เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect - บทที่ 630 ลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ! (คราวนี้ 3 ตอนรวมมาใน 1 บทเลย นักเขียนน่าจะคึก)
- Home
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect
- บทที่ 630 ลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ! (คราวนี้ 3 ตอนรวมมาใน 1 บทเลย นักเขียนน่าจะคึก)
บทที่ 630 ลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ!
‘ไม่ถูกต้อง!’
วินาทีนั้นเอง สีหน้าของ ลวี่หยาง ก็พลันตึงเครียดขึ้นมา ‘ต่อให้ข้าจะพิสูจน์จากความว่างเปล่าก็ตาม ก็ไม่ควรเดินตามวิธีใน “[แผนภาพเปิดมรรคผล]” แบบเป๊ะ ๆ หรอก!’
ในเมื่อสิ่งนั้นมันเป็นของเขาเสียที่ไหนกัน
หากสุดท้ายพิสูจน์สำเร็จขึ้นมา ก็อาจจะกลายเป็น อาหารบ่มเพาะของจ้าววิถีนิรนามผู้นั้น เสียมากกว่า นั่นเป็นถึงจ้าววิถีระดับก่อกำเนิดแท้ ๆ! และกระทั่งบัดนี้ยังไม่รู้เลยว่ามันตายหรือยัง!
ทว่าระลอกความคิดก็เปลี่ยนอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
‘แต่ไม่ว่าจะว่าอย่างไร “[แผนภาพเปิดมรรคผล]” ก็เป็นโชควาสนาของข้า อีกอย่างมหาเซียนไท่อินก็พูดแล้ว ว่าสามารถเริ่มจากเลียนแบบก่อนแล้วค่อยก้าวข้ามไป…เอาเถอะ ลองพิสูจน์ตามดูสักหน่อย ไม่เสียหายอะไร’
เพียงคิดถึงจุดนี้ สีหน้าของลวี่หยางก็พลันเปลี่ยนไปฉับพลัน
“พิสูจน์บัดซบสิ!”
กล่าวจบ ก็เห็นคลื่นกระบี่ “ลี่เจี๋ยโปว” ที่เลื่อนระดับเป็นสมบัติแท้จริง ปรากฏขึ้นในทะเลแห่งจิตสำนึกของเขา ดวงวิญญาณกระบี่ “หมิงเหอ” ก็ทะยานออกมาในบัดดล กำหมัดเล็ก ๆ ซัดใส่วิญญาณของเขารัวไม่ยั้ง
“เหะเหะ ฮ่าๆ!”
เห็นเพียงเงาดรุณเต๋าน้อยเงาหนึ่ง เงื้อหมัดน้อยซัดเป็นพายุ ปัง ปัง ปัง คล้ายไร้พิษสง ทว่าทุกหมัดกลับกวาดล้างความคิด “พิสูจน์จากความว่างเปล่า” ที่อยู่ในใจของลวี่หยางทีละหมัด ทีละหมัด จนเขาถอนหายใจโล่งอกในที่สุด ความคิดประหลาดเช่นนี้…มาจากที่ใดกันแน่?
คิ้วของลวี่หยางขมวดแน่นทันที พลันก็ระแวงถึงใครบางคนขึ้นมา
ไม่ใช่ใครอื่น…นอกจากศิษย์พี่หญิงที่แสนดีของเขา มหาเซียนไท่อิน นั่นเอง สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนเป็นเยือกเย็นในบัดดล
‘ปัญหาอยู่ตรงไหนกันแน่?’
ประการแรก เป็นไปไม่ได้เลยว่าจะถูกล่อลวงโดยไร้ที่มา
‘ข้ามิใช่เจินจวินนอกรีต มิใช่ปลายุ่ยยับไร้ค่าชั้นต้นของเทียนฝู่เหล่านั้น มรรคผลสูงสุดประกอบกับการหนุนเสริมจากถ้ำสวรรค์ เช่นนี้แล้ว ใครเล่าจะควบคุมจิตใจของข้าได้โดยตรง?’
หากเป็นจ้าววิถี…ย่อมเป็นไปได้
แต่หากเป็นจ้าววิถีจริง ตนก็คงไม่อาจฟื้นสติกลับมาได้แล้ว และไม่มีทางใช้อานุภาพของ “ลี่เจี๋ยโปว” ขับไล่อิทธิพลนั้นออกไปได้อย่างง่ายดาย มีแต่จะจมดิ่งไปโดยสมบูรณ์เท่านั้น
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ
‘ควรจะเป็นมหาเซียนไท่อินที่กำลังล่อลวงข้าอยู่ หากเป็นนาง ย่อมไม่อาจล่อลวงโดยไร้ร่องรอยดุจจ้าววิถี ฉะนั้นแล้ว เบื้องหลังเรื่องนี้ย่อมต้องมีสื่อกลางวิเศษบางอย่างเป็นตัวชักนำ’
โชคยังดีที่ไม่ใช่เรื่องคาดเดายากนัก
‘ตำแหน่งมรรคผล [เงินตรา]!’
‘ตอนที่ข้าปั่นกระดาษยันต์ไร้กังวลนั้น ย่อมแนบแน่นกับภาพลักษณ์ของตำแหน่งมรรคผล [เงินตรา]มากเกินไป นี่เองที่เปิดช่องให้นาง…“ศิษย์พี่แสนดี” ของข้าได้ลงมือ!’
เมื่อคิดถึงตรงนี้ สายตาของลวี่หยางก็ยิ่งขมุกขมัวลงเรื่อยๆ
‘ข้าก็ว่าอยู่…ศิษย์พี่จากนิกายศักดิ์สิทธิ์ จะดีงามจากใจได้สักแค่ไหนกัน ที่แท้ก็เพราะเห็นว่าข้ามีค่าพอจะใช้งานได้ นางถึงได้ปกป้องข้าทุกทาง [แผนภาพเปิดมรรคผล]นั่น…ก็เกรงว่าจะตั้งใจทิ้งไว้ให้ข้าแต่แรกแล้ว ข้าว่าพันธมิตรนอกรีตไม่มีทางคู่ควรกับสมบัติล้ำค่าเช่นนั้นแน่’
เช่นนี้แล้ว ทุกอย่างย่อมอธิบายได้หมดสิ้น!
‘เป้าหมายของนาง…ก็คือการให้ข้าพิสูจน์จากความว่างเปล่า!’
‘กระทั่ง…อาจไม่ใช่แค่นางเพียงผู้เดียว แม้แต่ท่านบรรจารย์อาจเป็นอีกคนที่มองเห็นพรสวรรค์อันล้ำเลิศของข้า แล้วจึงส่งข้ามาที่นี่ ก็เพื่อให้ข้าพิสูจน์จากความว่างเปล่า’
มองผิวเผิน นี่คือวาสนา
แต่หากทำตามวิธีใน [แผนภาพเปิดมรรคผล] อย่างเคร่งครัด ผลลัพธ์ย่อมไม่อาจงดงามแน่ นี่มันก็แค่การใช้ข้าเป็นของสิ้นเปลืองเพียงครั้งเดียวเท่านั้น!
