเททั้งชีวิต ละลายทรัพย์ของตนทั้งสามรุ่น สิบรุ่น หรือกระทั่งร้อยรุ่น ถึงจะรวบรวมเงินพอซื้อ ตำแหน่งมรรคผล ได้
แต่เขากลับอาศัยเพียง การเก็งกำไรยันต์ไร้กังวล ใช้เวลาแค่สามปีก็ทำได้สำเร็จ ยิ่งกว่านั้น ยังเร็วกว่าตอนอยู่ในเซียนซูเสียอีก
“ข้าต้องการจะพิสูจน์ [สุริยันที่ธารา]”
“ทว่ามิใช่ว่าพิสูจน์ให้แก่ข้า หากแต่เป็นให้แก่ศิษย์ข้า” เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ลวี่หยางพลันเปลี่ยนทิศทางของคำพูด หันสายตาไปยังเบื้องล่าง “เต้าเสวียน เจ้าออกมาเถอะ”
อู๋เต้าเสวียน: “???”
ในยามนั้น ไม่เพียงแต่อู๋เต้าเสวียนจะตะลึงงัน แม้แต่เหล่าเจินจวินของพันธมิตรนอกรีตคนอื่น ๆ ก็พากันตกตะลึงไปตามกัน จากนั้นในแววตาก็ปรากฏความริษยาอย่างรุนแรง
เหตุใดถึงเป็นเขา?
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทุกคนก็ประจบสอพลอท่านหมิงเหอด้วยกันแท้ ๆ เหตุใดท่านหมิงเหอจึงเลือกเขาเพียงผู้เดียว? เขามีเส้นสายลับๆอะไรหรือไม่?
นี่มันไม่สมเหตุสมผลเลย!
หากเทียบกับความอิจฉาริษยาของคนอื่นแล้ว อู๋เต้าเสวียนกลับสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะรู้สึกตัวขึ้นมาอย่างฉับพลัน สีหน้าพลันเอ่อล้นด้วยความปลาบปลื้มยากจะระงับ
วินาทีถัดมา เขาก็ขับแสงเร้นเหินฟ้าขึ้นไปทันที
“ท่านอาจารย์! ตำแหน่งมรรคผลนี้… ท่านจะมอบให้ข้าหรือขอรับ?”
ร่างของอู๋เต้าเสวียนสั่นระริกเล็กน้อย แม้ด้วยขอบเขตเจินจวินของเขาจะไม่มีทางได้ยินผิดแน่ แต่เจ้าตัวยังคงไม่กล้าเชื่อว่าตนได้ยินสิ่งใดเมื่อครู่
จนกระทั่งลวี่หยางยิ้มพลางพยักหน้าเบาๆ
“ไม่ต้องสงสัย ตำแหน่งสุริยันนี้..คือมอบให้เจ้า ไม่เพียงเท่านั้น อนาคตข้ายังจะพาทุกคนไปแสวงโชค หารายได้ ซื้อหาตำแหน่งมรรคผลให้มากยิ่งขึ้น!”
หลังจากไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้ว ลวี่หยางจึงเลือกที่จะไม่พิสูจน์ตำแหน่งมรรคผลสุริยันด้วยตนเอง
เหตุผลนั้นเรียบง่าย สุริยันเป็นตำแหน่งที่มีสถานะสูงในเทียนฝู่ อาจมีความขัดแย้งกับ【เพลิงบนสวรรค์】ที่เขาถือครองอยู่ หากเป็นเช่นนั้น อาจกลับกลายเป็นเปิดเผยตัวตนเสียเอง
“แน่นอน เงินที่ซื้อ ตำแหน่งมรรคผล ข้านับว่าเป็นการให้เจ้ากู้ยืมไว้ก่อน วางใจเถิด ข้าถือว่าเป็น เงินกู้ไร้ดอกเบี้ย หลังจากเจ้าได้บรรลุเป็นเจินจวินสายหลักแล้ว ค่อย ๆ หาเงินมาคืนข้าก็ยังทัน แน่นอน ข้าเองก็ไม่อาจไม่มีหลักประกันอันใดเลย เช่นนั้น…เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ข้ายอม ขาดทุนเล็กน้อย เจ้าก็นำเอา ตำแหน่งมรรคผล[จารึกฟ้า] ของเจ้ามาจำนำไว้กับข้าเถิด”
“ขอบพระคุณท่านอาจารย์!”
