เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect - บทที่ 639 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
- Home
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect
- บทที่ 639 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
บทที่ 639 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
เมื่อได้ยินคำของมหาเซียนไท่อิน ลวี่หยางก็อดไม่ได้ที่จะหวั่นไหว
วาสนาอันยิ่งใหญ่
หากเป็นยามปกติ เขาอาจยังมีความหวาดระแวง ทว่าในยามนี้ ลวี่หยางกลับปลดปล่อยแล้ว เขาไม่กลัวสิ่งใดอีกต่อไป สิ่งใดมีประโยชน์ก็ต้องคว้ามาก่อน!
คิดได้ดังนั้น ลวี่หยางก็เผยสีหน้าจงรักภักดีขึ้นทันที “ศิษย์น้องยินดีแบ่งเบาภาระให้ศิษย์พี่หญิง”
ถ้อยคำยังไม่ทันจบ ก็รู้สึกราวกับฟ้าดินหมุนคว้าง เมื่อได้สติกลับคืนมาก็ได้พุ่งชนเข้ากับก้อนนุ่มนิ่มก้อนหนึ่ง ที่ปลายจมูกมีกลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาที่ชื่นใจโชยมา
“แค่ก แค่ก”
ลวี่หยางพยายามดิ้นรนเงยหน้าขึ้น จึงได้พบว่าในยามนี้ตนเองกลับถูกมหาเซียนไท่อินใช้มือข้างเดียวโอบอุ้มไว้ในอ้อมอก อีกฝ่ายแข็งแกร่งอย่างมิอาจเชื่อได้
นางคิดจะทำอะไร?
ข้าหาใช่คนง่ายดายไม่!
ลวี่หยางรีบขืนตัวทันที ระยะใกล้ถึงเพียงนี้เขาไร้เรี่ยวแรงตอบโต้ มิหนำซ้ำยังไม่ทันได้ตั้งรับ อีกฝ่ายสามารถทำสิ่งใดต่อเขาก็ได้ตามใจชอบ
เขาต้องการระยะห่างปลอดภัย!
แต่เพียงชั่วพริบตา มหาเซียนไท่อินกลับลดเปลือกตาลง มองลวี่หยางที่ดิ้นรนพล่าน แล้วขมวดคิ้วกล่าวว่า “อย่าขยับไปมา ตั้งใจสัมผัสดูให้ดี”
ลวี่หยางได้ฟังก็คิดจะย้อนถาม ทว่าในใจพลันสั่นไหว เพียงชั่วอึดใจ…คลื่นอันน่าสะพรึงกลัวยากจะพรรณนาก็ถาโถมเข้าใส่ทะเลแห่งจิตสำนึกของเขา! หากมิใช่เพราะก่อนหน้านี้ถูกซือฉงข่มจนสะท้านใจ และหลังจากอีกฝ่ายจากไปก็รีบปิดผนึกทะเลแห่งจิตแน่นหนา เวลานี้คงถูกทลายโดยไม่ทันตั้งตัวไปแล้ว
กระนั้น แม้เขาจะปิดกั้น แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงหลายสิ่ง
นั่นคือความคิดนับไม่ถ้วน เสียงกรีดร้อง เสียงโหยหวน ความสิ้นหวังถาโถม ทุกอารมณ์ด้านลบพุ่งทะลักเข้ามา!
“นี่มันอะไรกัน!?”
ลวี่หยางขมวดคิ้วแน่น รีบผนึกทะเลแห่งจิตให้มั่นคงยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังอดรู้สึกสะท้านไม่ได้ หากปล่อยให้คลื่นอารมณ์เหล่านี้ถาโถมเข้าสู่ทะเลแห่งจิตของตนโดยตรง…
ผลลัพธ์ย่อมเลวร้ายเกินคาดคิด!
ถัดมา มหาเซียนไท่อินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วลึก “สถานที่แห่งนี้มีนามว่า แท่นวิญญาณ… ผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนที่ฝึกเคล็ดวิชาแท่นวิญญาณ ความคิดล้วนเชื่อมโยงเข้ากับสถานที่นี้ทั้งสิ้น”
“โอ้ หืม?”