ลวี่หยางขมวดคิ้วแน่น ตกอยู่ในห้วงความคิด
‘ไม่…ก็คงไม่ถึงกับเช่นนั้น ถึงแม้ศิษย์พี่แสนดีของข้าอาจมีความคิดเช่นนั้นอยู่บ้าง แต่มิใช่ว่าท่านบรรพจารย์จะคิดเช่นเดียวกัน หากเขาคิดเช่นนั้นจริง เขาคงลงมือด้วยตนเองไปแล้ว’
หากเป็นท่านบรรพจารย์แห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์ลงมือเอง ข้าย่อมไม่มีโอกาสรอดแม้แต่เสี้ยวเดียว
แต่เมื่อท่านบรรพจารย์ไม่ได้ลงมือ ก็เท่ากับยืนยันอย่างหนึ่ง ในสายตาของท่านบรรพจารย์แห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์นั้น ข้ากับมหาเซียนไท่อิน…หาได้แตกต่างกันไม่
นี่คือการเลี้ยงกู่พิษ!
ผู้ชนะกินรวบ ผู้ใดชนะ ผู้นั้นก็จะสามารถที่จะก้าวหน้าไปอีกขั้น
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง:
‘ในสายตาท่านบรรพจารย์ ต่อให้คู่ต่อสู้เป็นมหาเซียนไท่อิน ผู้ครอบครองตำแหน่งมรรคผลโอสถทองคำขั้นปลาย เช่นนั้นแล้ว…ในทางทฤษฎี ข้า ณ ตอนนี้ก็ยังมีโอกาสชนะ!’
ในพริบตา สายตาของลวี่หยางก็พลันส่องประกาย
‘ยังมีโอกาส!’
‘ถูกแล้ว! การที่ข้าสามารถควบคุมความรู้ความสามารถหกปราณแห่งเทียนฝู่ได้รวดเร็วเพียงนี้ ความเป็นไปได้ที่จะพิสูจน์จากความว่างเปล่าของข้า ย่อมอยู่นอกเหนือความคาดหมายของมหาเซียนไท่อิน!’
เพราะทั้งหมดนี้ เป็นผลจาก “ศิษย์เป็นแบบอย่างอาจารย์” ที่นำมาให้!
‘ลองคิดดู หากไร้ซึ่ง ศิษย์เป็นแบบอย่างอาจารย์ ข้าย่อมไม่อาจเร้นกายอยู่เบื้องหลัง แต่ต้องลงมือด้วยตนเอง จึงจะได้ครอบครองความรู้ความสามารถหกปราณของเทียนฝู่’
ภายใต้กฎเกณฑ์ของเทียนฝู่ หากอยากได้ตำแหน่งมรรคผลและความรู้ความสามารถที่คู่ควร ก็จำต้องใช้เงินซื้อ ต้องหาวิธีแสวงหาทรัพย์ ในกระบวนการนี้ ภาพลักษณ์ของตำแหน่งมรรคผล [เงินตรา] ก็จะเกาะกุมยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดโรคภัยฝังลึก ไม่อาจถอนตัว และถูกชักนำอย่างสิ้นเชิง!
‘นี่แหละคือบทที่มหาเซียนไท่อินวางไว้!’
‘กระทั่งตำแหน่งมรรคผลของเทียนฝู่ที่อยู่ใต้เงื้อมมือมหาเซียนไท่อินมาเนิ่นนาน เกรงว่าก็แฝงความผิดปกติอยู่ หากข้าได้ประโยชน์มากขึ้นเพียงใด ผลกระทบก็จะยิ่งรุนแรงขึ้นเพียงนั้น!’
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หัวใจลวี่หยางก็พลันหนาวเย็นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ลองคิดดู ตั้งแต่เขาก้าวเข้าสู่เทียนฝู่ก็ลื่นไหลไร้อุปสรรค ได้รับโชควาสนามากมาย ทว่าไม่เคยนึกฝันเลยว่าตนเองกลับเป็นเพียงหุ่นเชิดที่อยู่ใต้การควบคุมของผู้อื่น!
ตัวตลกไร้ค่า!
‘แท้จริงแล้ว ที่ผ่านมา ข้าก็เดินมาตามเส้นทางนี้ เพียงแต่ว่าพรสวรรค์ ศิษย์เป็นแบบอย่างอาจารย์ ได้ช่วยให้ข้าหลบเลี่ยงอันตรายใหญ่หลวงไปได้’
เพราะเขาไม่เคยแตะต้องตำแหน่งมรรคผลของเทียนฝู่!
อาศัยพรสวรรค์ ศิษย์เป็นแบบอย่างอาจารย์ เขาไม่จำเป็นต้องข้องเกี่ยวกับตำแหน่งมรรคผลของเทียนฝู่ก็ยังสามารถได้รับความรู้ความสามารถที่ต้องการได้ สามารถเร้นกายอยู่เบื้องหลังอย่างสงบ โดยไม่ต้องข้องเกี่ยวกับเหตุและผลแม้แต่น้อย
นี่เองที่เกินกว่าที่มหาเซียนไท่อินคาดคิดไว้!
ลวี่หยางกัดฟันแน่น ‘ใช่แล้ว…เพราะข้าไม่แตะต้องตำแหน่งมรรคผลของเทียนฝู่ กระทั่งยังได้ประจักษ์ [ทะเลทุกข์] ดังนั้นศิษย์พี่หญิงผู้นั้นจึงต้องปรากฏกายขึ้น!’
เพราะเขาเติบโตเร็วเกินไป!
หากเป็นไปตามบทที่ศิษย์พี่หญิงวางไว้ เขาไม่ควรจะก้าวหน้าได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ อย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่ทำให้เขาหลุดออกไปจากการควบคุมของศิษย์พี่หญิงเล็กน้อย
ดังนั้นมหาเซียนไท่อินจึงปรากฏกายใน [ทะเลทุกข์] เอ่ยวาจาเรื่อง “ศิษย์สำนักศักดิ์สิทธิ์รักใคร่กลมเกลียว” เพียงเพื่อจะฉุดเส้นทางบำเพ็ญของเขาให้หวนกลับมาอยู่ในร่องรอยเดิม การพิสูจน์จากความว่างเปล่า! เริ่มจากเลียนแบบตำแหน่งมรรคผลที่มีอยู่แล้ว ดูประหนึ่งไร้สัมพันธ์กับ [แผนภาพเปิดมรรคผล] แต่แท้จริงกลับใช้เพียงนัยแฝง แฝงเร้นโน้มน้าวเขา!