อู๋เต้าเสวียนโค้งคำนับลึกด้วยใจจริง กล่าวออกมาอย่างซื่อตรง ส่วน จารึกฟ้า นั้นหรือ…ของนอกรีตขยะพรรค์นั้น อย่ามาเฉียดใกล้ข้าอีก!
จากนี้ไป ข้าคือเจินจวินสายหลักผู้สูงศักดิ์แล้ว!
ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย อู๋เต้าเสวียนตัดมหามรรคของตนโดยตรง ดึงตำแหน่งมรรคผลจารึกฟ้าออกมา จากนั้นก็กระโจนเข้าสู่สุริยันโดยไม่คิดชีวิต
“การแลกเปลี่ยน…สำเร็จแล้ว”
เมื่อเห็นฉากเบื้องหน้า…หญิงสาวโฉมงามผู้ก้าวออกจากแสงจันทร์ก็พยักหน้าเบาๆ ทว่าทันทีที่ลวี่หยางคิดว่านางจะจากไปในทันที
“…..หึหึ”
กลับเห็นหญิงสาวเบือนใบหน้าอันงดงามหมดจดไปเล็กน้อย ใบหน้าที่ไร้ที่ตินั้นกลับเผยรอยยิ้มออกมาช้าๆ “ครานี้ยังต้องขอบคุณศิษย์น้องแล้ว”
“!!!”
ยังไม่ทันที่ลวี่หยางจะได้ตอบโต้ใดๆ ร่างของนางก็จางหายไปท่ามกลางแสงจันทร์ จากนั้น ภาพลักษณ์แห่งไท่อิน ทั้งปวงก็พลันสลายสิ้น เหลือเพียงเขาผู้เดียวที่ยืนนิ่งงันอยู่ในที่นั้น
‘ศิษย์น้อง…นางเรียกข้าว่าศิษย์น้องงั้นหรือ!?’
‘นางคือมหาเซียนไท่อินหรือ? มหาเซียนไท่อินเป็นศิษย์พี่…ศิษย์พี่หญิงของข้า? เวรเอ๊ย นางมาจากนิกายศักดิ์สิทธิ์? ไม่สิ แต่ที่นี่มันเทียนฝู่ไม่ใช่หรือ?’
ทันใดนั้น ลวี่หยางก็หลุดเข้าสู่ความมึนงงอย่างสมบูรณ์ เพราะตามความเข้าใจเดิมของเขา บรรพจาย์นิกายศักดิ์สิทธิ์ส่งเขามาเทียนฝู่เพื่อปฏิบัติภารกิจทำลายล้างฝ่ายศัตรูเบื้องหลัง ผลลัพธ์คือให้ตายเถอะ กลายเป็นว่ามหาเซียนไท่อินซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดของเทียนฝู่กลับเป็นศิษย์ของนิกายศักดิ์สิทธิ์เสียอย่างนั้น? แบบนี้จะให้ทำลายอะไรอีก ก็รวบรวมรวมเข้าศูนย์กลางเซียนซูไปเลยสิ
‘ไม่ๆ ไม่ใช่แบบนั้น’
ลวี่หยางนึกถึง อั้งเซียว ศิษย์ของนิกายศักดิ์สิทธิ์มิได้หมายความว่าจิตใจจะภักดีต่อนิกาย อั้งเซียว เป็นเช่นนั้น แล้วมหาเซียนไท่อินผู้นี้ก็น่าจะเป็นเช่นเดียวกัน!
‘อั้งเซียว เลือกยมโลก มหาเซียนไท่อินผู้นี้เลือกเทียนฝู่?’
พูดก็พูดเถอะ ทั้งสองคนนี้มีความคล้ายคลึงกันอย่างไม่น่าเชื่อ จ้าวยมโลกนั้นโดดเด่นไม่ต้องเอ่ยถึง ส่วนเทียนฝู่ก็ล้วนเป็นผลสืบเนื่องจากร่างไร้วิญญาณของจ้าววิถีในอดีต
ไม่ว่าผู้ใด ล้วนคือที่มาที่ไปในระดับจ้าววิถี
เมื่อคิดถึงจุดนี้ ลวี่หยางจึงระบายลมหายใจขุ่นออกมาอย่างแรง ‘มหันตภัยพันปี…อาจจะมิใช่แค่การต่อสู้อันดุเดือด หรือการแย่งชิงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง’
แต่คือการแย่งชิงวิถี!