ลวี่หยางพยักหน้าช้าๆ แต่พลันก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นมา สีหน้าค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาด… สถานที่แห่งนี้เชื่อมโยงกับผู้ฝึกเคล็ดวิชาแท่นวิญญาณทุกคนอย่างนั้นหรือ?
เขาหวนระลึกถึงสิ่งที่สัมผัสเมื่อครู่ คลื่นความคิดจากหมู่มวลปุถุชนกระแทกกระทั้นเข้ามา หากมิใช่เพราะตนมีพลังฝึกปรือสูง และรีบปิดผนึกทะเลแห่งจิตไว้ ก็คงถูกครอบงำแน่ ในทางกลับกัน…หากมีผู้ใดบรรลุสูงส่ง สามารถยืนอยู่ ณ ชั้นที่เก้าได้ ก็คงสามารถส่งอิทธิพลกลับคืนไปยังผู้ฝึกเคล็ดวิชาแท่นวิญญาณทั้งปวงได้เช่นกัน!
และหากจำไม่ผิด…ซือฉงเคยเอ่ยไว้ว่า
เคล็ดวิชาแท่นวิญญาณ เป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าสร้างขึ้น?
มารดามันเถิด นี่คงมิใช่ต้นแบบของ [หมื่นใจเป็นหนึ่ง] แห่งดินแดนสุขาวดีกระมัง? พระผู้เป็นเจ้าในปีนั้นได้สร้างต้นแบบไว้ที่เทียนฝู่ พอมาถึงเซียนซูก็ได้ปรับปรุงจนสมบูรณ์แล้วรึ?
ชั่วอึดใจ ลวี่หยางได้สติคืนมา แต่กลับพบว่าสายตาของตนได้สบเข้ากับดวงตาคู่งามใสกระจ่าง
มิทราบตั้งแต่เมื่อใดที่มหาเซียนไท่อินได้ดึงเขาเข้าไปในอ้อมอกแล้ว เชยคางของเขาขึ้น ทอดสายตามองลงมาจากเบื้องบน ในนัยน์ตางามแฝงไว้ด้วยความหมายแห่งการพินิจพิจารณา
“…”
อะไรอีกล่ะ…คิดจะทำอะไรกันแน่?
ลวี่หยางสบตากับนางอย่างสงบนิ่ง
ครู่ต่อมา มหาเซียนไท่อินจึงปล่อยเขาออก กล่าวด้วยเสียงราบเรียบ “ดูท่าว่าเจ้ารู้มามากแล้ว เป็นซือฉงบอกเจ้ารึ? ข้าขอเตือนเจ้าว่าทางที่ดีที่สุดคืออย่าได้เชื่อ”
“ท้ายที่สุดแล้ว มันมิใช่จ้าววิถีซือฉงตัวจริง”
คำนี้ทำให้ลวี่หยางถึงกับนิ่งงัน
ไม่ใช่จ้าววิถี?
พูดเล่นอะไรกัน! อีกฝ่ายสามารถแทรกเข้าสู่ทะเลแห่งจิตของเขาได้โดยไร้ร่องรอย เกือบเล่นงานเขาจนปางตาย…แค่นี้ยังไม่ใช่จ้าววิถีตัวจริงงั้นหรือ!?
“แน่นอนว่าไม่ใช่”
เห็นลวี่หยางแสดงสีหน้าเหลือเชื่อ มหาเซียนไท่อินเพียงส่ายศีรษะเบาๆ “เมื่อบรรพจารย์ลงมือ ไฉนเลยจะปล่อยให้จ้าววิถีผู้หนึ่งยังมีโอกาสรอดชีวิตได้?”
“จ้าววิถีซือฉงในกาลก่อนตายไปนานแล้ว ร่างหลักถูกฟันสิ้น วิญญาณแท้จริงหนึ่งจุดใน [อีกฟากฝั่ง] ก็ได้แตกสลายไปนานแล้ว เจ้าสิ่งที่เจ้าเห็น…เป็นเพียงเจตจำนงที่สับสนผสมอยู่ในเสียงคำรามสุดท้ายก่อนดับสลายเท่านั้น แน่นอนว่ามันเองก็มิแน่ว่าจะรู้ หรือหากรู้…ก็คงไม่มีวันยอมรับ”
ลวี่หยางได้ฟังก็อดใจสะท้านไม่ได้ ยังมีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ!?