เลวร้ายยิ่งนัก!
เส้นโลหิตบนหน้าผากของลวี่หยางผุดพราย เขาโกรธจนใบหน้าเขียวคล้ำ แต่กลับไม่กล้าแสดงอาการแม้แต่น้อย เพราะในยามนี้มีความเป็นไปได้อย่างสูงว่ามหาเซียนไท่อินกำลังจับตามองเขาอยู่ที่ชั้นที่เก้า!
ดังนั้นเขาย่อมไม่อาจเปิดเผยสถานการณ์ของตนออกไปโดยเด็ดขาด!
ห้ามโกรธ ต้องอดกลั้นไว้
คิดเพียงชั่วขณะ ลวี่หยางก็เร่งหมุนเวียนทะเลแห่งจิตสำนึก กดทับความรู้ความสามารถที่เพิ่งพุ่งทะยานขึ้นมา พร้อมทั้งสภาวะอัศจรรย์ ความกระจ่างแจ้ง และความคิดนับไม่ถ้วนทั้งหลาย ล้วนถูกเขาตรึงไว้ในก้นบึ้งหัวใจทั้งหมด
แม้เป็นเช่นนั้น ปัญหาก็ยังคงวางอยู่ตรงหน้า
คงสติ ไม่แตะต้องยันต์เซียน ไม่ให้มีปฏิสัมพันธ์กับภาพลักษณ์แห่ง [เงินตรา] ไม่ไปพิสูจน์จากความว่างเปล่า สิ่งเหล่านี้ยังง่าย แต่ต่อจากนี้จักทำอย่างไรเล่า?
หากไม่พิสูจน์จากความว่างเปล่า เขาก็จะหมดคุณค่าในสายตามหาเซียนไท่อินทันที
ถึงตอนนั้น มหาเซียนไท่อินย่อมต้องหันข้างในพริบตา ขางามของนางที่ปล่อยให้เขาเกาะไว้แต่เดิม จะกลับเหยียบเขาเหมือนมดโดยไม่เหลือความเมตตาแม้แต่น้อย
ลวี่หยางครุ่นคิดไปมา สีหน้าก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาดขึ้นมา
ตามการคาดเดาแผนการดั้งเดิมของมหาเซียนไท่อิน สุดท้าย ข้าในตอนพิสูจน์จากความว่างเปล่า ก็ย่อมต้องถูกภาพลักษณ์แห่ง [เงินตรา] แผ่ซึมเข้ามามีอิทธิพลอย่างลึกซึ้ง
นี่น่าจะเป็นสิ่งที่อีกฝ่ายเจตนาวางไว้ เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อข้าพิสูจน์จากความว่างเปล่าแล้ว ก็ยังคงถูกนางควบคุมอยู่ ความจริงข้อนี้ได้เผยแววตั้งแต่ใน [ทะเลทุกข์] แล้ว ตอนที่ข้าถูกนางบังคับให้นั่งลง เดิมทีเห็นว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เมื่อมาคิดดูตอนนี้ เกรงว่ามันก็คือหลักฐานหนึ่งที่แสดงว่าข้าถูก [เงินตรา] ส่งผลกระทบ
ทว่า หากเป็นเช่นนี้จริง จุดบกพร่องก็ได้ปรากฏขึ้นแล้ว
เพราะสำหรับตัวข้าในตอนนี้ ภาพลักษณ์แห่ง [เงินตรา] ยังส่งอิทธิพลมาได้ไม่มากพอ มหาเซียนไท่อินยังไม่มีความมั่นใจเด็ดขาดว่าจะควบคุมข้าได้
ดังนั้นในสภาพการณ์เช่นนี้
ข้ายิ่งควรพิสูจน์จากความว่างเปล่าเสียกระนั้นหรือ?
คิดได้ดังนี้ ลวี่หยางก็ถึงกับสะดุ้งสะท้านขึ้นมาทันที ภายในทะเลแห่งจิตสำนึก วิญญาณกระบี่หมิงเหอก็เข้าใจในทันใด รีบออกมานวดวิญญาณของเขาอีกครั้ง
ลวี่หยางถูกคลื่นความคิดกระแทกซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งมั่นใจแน่ชัดในที่สุด
เป็นความคิดของข้าเองแน่นอน หาใช่ถูกผู้อื่นครอบงำ…ถูกแล้ว เวลานี้ ข้ายิ่งสมควรพิสูจน์จากความว่างเปล่า! และต้องลงมือให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้!
เพราะการที่ ความรู้ความสามารถ ของเขาเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากพรสวรรค์ [ศิษย์เป็นแบบอย่างอาจารย์] เป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคะเนล่วงหน้าได้ จึงเป็นเรื่องแน่นอนว่า ศิษย์พี่หญิงผู้แสนดี จะประเมินความคืบหน้าในการพิสูจน์จากความว่างเปล่าของเขาผิดพลาด และก่อนที่นางจะได้แก้ไขข้อผิดพลาดนั้น หากเขาสามารถล้ำหน้าเกินความคาดหมาย พิสูจน์จากความว่างเปล่าให้สำเร็จได้ก่อน ก็จะสามารถทลายแผนการทั้งหมดของนางได้!
ต่อให้เรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับจ้าววิถีนิรนามก็มิใช่ปัญหา
อย่างมากที่สุด ข้าก็แค่ไม่พิสูจน์ด้วยตัวเอง แต่ชี้แนะให้ผู้อื่นเป็นผู้พิสูจน์แทนก็เท่านั้น ข้าดูแล้ว…ศิษย์ที่ดีของข้า อู๋เต้าเสวียน ก็มีคุณสมบัติจะพิสูจน์จากความว่างเปล่าอยู่ไม่น้อยทีเดียว!
แววตาของลวี่หยางยิ่งแจ่มชัดขึ้นทุกขณะ
ว่าไปแล้ว ศิษย์พี่หญิงผู้แสนดีที่ปักหลักอยู่ในเทียนฝู่มาเนิ่นนาน นางกับจ้าววิถีนิรนามผู้สร้างเทียนฝู่ขึ้นมาต่างหาก ที่ควรเป็นศัตรูคู่อาฆาต!
เมื่อเทียบกับนางแล้ว ตนเองกลับเป็นเพียงบุคคลที่สามผู้สอดแทรก
ยิ่งไปกว่านั้น ศิษย์พี่หญิงผู้นี้ย่อมหวาดเกรงต่อจ้าววิถีนิรนามไม่น้อย มิเช่นนั้นเหตุใดจึงต้องใช้ตำแหน่งมรรคผล [เงินตรา] เข้ามาแทรกแซงในคราเดียวกับที่พยายามบังคับให้ข้าพิสูจน์จากความว่างเปล่า?