‘ตามที่บันทึกใน【ประวัติศาสตร์เทียม】ของนิกายศักดิ์สิทธิ์ พระผู้เป็นเจ้านั้นได้พิสูจน์มรรคาก่อกำเนิดเมื่อห้าพันปีก่อน และห้าพันปีก่อนก็เป็นช่วงปลายของมหันตภัยพันปีก่อนหน้า แม้วิธีการของพระผู้เป็นเจ้าจะยังไม่ปรากฏแน่ชัด แต่ก็ควรจะเป็นการพิสูจน์มรรคาในมหันตภัยครั้งนั้น!’
แน่นอนว่า จุดน่าสงสัยในเรื่องนี้ยังมีอีกมาก
เช่น พระผู้เป็นเจ้านั้นแท้จริงแล้วเป็นบุคคลในยุคสมัยใด ลวี่หยางก็ไม่อาจแน่ชัดได้เลย
เพราะตามทฤษฎีแล้ว เขาควรจะเพิ่งพิสูจน์มรรคาเมื่อห้าพันปีก่อน ทว่าความจริงกลับปรากฏตัวในฐานะจ้าววิถีก่อกำเนิดมาตั้งแต่เมื่อหลายหมื่นปีก่อนแล้ว
แต่น่าเสียดาย ภายใต้อิทธิพลของ ความอัศจรรย์พื้นฐาน แห่งการ “พลิกกลับเหตุและผล” ของ【ดินกำแพงเมือง】 ประวัติของพระผู้เป็นเจ้าก็ได้ถูกฝังกลบอย่างสิ้นเชิง ผู้คนย่อมไม่มีทางล่วงรู้ได้เลย
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ก็มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้แน่นอน:
‘มหันตภัยพันปี แม้เต็มไปด้วยเคราะห์หายนะ ก็ยังมีทางรอดอยู่ เมื่อมีผู้ชนะแล้วย่อมมีผู้พ่ายแพ้ ท้ายที่สุดก็มีความเป็นไปได้สูง…ที่จะก่อกำเนิดจ้าววิถีขั้นก่อกำเนิดได้ผู้หนึ่ง!’
นี่แหละคือแก่นแท้ของมหันตภัยพันปี!
เจินจวินแย่งชิงมรรคผลมานานพันปี สุดท้ายมีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่อาจได้บรรลุขั้นสูงสุด ผงาดเหนือสรรพสิ่ง
หากไม่เป็นเช่นนี้ จะคู่ควรกับคำว่า “มหันตภัย” ได้อย่างไร? อีกทั้งสิ่งที่ทำให้แม้แต่เจินจวินยังแสดงสีหน้าหวั่นกลัว แย่งชิงอย่างสุดชีวิต นอกจากเส้นทางแห่งจ้าววิถีขั้นก่อกำเนิดแล้ว ยังจะเป็นอะไรได้อีก?
ในขณะนั้น ลวี่หยางมีความคิดมากมายผุดขึ้นในใจ…
ทว่าสุดท้าย เขาก็ยังคงถอนหายใจยาว พลางคืนสู่ความสงบอีกครา
‘หมายสูงเกินไปมิใช่เรื่องที่ควรทำ สิ่งสำคัญยามนี้ คือการตรวจนับผลลัพธ์จากครานี้ให้จบก่อน’
คิดถึงเพียงเท่านี้ ลวี่หยางก็สงบนิ่งลง
พรสวรรค์สีรุ้ง [ศิษย์เป็นแบบอย่างอาจารย์]!