เมื่อจ้าววิถีล่มสลาย ดวงตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กลายเป็นเทียนฝู่ ส่วนเจตจำนงหลงเหลือเป็นเพียงเศษเสี้ยว… ตา หู จมูก ลิ้น ก็ได้กลายเป็นเครื่องมือที่มันใช้เพื่อสอดส่องฟ้าดินที่แปรเปลี่ยนไป
ความคิดนี้ทำให้เขาหวนไปเชื่อมโยงเข้ากับอีกหนึ่งการดำรงอยู่…
เซียนซู…เทียนกง! (ฟ้าดินของเซียนซู)
เทียนกงของสถานที่บัดซบนั้นตามทฤษฎีแล้วควรไร้ซึ่งสำนึก มีเพียงสัญชาตญาณหยาบกร้าน…หรือเป็นเพราะว่ามันเหลืออยู่เพียงตา หู จมูก ลิ้นเท่านั้น?
ขาดสิ่งสำคัญที่สุดไป เจตจำนง!
แน่นอนว่าข้อสันนิษฐานนี้จะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อ…เซียนซูเป็นเช่นเดียวกับเทียนฝู่ เป็นร่างที่แปรสภาพมาจากจ้าววิถีผู้ล่วงลับ ลวี่หยางจึงเร้นความคิด มิได้ครุ่นคิดต่อไป
ในขณะเดียวกัน มหาเซียนไท่อินยังคงเอ่ยอธิบายต่อ
“ที่แห่งนี้มีนามว่า [แท่นวิญญาณ] ทั้งยังเป็นแท่นวิญญาณแห่งแรกท่ามกลางฟ้าดิน เป็นความสำเร็จสูงสุดของเคล็ดวิชาแท่นวิญญาณที่พระผู้เป็นเจ้ารังสรรค์ไว้ นับเป็นสถานที่ที่ดีในการทำความเข้าใจมรรคผล”
ว่าจบ นางก็สะบัดมือเบาๆ
ชั่วขณะเดียว ลวี่หยางก็เห็นว่า ความคิดของหมู่มวลผู้คนที่เดิมทีเต็มไปด้วยอารมณ์ด้านลบกลับถูกชำระให้สะอาดสิ้น เหลือเพียงแรงสั่นสะเทือนแห่งความคิดอันบริสุทธิ์ที่สุด
“กำจัดอารมณ์เกินควร ทิ้งไว้เพียงความคิดที่มีเหตุผลสูงสุด”
“ดังนั้นการ ทำความเข้าใจมรรคผล ในแท่นวิญญาณแห่งนี้ เจ้าสามารถอาศัยพลังแห่งหมู่มวลผู้คนมาร่วมกันช่วยขบคิด หากเจ้ายังมีข้อสงสัยต่อเส้นทางแห่งมรรคผล สถานที่แห่งนี้สามารถช่วยเหลือเจ้าได้”
“เป็นเช่นนี้เองหรือ…”
ลวี่หยางพลันรู้สึกสะเทือนในใจ การดึงเอาพลังคำนวณของหมู่ชนมาใช้…นี่คล้ายกับ【บัญญัติแห่งมรรคาแคว้นเซียน】ของราชสำนักเต๋า! แม้จะหยาบกว่ามาก แต่ก็ยังมีค่าอยู่ดี
ได้แต่กล่าวว่าพระผู้เป็นเจ้าสมแล้วที่เป็นระดับก่อกำเนิดที่บรรลุผลสำเร็จจากการรวบรวมจุดแข็งของทุกสำนัก กลวิธีของทุกฝ่ายล้วนมีความรู้ความเข้าใจในระดับหนึ่ง…
พร้อมกันนั้น ในใจลวี่หยางก็เกิดความคิดขึ้นมา… หากใช้พลังแห่งแท่นวิญญาณนี้ จะช่วยตนขบคิดหาวิธีหลอมถ้ำสวรรค์ให้กลายเป็นสมบัติแท้จริงได้หรือไม่?