นี่สิคือข่าวดี!
เพราะนั่นหมายความว่า หากตนทำตาม [แผนภาพเปิดมรรคผล] แล้วพิสูจน์จากความว่างเปล่าออกมาได้จริง ย่อมจะดึงดูดจ้าววิถีนิรนามให้ปรากฏตัว และถึงเวลานั้นก็ย่อมเป็นการปะทะกันระหว่างทั้งสองฝ่าย!
สองฝ่ายฆ่าฟันกันเอง ต่างล้มตายไปด้วยกัน ฟังแล้วช่างไพเราะนัก~!
ถึงเวลานั้น ไม่ว่าจะเลือกหนีเอาตัวรอด หรือฉวยโอกาสชิงเอาโชควาสนา ล้วนแต่เป็นผลกำไรทั้งสิ้น ต่อให้ต้องเริ่มใหม่อีกครั้งก็ยังคุ้มค่า และยังสามารถมองเห็นไพ่ลับของศิษย์พี่หญิงได้ชัดเจนขึ้นอีกด้วย
ตำแหน่งมรรคผลสูงสุด ขอบเขตโอสถทองคำขั้นปลายยิ่งใหญ่นักหรือ?
ตราบใดที่การเริ่มต้นใหม่มีจำนวนครั้งมากพอ ข้อมูลที่สะสมมีมากพอ ย่อมไม่ใช่ปัญหา! ที่ผ่านมาก็ยังทำให้ [อั้งเซียว] ตกอยู่ในสภาพนั้นมาแล้วมิใช่หรือ?
มหาเซียนไท่อินจะเหนือกว่า [อั้งเซียว] ได้อย่างนั้นหรือ?
ลวี่หยางมิได้เชื่อแม้แต่น้อย!
นี่มิใช่การสรรเสริญ[อั้งเซียว]อย่างเลื่อนลอย หากแต่เป็นเหตุผลตรงไปตรงมา หากศิษย์พี่หญิงเก่งกาจยิ่งกว่า[อั้งเซียว]จริง เช่นนั้นยมโลกก็ควรจะเป็นของนาง!
ท้ายที่สุด ยมโลกก็คือสิ่งที่กำเนิดขึ้นเองจากเซียนซู แต่เทียนฝู่นั้นเป็นเพียงสิ่งไร้ค่า เบื้องหลังยังเป็นจ้าววิถีที่ถูกบรรพจารย์นิกายศักดิ์สิทธิ์สังหารไปแล้ว ทั้งสองสิ่งนี้ ความสูงต่ำต่างกันลิบลับ เช่นนั้นศิษย์พี่หญิงถึงจะแข็งแกร่ง แต่เมื่อเทียบกับ[อั้งเซียว]ก็ย่อมด้อยกว่าอยู่ดี
คิดถึงตรงนี้ ลวี่หยางก็ตัดสินใจขึ้นมาทันที
ข้าต้องลงมือทันที!
เวลา คือ ชีวิต การลังเลย่อมหมายถึงความพ่ายแพ้ ลวี่หยางขึ้นชื่อว่าเป็นผู้มีพลังในการลงมือปฏิบัติอย่างที่สุด เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ย่อมไม่มีวันรีรออีกต่อไป
ต้องชิงลงมือก่อนเท่านั้น!
ข้าตอนนี้ได้รวบรวมความรู้ความสามารถสี่ปราณ สุริยัน หยางหมิง เส้าหยาง เจวี๋ยอินแล้ว ยังเหลือไท่อินและเส้าอิน เซียนจวินของสองสายธารนี้มิได้มีมากนัก
โดยเฉพาะ “ไท่อิน”
ท้ายที่สุด ศิษย์พี่หญิงของข้าคือมหาเซียนไท่อินผู้ครอบครอง “ไท่อิน” อย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งควบคุมสวรรค์, สถิตในธารา, ตำแหน่งหลัก, ตำแหน่งรอง ล้วนอยู่ในการกุมอำนาจของนางทั้งหมด
นี่คงเป็นสิ่งที่นางเตรียมไว้เป็นเครื่องประกัน หากมรรคผลของสายไท่อินถูกนางควบคุมจนสิ้น เช่นนั้นเว้นเสียแต่ผ่านการตรวจสอบจากนาง ข้าย่อมไม่มีวันรวบรวมครบทั้งหกปราณเพื่อพิสูจน์จากความว่างเปล่าได้ นับว่าสมกับเป็นศิษย์พี่หญิงแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์ของข้า ทั้งคิดถึงชัยชนะ ทั้งคำนึงถึงความพ่ายแพ้ ล้วนถูกพิจารณาไว้แล้วแทบทุกด้าน
ลวี่หยางยกย่องอยู่ในใจ แต่ในขณะเดียวกัน ไอสังหารก็ยิ่งก่อตัวรุนแรงขึ้น
เพราะในนิกายศักดิ์สิทธิ์นั้น ผู้ที่ตายแล้ว จึงจะนับเป็นศิษย์ที่ดี! คำพูดนี้ไม่เพียงใช้กับคนนอก หากแต่เป็นความจริงที่คนในนิกายทุกผู้รู้ทั่วกัน
“ถ้าเช่นนั้น ที่ใดเล่า ที่สามารถค้นพบมรรคผลสายไท่อินได้บ้าง?”
ครุ่นคิดถึงตรงนี้ ลวี่หยางพลันสะบัดธงสั่งสอนวิถีธรรมออกมา
ไอสีม่วงที่กว้างใหญ่ก็ร้อนระอุ ตัดขาดภายในและภายนอก อย่างไรเสียก็ถูก [คัมภีร์ร้อยชาติ] ชำระล้างแล้ว เมื่อมีมันบดบัง มหาเซียนไท่อินเป็นไปมิได้ที่จะตรวจสอบตนเองต่อไปได้
“…สหายเต๋าชิงหยาง”
ชั่วพริบตา ลวี่หยางก็หันไปทางชิงหยางเซียนจวิน หรือไม่ควรจะเรียกเซียนจวินแล้ว อย่างไรเสียพวกเขาได้เปลี่ยนเป็นตำแหน่งมรรคผลนอกรีตของปานซานและคนอื่นๆแล้ว
“ขอถามสหายเต๋าเถิด บนชั้นสูงนี้ยังมีเซียนจวินของเส้าอินและไท่อินอยู่หรือไม่?”