พรสวรรค์นี้ หลังจากสังเคราะห์ขึ้นมาแล้ว ก็ยังไม่อาจได้ใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง ในยามนี้ในที่สุดก็ได้ทุ่มสุดกำลัง ผลักดันกำลังกายและจิตใจของลวี่หยาง
ความรู้ความสามารถ ปรากฏขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด
หากมิใช่เพราะเขายับยั้งไว้สุดแรง ยามนี้คงเผยแสงเรืองรองของ เพลิงบนสวรรค์ ออกมาแล้ว ทว่าเพียงเท่านี้ เขาก็ยังสัมผัสได้ถึงพลังที่พลุ่งพล่าน
เมื่อขึ้นถึงระดับเจินจวินแล้ว ความรู้ความสามารถ ก็มักเป็นพลังโดยแท้
ต่อ ภาพลักษณ์แห่งตำแหน่งมรรคผล หากเข้าใจ ความอัศจรรย์ ได้ลึกซึ้งเท่าใด ความรู้ความสามารถ ก็จะยิ่งสูงส่งมากขึ้นเท่านั้น และ พลัง ก็จะแข็งแกร่งขึ้นตาม
ในทางกลับกัน หาก ความรู้ความสามารถ ไม่พอ แต่ใช้เส้นทางอ้อมบรรลุพลังที่เกินขอบเขตของตน เช่นนั้นก็เหมือนวังลอยฟ้า อาจพังทลายลงได้ทุกเมื่อ
‘…ถึงเวลาแล้ว!’
วินาทีถัดมา ลวี่หยางขยับจิตเพียงนิด ก็ควบแน่น ตำแหน่งมรรคผล [จารึกฟ้า] ซึ่งอู๋เต้าเสวียนทิ้งไว้ ณ ที่นั้น กลืนเข้าธงสั่งสอนวิถีธรรมโดยตรง จากนั้นก็ขับเคลื่อนให้ ถ้ำสวรรค์ กลืนกินเข้าไปในคราเดียว
“ครืน!”
เช่นเดียวกับยามหลอม ธงสั่งสอนวิถีธรรม ภาพลักษณ์ของ เพลิงบนสวรรค์ ถูกลวี่หยางตัดแยกมาอีกครั้ง ส่วนที่เขาจะหลอมในครานี้คือ…ลี่เจี๋ยโปว!
‘ธงสั่งสอนวิถีธรรมแม้จะหล่อหลอมเป็นสมบัติแท้แล้ว แต่ก็เป็นเพียงการยกระดับสมรรถนะจากของเดิมมากกว่า อย่างมากที่สุดก็เพิ่มความอัศจรรย์แห่งการ สั่งสอน ที่สามารถแย่งชิงเจตจำนงของผู้อื่นได้ ทว่าเมื่อนำมาใช้ในการประลองกลับขาดตกบกพร่อง ข้าต้องการสมบัติแท้ที่สามารถมอบความได้เปรียบในการประลองให้ข้าอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด!’
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ลี่เจี๋ยโปว คือทางเลือกที่ดีที่สุด
คิดถึงตรงนี้ ลวี่หยางก็หันไปมอง ตำแหน่งมรรคผลจารึกฟ้า ที่เพิ่งได้มาใหม่อีกครั้ง พลางควบคุมถ้ำสวรรค์เทียนจู่ซือเสวียนให้ค่อยๆ แยกสลายตำแหน่งนั้นและกลืนกินเข้าไป
วินาทีต่อมา สายตาของเขาก็ปรากฏภาพต่างๆ มากมาย
นั่นคือ ภาพลักษณ์ ที่หลงเหลืออยู่ในตำแหน่งมรรคผลจารึกฟ้า เหล่าผู้ครอบครองตำแหน่งมรรคผลจารึกฟ้าในชั่วชีวิตก่อนๆ พลังปราณที่พวกเขาหลงเหลือไว้ก็ล้วนถูกลวี่หยางกลืนกินไปด้วย
ในไม่ช้า ตำแหน่งมรรคผลนั้นก็ถูกเขาย่อยสลายจนหมดสิ้น
จากนั้น ลวี่หยางก็ได้เห็นเจ้าของคนแรกของ [จารึกฟ้า] เจินจวินนอกรีตผู้นั้นที่ได้ประจักษ์ด้วยตาตนเองว่าจ้าววิถีสิ้นชีพ ร่างไร้วิญญาณเปิดเทียนฝู่
จากนั้นเขาก็ชะงักไป
เพราะในวินาทีที่ตำแหน่งจารึกฟ้าถูกกลืนกินจนหมดสิ้น กลับมีประกายทองแยกสลายสายหนึ่งร่วงลงจากกลางอากาศ และภายในยังแว่วเสียงสวดมนต์แบบพุทธออกมาอย่างชัดเจน
“ผู้บำเพ็ญเพียรสายพุทธ?”
เจ้าของรุ่นแรกของ [จารึกฟ้า] คือพระโพธิสัตว์องค์หนึ่งรึ?