“เป็นอย่างไร?”
มหาเซียนไท่อินปรายตามองลวี่หยาง เอ่ยอย่างสงบ “ช่วยข้าเฝ้าทะเลทุกข์ อย่าให้ผู้ใดล่วงล้ำ หากซือฉงได้เปรียบขึ้นมา เจ้าก็พลอยมีภัยด้วย”
ท้ายที่สุดแล้วซือฉงเกลียดชังปฐมปราชญ์อย่างที่สุด แต่กลับเป็นไปมิได้ที่จะไปล้างแค้นในตอนนี้… ในเมื่อเป็นเช่นนี้ มิสู้ใช้ผู้ใหญ่รังแกเด็ก สังหารผู้สืบทอดของปฐมปราชญ์สักสองสามคนเพื่อระบายความแค้นเสียก่อน
มหาเซียนไท่อินกับลวี่หยางคิดตามสามัญมนุษย์แล้ว ต่างก็เห็นพ้องว่ามีความเป็นไปได้สูงยิ่ง
อย่างน้อยหากเปลี่ยนเป็นพวกเขา ย่อมต้องทำเช่นนี้อย่างแน่นอน
เมื่อครุ่นคิดมาถึงตรงนี้ ลวี่หยางก็พลันพยักหน้า: “ศิษย์น้องเข้าใจแล้ว แต่ขออภัยที่ศิษย์น้องต้องพูดตรงๆ หากเรื่องราวมิอาจกระทำได้ อย่าได้โทษว่าศิษย์น้องละทิ้ง”
“นั่นเป็นธรรมดาอยู่แล้ว”
มหาเซียนไท่อินพยักหน้าอย่างสมเหตุสมผล ศิษย์นิกายศักดิ์สิทธิ์น่ะหรือ ผู้ที่เข้าใจย่อมเข้าใจ
วินาทีต่อมา นางก็ยื่นมือออกไปแหวก [ทะเลทุกข์] โดยตรง ก้าวเท้าเข้าไปหายลับไปในชั้นเก้า และลวี่หยางเมื่อเห็นดังนั้นก็เผยให้เห็นความทึ่งอยู่หลายส่วน
ด้วยเพราะในชั่วขณะที่มหาเซียนไท่อินเข้าสู่ [ทะเลทุกข์] นั้น เขาได้ลอบมองเห็นมรรคผลของอีกฝ่าย
ตำแหน่งมรรคผล [เงินตรา] รึ?
ไม่…ไม่ถูกแล้ว สิ่งที่เห็นหาใช่เพียง ตำแหน่งมรรคผล ธรรมดาอีกต่อไป อย่างน้อยในชั่วพริบตาที่เหลือบมองเมื่อครู่นี้ ลวี่หยางเห็นคือมหามรรคผลสายตรงที่สูงจรดสวรรค์สายหนึ่ง!
“นั่นมันอะไรกันแน่…?”
ลวี่หยางครุ่นคิดในใจ ความคิดพลิกผันนับร้อยพัน “การบำเพ็ญของเจินจวินโอสถทองคำ เมื่อยิ่งก้าวล้ำก็ยิ่งต้องหลุดพ้นจากตำแหน่งมรรคผล ต้องสลัดพันธนาการของตำแหน่งมรรคผล… มหามรรคผลสายนั้นคือสัญลักษณ์ของการไม่ต้องพึ่งพาตำแหน่งมรรคผลอีกต่อไปรึ?
เขามองเห็นได้อย่างชัดเจน นั่นคือมหามรรคผลสายหนึ่งที่ส่องประกายสีทองอร่าม เห็นได้ชัดว่าควบแน่นขึ้นมาจากภาพลักษณ์แห่ง [เงินตรา] มหามรรคผลนั้นราวกับเป็นเสาหลักค้ำจุนสวรรค์ ปลายด้านหนึ่งหยั่งรากลึกลงไปในทะเลทุกข์ ปลายอีกด้านหนึ่งกลับทอดยาวขึ้นไปสู่เบื้องบนของทะเลทุกข์ ลึกล้ำเข้าไปในความว่างเปล่า มองไปสุดสายตาก็มิเห็นจุดสิ้นสุด