ชิงหยางเมื่อได้ฟังก็อึ้งไปชั่วครู่ แล้วจึงส่ายศีรษะกล่าวว่า “มหาเซียนปกครองโลก ไหนเลยจะมีเซียนจวินไท่อิน? เทียนฝู่ทั้งมวล มีเพียง สมาคมเซียนฟ้าดิน ที่พอจะนับว่ามีส่วนเกี่ยวพันเท่านั้น”
“สมาคมเซียนฟ้าดิน…เล่าโดยละเอียดเถิด” แววตาของลวี่หยางส่องประกาย
ชิงหยางจึงกล่าวต่อว่า “ไท่อินสูงสุด เส้าอินตามติด สายธารเส้าอินล้วนคือสายตรงของมหาเซียน รับผิดชอบในการรักษาสภาพการทำงานของสมาคมเซียนฟ้าดิน”
“แต่เดิม ผู้บริหารของสมาคมเซียนฟ้าดินคือเส้าอินเซียนจวิน เขาและเหล่าเซียนจวินขั้นกลางอีกสี่คน ล้วนบรรลุ ‘[อิสระแห่งความมั่งคั่ง]’ กันหมดแล้ว แต่ไม่นานก่อนหน้านี้กลับถูกสังหารอย่างน่าอนาถ…”
สิ่งที่เรียกว่าสมาคมเซียนฟ้าดิน ก็คือรากฐานของตำแหน่งมรรคผล [เงินตรา] ในปัจจุบัน ทำหน้าที่ควบคุมการออกจำหน่าย ฝากสะสม และหมุนเวียนซื้อขาย ยันต์เซียน ตลอดเก้าชั้นแห่งเทียนฝู่ ทั้งหมดล้วนสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับมหาเซียนไท่อิน และการที่สายเส้าอินได้กำกับดูแล ณ ที่นี้ ก็ย่อมหมายความว่าต้องเป็นผู้ได้รับความไว้วางใจลึกซึ้งจากนาง
เมื่อได้ฟังถึงตรงนี้ แววตาของลวี่หยางก็พลันเผยร่องรอยยินดีออกมา
เส้าอินเซียนจวิน!
เจ้าตายไปได้ก็ดีแล้ว! ครั้งนั้นที่ร่วมมือกันล้อมสังหารข้า…กลับถูกเฟยเสวี่ยเจินจวินสกัดไว้? ไม่ว่าความจริงเป็นเช่นไร ครั้นเมื่อเขาตายลง สมาคมเซียนฟ้าดินก็ไม่เหลือเซียนจวินขั้นกลางอีกแล้ว!
ลวี่หยางสูดลมหายใจลึก พลางกล่าวต่อว่า “เช่นนั้นบัดนี้ สมาคมเซียนฟ้าดินอยู่ภายใต้การกำกับของผู้ใด?”
“เป็นอวี้ฉานเซียนจวิน”
กล่าวมาถึงตรงนี้ ในส่วนลึกของดวงตาของชิงหยางก็ปรากฏแววอิจฉา: “กล่าวถึงอวี้ฉานเซียนจวินผู้นี้ แม้ยังมิได้บรรลุ [อิสระแห่งความมั่งคั่ง] แต่ก็นับว่าเก่าแก่ยิ่งนัก”
“กล่าวกันว่านานมาแล้วก็ได้ติดตามเส้าอินเซียนจวินอยู่ตลอด ได้อาศัยทรัพย์สมบัติของเส้าอินเซียนจวินค้ำจุนไม่ให้แก่ชรา อายุขัยจึงยืนยาวกว่าพวกเราเซียนจวินรุ่นหลังหลายเท่า บัดนี้ที่ควบคุมสมาคมเซียนฟ้าดิน แม้ยังไม่บรรลุ [อิสระแห่งความมั่งคั่ง] แต่ก็ใกล้จะถึงขั้นนั้นแล้ว อีกทั้งพลังยังน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก”
“ยิ่งเมื่อมีเบื้องหลังเป็นมหาเซียนคอยหนุนหลัง”
“ดังนั้น ต่อให้เป็นเหล่าเซียนจวินทั้งสี่ที่บรรลุ [อิสระแห่งความมั่งคั่ง] แล้ว ก็ยังต้องปฏิบัติต่อนางด้วยความเคารพเกรงใจ สำหรับพวกเรานั้น ต่อให้เพียงจะได้พบนางสักครั้งก็ยังยากเย็น”
ได้ยินวาจาของชิงหยาง สายตาลวี่หยางพลันหรี่ลงเล็กน้อย
เซียนจวินเก่าแก่…อาศัยพึ่งพาเส้าอินเซียนจวินเพื่อดำรงอายุขัยไม่ให้สิ้นไป รู้สึกช่างคล้ายกับเซียนซู…นางผู้นี้หรือว่าเป็นหนึ่งในบุคคลจากยุคโบราณรึ?
ในเซียนซู เจินจวินขั้นต้นมีสองวิธีที่จะมีชีวิตอยู่รอดผ่านขีดจำกัดอายุขัยพันปี
จะเลือกทะลวงเข้าสู่ขั้นกลาง ทำให้ถ้ำสวรรค์ไม่ร่วงหล่น หรือมิฉะนั้นก็ต้องเลือกผูกถ้ำสวรรค์ไว้กับเจินจวินขั้นกลางสักผู้หนึ่ง อาศัยพลังของอีกฝ่ายเพื่อยืดอายุขัยออกไป
และอวี้ฉานเซียนจวินที่ชิงหยางเอ่ยถึงนี้ ก็มอบความรู้สึกเช่นนั้นแก่ลวี่หยาง
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ลวี่หยางก็ขมวดคิ้วแน่นขึ้นเรื่อยๆ เพราะหากอวี้ฉานเซียนจวินเป็นเช่นที่เขาสันนิษฐานจริง นางก็ไม่ใช่คนที่สามารถรับมือได้ง่ายดายเลย
เซียนจวินเก่าแก่ ต่อให้ยังเป็นเพียงขั้นต้น ก็ย่อมต้องถือกำเนิดมาก่อนที่ศิษย์พี่หญิงจะเข้ามาครอบครองเทียนฝู่เสียอีก กล่าวอีกนัยหนึ่ง อวี้ฉานเซียนจวินผู้นี้เกรงว่าจะมิใช่ตัวโง่งม หากแต่ออกมาจากเทียนฝู่เมื่อห้าพันปีก่อน สามารถที่จะต่อสู้สังหารกับเหล่าเจินจวินแห่งเซียนซูได้อย่างแท้จริง!
และที่สำคัญไปกว่านั้น
“เมื่อครู่เจ้ากล่าวว่า สมาคมเซียนฟ้าดินยังพอมีความเกี่ยวพันกับไท่อิน” ลวี่หยางหันไปมองชิงหยาง เอ่ยเสียงขรึมว่า “อวี้ฉานเซียนจวินผู้นั้นหรือว่า…ก็เป็นเช่นนั้นด้วยหรือไม่?”
“ถูกต้อง”
ชิงหยางเมื่อได้ยินก็พยักหน้าเล็กน้อย “อย่างน้อยเท่าที่ข้ารู้ อวี้ฉานเซียนจวินนอกจากจะมีตำแหน่งมรรคผลของเส้าอินแล้ว ยังสามารถใช้งานภาพลักษณ์บางส่วนของไท่อินได้ด้วย”
ให้ตายเถอะ!
ในยามนี้ ในใจของลวี่หยางทั้งมีความยินดี ทั้งมีความเคร่งขรึม
สิ่งที่เคร่งขรึมก็คือ พลังของอวี้ฉานเซียนจวินนั้น เกรงว่าต้องทุ่มเทกำลังทั้งหมดจึงจะต่อกรได้ ส่วนสิ่งที่ยินดีก็คือ ตอนนี้สิ่งที่เขาต้องการก็ครบถ้วนแล้ว!
การที่จะสามารถใช้งานภาพลักษณ์ไท่อินได้ ต้องมีความเข้าใจต่อไท่อินอยู่พอสมควร ดังนั้นอวี้ฉานเซียนจวินผู้นี้ย่อมต้องมีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับตำแหน่งมรรคผลไท่อินแน่นอน หากกำราบนางได้ ตำแหน่งมรรคผลของเส้าอินและไท่อินก็จะตกอยู่ในมือ เหลือเพียงแต่ต้องคิดหาหนทางว่าจะรีดเค้นออกมาจากนางอย่างไรเท่านั้น
แน่นอนว่า เรื่องนี้ย่อมมีความเสี่ยงอยู่ไม่น้อย
ท้ายที่สุดแล้ว หลังจากเส้าอินเซียนจวินสิ้นชีพลง อวี้ฉานเซียนจวินก็คือสายตรงของศิษย์พี่หญิงผู้แสนดี หากตนลงมือเล่นงานนาง เช่นนี้ศิษย์พี่หญิงผู้นั้นย่อมไม่มีทางไม่ล่วงรู้
แล้วศิษย์พี่หญิงจากนิกายศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ จะยื่นมือเข้ามาห้ามปรามตนหรือไม่? ตามหลักแล้ว เวลานี้นางน่าจะยังมีความอดทนต่อเขาอยู่สูงไม่น้อย
ลวี่หยางไม่กล้ายืนยันแน่ชัด
หรือว่าข้าจำต้องปกปิดให้แนบเนียน ไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามคิดว่าข้ากำลังแสวงหาความรู้ความสามารถของเส้าอินและไท่อิน แต่ต้องชักนำให้นางเข้าใจผิดไปในอีกทิศทางหนึ่งแทน
ทิศทางที่นางจะวางใจ
ยกตัวอย่างเช่น…..
‘ปล้นคลังสมบัติ!’
ความคิดของลวี่หยางพลันแล่นไปมาอย่างว่องไว ใช่แล้ว ปล้นคลังสมบัติ! การที่ข้าจะลงมือกับอวี้ฉานเซียนจวินครั้งนี้ หาใช่เพื่อแย่งชิงตำแหน่งมรรคผล แต่เป็นเพื่อเงินตราต่างหาก!
สมาคมเซียนฟ้าดิน ตำแหน่งมรรคผล [เงินตรา] เป้าหมายของข้าคือควบคุมสมาคมเซียนฟ้าดินอย่างลับ ๆ จากนั้นก็อาศัยสิ่งนี้มาบรรลุถึงระดับขอบเขต [อิสระแห่งความมั่งคั่ง] เช่นนี้แล้ว ในสายตาของศิษย์พี่หญิงผู้แสนดี ข้าก็เท่ากับสมัครใจเข้าไปติดบ่วง โดน [เงินตรา]จองจำไว้เอง นางย่อมไม่ยื่นมือมาขัดขวางข้าอีก
แม้ว่าอวี้ฉานเซียนจวินจะติดตามมหาเซียนไท่อินมานานหลายปี แต่ก็ไร้ความหมาย
เหล่าเจินจวินแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์ หากไม่นับตนผู้เดียวที่ยังมีคุณธรรมน้ำมิตร ในกระดูกก็ล้วนเป็นสัตว์เดรัจฉานทั้งสิ้น ไหนเลยจะเห็นค่าข้ารับใช้เล็กน้อยเช่นนั้น
คิดได้ดังนี้ แววตาของลวี่หยางพลันเย็นเยียบ เขามองไปยังเหล่าคนที่อยู่ตรงหน้า แสยะยิ้มคำรามออกมาเสียงต่ำว่า
“เตรียมลงมือ!”
บนชั้นที่แปดของเทียนฝู่ ลวี่หยางเก็บซ่อนพลังปราณ ก้าวเดินไปในความว่างเปล่าอย่างสงบเงียบ
ครานั้น สีหน้าของลวี่หยางสงบนิ่ง พลังปราณเก็บงำแน่นแฟ้น ประหนึ่งท่อนไม้ผุ หากมิได้ใช้จิตเทวะตรวจสอบเข้าไปภายใน ก็ยากจะมองเห็นคลื่นพลังอันพลุ่งพล่านอยู่ในกายเขา
ไม่นาน สุดสายตาก็ปรากฏเป็นกลุ่มอาคารกว้างใหญ่ไพศาล
[สมาคมเซียนฟ้าดิน]!
ดวงตาของลวี่หยางส่องประกาย เขามองเห็นความลึกล้ำของกลุ่มอาคารตรงหน้า ล้วนถูกสถาปนาขึ้นด้วยค่ายกลนับไม่ถ้วน และภาพลักษณ์มรรคผลซ้อนทับกันจนก่อเป็นที่ตั้งนี้!
ที่นี่ คือแดนของอีกฝ่ายอย่างแท้จริง
นอกจากจะมิได้มีวิธีที่เหมือนกับโอสถทองคำขั้นกลางที่ฟื้นคืนชีพได้ไม่จำกัดแล้ว อวี้ฉานเซียนจวินที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้ เกรงว่าพลังมิได้ด้อยไปกว่าขั้นกลางโดยทั่วไปเลย
จะล่ออีกฝ่ายออกมาได้หรือไม่?
ลวี่หยางส่ายศีรษะ ปฏิเสธแผนการนั้นไป มิใช่ว่าไม่อาจล่อออกมาได้ หากแต่ว่าหากล่อออกมาแล้วลงมือสังหาร ความเคลื่อนไหวต้องใหญ่หลวงเกินไป เพียงถูกเปิดโปง ทุกสิ่งย่อมพังทลายสิ้น
ดังนั้นหนทางเดียว คือการบุกลึกสู่รังเสือ
ชั่วพริบตา ลวี่หยางก็ข่มสำรวมสีหน้า จากนั้นมิได้ปิดบังอีกต่อไป กลับจงใจปลดปล่อยลมปราณสายหนึ่ง ลงสู่ส่วนลึกของ สมาคมเซียนฟ้าดิน
ภายในสมาคมเซียนฟ้าดิน
ท้องพระโรงใหญ่ที่ก่อสร้างขึ้นด้วยหยกขาวทั้งหลัง อวี้ฉานเซียนจวินกำลังนั่งขัดสมาธิ จิตเทวะหมุนเวียน ตรวจทานบัญชีต่าง ๆ ของสมาคมเซียนฟ้าดินที่สืบเนื่องมายาวนานนับร้อยปี
ทันใดนั้น นางพลันรู้สึกบางอย่าง เงยหน้าขึ้นมา
“ผู้ใด?”
เพียงเห็นอวี้ฉานเซียนจวินขมวดคิ้วงดงามเล็กน้อย จากนั้นพลันเผยแววประหลาดใจออกมา “เป็นพันธมิตรนอกรีต…อีกทั้งยังมีหมิงเหอเจินจวิน เขามาทำอะไร?”
หรือว่ามาเพื่อที่จะจัดการเรื่องการเงินรึ?
คิดได้ดังนี้ อวี้ฉานเซียนจวินพลันเผยรอยยิ้มสุภาพอ่อนโยนเฉกเช่นเวลาต้อนรับลูกค้า จากนั้นรีบลุกขึ้นก้าวออกมาต้อนรับ มุ่งหน้าไปยังลวี่หยางที่ร่อนลงมา
“ขอคารวะสหายเต๋าอวี้ฉาน”
ลวี่หยางยกมือประสานเป็นการทักทายก่อน รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้า “ข้ามีนามว่าหมิงเหอ ครั้งนี้มากับเหล่าเซียนจวินแห่งพันธมิตรนอกรีต อีกทั้งยังมีเซียนจวินสายหลักบางท่าน มาขอกู้ยืมเงินก้อนหนึ่ง”
ถ้อยคำสิ้นสุด ลวี่หยางก็เผยธงสั่งสอนวิถีธรรมขึ้นเบื้องหลังทันที เพียงเห็นไอสีม่วงพวยพุ่ง พลังปราณของปานซาน จื๋อเหลย ชิงหยางและคนอื่นๆก็สว่างวาบแล้วก็หายไป
อวี้ฉานเซียนจวินเห็นดังนั้น พลันหรี่ดวงเนตรงามลง ความคิดพลิกผันในใจนับพัน เซียนจวินมากมายมาพร้อมกันเพื่อกู้ยืม มิหนำซ้ำยังทำให้สุนัขนอกรีตกับผู้สูงศักดิ์สายหลักอยู่ในสถานที่เดียวกันได้ แต่กลับแสร้งทำทีเป็นมีเพียงหนึ่งเดียวเพื่อปิดบังสายตาผู้คน ไม่ต้องสงสัยเลย นี่ต้องเป็นการกู้ก้อนโตแน่นอน!
คิดได้ดังนี้ อวี้ฉานเซียนจวินพลันสะบัดแขนเสื้อ
“เชิญ! เชิญ!”
ไม่นาน เหล่าคนทั้งหลายก็เข้าสู่มหาศาลาขาวบริสุทธิ์ที่อวี้ฉานเซียนจวินใช้เป็นสถานปิดด่าน จากนั้นนางก็รีบกดร่ายคาถา ปิดผนึกภายในภายนอกมหาศาลาขาวไว้แน่นหนา
ทว่าลวี่หยางเห็นดังนั้นยังคงระมัดระวัง “ปลอดภัยหรือไม่?”
“สหายเต๋าวางใจเถิด” อวี้ฉานเซียนจวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “กฎเกณฑ์แห่งสมาคมเซียนฟ้าดินเป็นที่รับรู้ทั่วไป ย่อมมิมีทางที่จะเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า”
“หากมีผู้แอบลอบฟังเล่า?” ลวี่หยางยังไม่คลายความกังวล
อวี้ฉานเซียนจวินได้ฟังดังนั้นพลันขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะกดร่ายคาถาอีกครั้ง มหาศาลาขาวที่ปิดสนิทอยู่แล้วก็พลันปรากฏลวดลายค่ายกลทับซ้อนขึ้นมาเป็นชั้นๆ
“บัดนี้สหายเต๋าสามารถวางใจได้แล้ว”
“ค่ายกลผนึกสวรรค์ปิดปฐพีนี้อยู่ในระดับชั้นสอง ไม่เพียงแต่คำสนทนาของเราจะไม่มีวันเล็ดลอดออกไป ต่อให้จะสู้กัน เสียงก็จะไม่แพร่งพรายออกไปแม้แต่น้อย”
ลวี่หยางได้ฟังก็ยังทำท่าไม่เชื่อ จึงยกมือร่ายวิชาลองตรวจสอบด้วยตนเอง พอมั่นใจว่าความแข็งแกร่งของค่ายกลแน่นหนาเป็นเลิศ จึงพยักหน้าอย่างพอใจ
อวี้ฉานเซียนจวินเห็นดังนั้นเพียงส่ายศีรษะ รู้สึกว่าลวี่หยางทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ แต่เพราะอีกฝ่ายคือผู้กู้รายใหญ่ นางจึงยังคงเอ่ยถ้อยคำสุภาพจริงใจ “ครั้งนี้สหายเต๋าต้องการกู้ยืมยันต์เซียนเท่าใด? สมาคมเซียนฟ้าดินของข้าทั้งกู้รายใหญ่ รายย่อย กู้เพื่อกิจการ ล้วนพร้อมให้สหายเลือกสรร”
“ไม่เสียทีที่เป็นสมาคมเซียนฟ้าดิน!”
ลวี่หยางได้ฟังพลันตบต้นขาฉาดใหญ่ “แต่จะไม่ปิดบังใดๆ ข้าครั้งนี้จะกู้ยันต์เซียนมากนัก…มิได้กลัวอย่างอื่น ก็กลัวว่าสมาคมเซียนจะมิได้มีเงินมากถึงเพียงนั้น”
อวี้ฉานเซียนจวินได้ยินก็พลันพูดไม่ออก
สมาคมเซียนไม่มีเงินรึ? อย่าได้ล้อข้าเล่น!
สมาคมเซียนฟ้าดินควบคุมการคลังทั่วทั้งใต้หล้า ฟ้าดินเก้าชั้นล้วนมีสาขา แต่ละลมหายใจยันต์เซียนที่หมุนเวียนล้วนมีนับร้อยล้าน จะเป็นไปได้อย่างไรที่เงินจะขาดแคลน!
ข้าอวี้ฉานเซียนจวินมีชีวิตมายืนยาวถึงเพียงนี้ ยังไม่เคยพบสถานการณ์ใดที่ไม่ผ่านหูตาเลยสักครั้ง สุดท้ายก็ยังเป็นแค่พวกสุนัขนอกรีต คิดกังวลในเรื่องไร้สาระเช่นนี้ นับว่ากังวลเกินกว่าเหตุโดยแท้
คิดดังนี้ อวี้ฉานเซียนจวินก็สะบัดแขนเสื้อเบาๆ เอ่ยว่า “สหายเต๋าคิดมากไปแล้ว เอ่ยมาตรงๆ เถิด เจ้าต้องการกู้เท่าใด?”
ลวี่หยางส่ายศีรษะเบาๆ พลางเอ่ยว่า “สหายเต๋าอวี้ฉาน มิสู้เจ้าลองมาดูสิ่งที่ข้าใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเสียก่อน จะได้ประเมินว่าแท้จริงแล้วสามารถกู้ได้มากเพียงใด”
กล่าวจบ ลวี่หยางก็ได้เขย่าธงสั่งสอนวิถีธรรม
ทันใดนั้น ก็ได้เห็นประกายแสงวิญญาณสายแล้วสายเล่าก็กระโดดออกมาจากในธง ทุกสายล้วนแฝงไว้ด้วยภาพลักษณ์ที่รุนแรง ในทันทีก็ได้ทำให้อวี้ฉานเซียนจวินมิอาจจะละสายตาได้
ทั้งหมดล้วนเป็นตำแหน่งมรรคผล!
[สยบภูผา] [สยบอสนีบาต] [จ้าวสมุทร] [กุมทองคำ] [เทพท้อ] [มหาลม]…ตำแหน่งมรรคผลนอกรีตหกตำแหน่งที่เหลืออยู่ของพันธมิตรนอกรีตล้วนอยู่ที่นี่แล้ว!
ไม่เพียงเท่านั้น ที่ทำให้ดวงตาของอวี้ฉานเซียนจวินเบิกกว้างยิ่งกว่าเก่า เพราะถัดจากตำแหน่งมรรคผลนอกรีตเหล่านี้ ลวี่หยางกลับหยิบออกมาอีกถึงห้าตำแหน่ง และแต่ละตำแหน่งกลับมีพลังปราณเข้มข้นยิ่งใหญ่กว่ามาก ทั้งยังยิ่งเกื้อหนุนกับความผันผวนของพลังวิญญาณแห่งเทียนฝู่ ระดับชั้นสูงกว่ามรรคผลนอกรีตอยู่หนึ่งขั้นเต็มๆ!
ตำแหน่งมรรคผลสายหลัก!
แม้ทั้งหมดจะเป็น[สถิตในธารา] อีกทั้งส่วนใหญ่ไม่ใช่ ตำแหน่งหลัก หากแต่เป็นเพียง ตำแหน่งรอง ทว่าธาตุแท้ของตำแหน่งมรรคผลสายหลักก็มิได้เปลี่ยนไป!
คุณค่ามิอาจประมาณได้!
ชั่วขณะนั้น แม้แต่อวี้ฉานเซียนจวินผู้ผ่านโลกมายาวนานยังมิอาจห้ามตนเองไม่ให้เบิกตากว้าง นัยน์ตาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ นี่มันคิดจะทำอะไร? ทุ่มหมดหน้าตักกระนั้นหรือ?
เหตุการณ์เช่นนี้ นางไม่เคยได้เห็นมาก่อนเลย!
เกือบจะในเวลาเดียวกัน ดวงตาของลวี่หยางพลันทอประกายแน่วแน่ เบื้องหลังธงสั่งสอนวิถีธรรมสะบัดพลิ้ว เขาได้แอบร่ายหนึ่งกระบวนวิชาไว้ในแขนเสื้อแล้ว ความอัศจรรย์ [สั่งสอน] ก็กระตุ้นอย่างเต็มกำลัง!!
“ข้าใช้ตำแหน่งมรรคผลเหล่านี้ กู้ยืมตัวท่าน…สหายเต๋า”
เสียงของลวี่หยางประหนึ่งเป็นเสียงปีศาจที่ล่องลอยมาจากเก้าอเวจี ชวนให้ใจคนหวั่นไหวถูกช่วงชิงไป: “บัดนี้ข้าเพิ่งก่อตั้งนิกายเจิ้งชี่ ยังขาดเพียงผู้มีปัญญาแลเห็นการณ์ไกลมาเข้าร่วมหนึ่งคน”
“หากสหายเสียสละตัวตนเล็กๆ เพื่อตัวตนที่ยิ่งใหญ่ เข้ามาเป็นหนึ่งในนิกายเจิ้งชี่ ย่อมต้องเป็นกุศลชิ้นหนึ่ง”
“คนทั่วทั้งใต้หล้าล้วนจะขอบคุณท่าน!”
“มาเถิด”
ภายใต้มโนเสียงชั่วร้ายที่รุกรานเข้ามา อวี้ฉานเซียนจวินพลันตะลึงงัน ทว่าในวินาทีถัดมา ระหว่างหว่างคิ้วพลันสว่างวาบด้วยแสงประหลาด ทำให้นางได้สติกลับคืนมาทันที!
เพียงพริบตาเดียว ความโกรธเคืองก็เอ่อล้นขึ้นมาจนยากจะระงับ!
เพราะนางไม่คาดคิดเลยว่า ลวี่หยางจะกล้าลงมือกับนาง ที่สำคัญยังเป็นการลงมือถึงภายใน[สมาคมเซียนฟ้าดิน] เขามิกลัวตายหรืออย่างไร?
ในเวลาเดียวกัน เสียงของลวี่หยางก็ดังขึ้นอีกครั้งว่า
“สมกับที่ไม่ง่ายดายนัก เช่นนี้คงต้องใช้วิธีแข็งกร้าวแล้ว”
แข็งกร้าวหรือ? แข็งกร้าวได้แค่ไหนกัน?
อวี้ฉานเซียนจวินถึงกับหัวเราะเยาะด้วยโทสะ สุนัขนอกรีต ตัวนี้คิดว่านางเป็นใครกัน? คิดว่าตนพึ่งพาเพียงตำแหน่งมรรคผลที่หาซื้อมาได้ก็พอแล้วหรือ? วันนี้นางจักให้เขาได้เห็นฤทธิ์แท้ของตนเอง
“ตูม!!!”
ยังไม่ทันให้อวี้ฉานเซียนจวินได้ตอบสนอง ลวี่หยางเพียงขยับความคิดหนึ่งเดียว บรรดาตำแหน่งมรรคผลนอกรีตที่วางเรียงตรงหน้าก็ระเบิดขึ้นพร้อมกันในวินาทีนั้น!