เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect - บทที่ 648 ความน่าสะพรึงกลัวของพระผู้เป็นเจ้า
- Home
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect
- บทที่ 648 ความน่าสะพรึงกลัวของพระผู้เป็นเจ้า
บทที่ 648 ความน่าสะพรึงกลัวของพระผู้เป็นเจ้า
ทะเลทุกข์
เดิมทีควรจะเป็นดินแดนแห่งมหาสมุทร บัดนี้กลับปรากฏแผ่นดินอันหนาหนักขึ้นมาผืนหนึ่ง ราวกับเกาะโดดเดี่ยวกลางมหาสมุทร เมื่อมองเข้าไปใกล้จึงจะพบว่ามันกลับเป็นป้ายสุสานแห่งหนึ่ง
ภายในและภายนอกป้ายสุสาน มหาเซียนไท่อิน และ ซือฉง ยืนประจันหน้ากัน
ในขณะที่ลวี่ยางใช้หวงถิงกดทับตู้เสวียนเซียนจวินนั้นเอง มหาเซียนไท่อินกับซือฉงก็พลันรับรู้ถึงคลื่นสะท้อนในใจ ใบหน้าของทั้งคู่ปรากฏแววแปลกประหลาด
“ศิษย์น้องผู้นี้ของข้า ช่างมีฝีมือยิ่งนัก!”
ในใจของมหาเซียนไท่อินเต็มไปด้วยความทึ่ง เห็นได้ชัดนางเองก็ไม่เคยคาดคิดว่าลวี่ยางจะกดทับตู้เสวียนเซียนจวินได้ นางเพียงหวังให้ถ่วงเวลาได้บ้าง เพื่อที่ฝ่ายตนจะเร่งปิดศึกโดยเร็ว
ทว่ากลับกลายเป็นความน่ายินดีโดยไม่คาดคิด
เมื่อความคิดแล่นถึงตรงนี้ มหาเซียนไท่อินก็หันสายตาไปยังซือฉง แย้มยิ้มเยือกเย็นพลางเอื้อนเอ่ยว่า “สหายเต๋า ดูท่ากลอุบายของเจ้าสิ้นท่าแล้ว อย่าได้ดื้อดึงต้านทานอีกเลย”
นางยืนเหนือป้ายสุสาน ส่วนซือฉง ณ เบื้องล่าง เวลานี้ทั่วทั้งร่างฉายแสงวิชา พลังปราณพลุ่งพล่านจนป้ายสุสานสั่นสะท้านดุจจะสลัดโคลนหนาหนักที่ถมทับขึ้นมา ทว่าแรงกดแห่งไท่อินหนักอึ้งเกินไป แม้จะเพียรพยายามอยู่หลายครา สุดท้ายก็ยังถูกบดขยี้ลงโดยวิชา
สิ่งนี้ทำให้สีหน้าของซือฉงยิ่งอัปลักษณ์มากขึ้น
“ตู้เสวียน…เจ้าขยะ”
ในฐานะเซียนจวินขั้นกลาง กลับมิอาจเอาชนะผู้บำเพ็ญขั้นต้น มิหนำซ้ำยังถูกกดข่มได้ง่ายดาย!
ยามนี้ ซือฉงถึงกับรู้สึกเสียใจที่ครั้งก่อนมิได้สังหารลวี่ยางไปเสียแต่แรก ใครจะคาดคิดว่า มดปลวกตัวน้อย กลับกลายมาเป็นผู้ทำลายแผนการใหญ่ของตน
เช่นนี้ต่อไป…หรือว่าทุกสิ่งจะสูญสิ้นไปจริงๆ?
ความคิดในใจซือฉงพลิกผันนับพันเส้นทาง เขาไม่หยุดคำนวณหาหนทางเอาชีวิตรอด นี่คือโอกาสเดียวในชั่วชีวิต ต่อให้ต้องตาย ก็ไม่อาจยอมละทิ้ง
เมื่อยิ่งคิด ความแค้นในใจก็ยิ่งปะทุขึ้น
“ข้ายังมิได้ไปสะสางบัญชีกับปฐมปราชญ์เลย”
“หรือว่าจะต้องเป็นเช่นนี้ แม้แต่หน้าของปฐมปราชญ์ก็ยังมิได้เห็น ถูกศิษย์ของมันกดข่ม กระทั่งกลายเป็นบันไดให้มันเหยียบย่ำขึ้นสู่ [อีกฟากฝั่ง] รึ”
“เหลวไหลสิ้นดี!”
สีหน้าของซือฉงแปรเปลี่ยนไปมา เดี๋ยวสว่างเดี๋ยวมืด ขณะที่สถานการณ์ยิ่งวิกฤต กระทั่งปรากฏเค้าลางแห่งความพ่ายแพ้แล้ว แววอำมหิตในดวงตาของเขาก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น:
“บัดนี้ข้าได้ตา หู จมูก ลิ้น กายกลับคืน แม้ยังขาดเจตจำนงสุดท้าย มิได้ดึงมหามรรคในอดีตกลับมา แต่หากทุ่มทุกสิ่ง ระเบิดอายตนะหกทั้งหมด ก็ใช่ว่าจะมิอาจพลิกสถานการณ์กลับคืนมาได้ ทว่าราคาที่ต้องจ่ายสูงล้ำ เห็นทีว่ายากจะได้ก้าวสู่อีกฟากฝั่งอีกครา”
เมื่อครุ่นคิดถึงตรงนี้ สีหน้าซือฉงก็ยิ่งเคร่งขรึม หนักอึ้งประหนึ่งก้อนศิลาตกลงในใจ
เขากำลังชั่งน้ำหนักระหว่างได้กับเสีย เพราะเขาไม่อาจหยั่งรู้ได้เลยว่าผนึกแท่นวิญญาณชั้นเก้าที่พระผู้เป็นเจ้าทรงทิ้งไว้มีพลังกล้าแข็งเพียงใด หากตนสละชีพระเบิดขึ้นแล้วกลับยังไม่อาจทำลาย…
“สิ่งที่น่าหวั่นที่สุดคือ หากเราระเบิดอายตนะหก แต่กลับทะลวงผนึกมิได้”
“สุดท้ายกลับเป็นเราเองที่ตัดแขนขาตนเองทิ้ง ไม่เหลืออายตนะหกให้พึ่งพา และเมื่อไร้หนทางหลบหนี มหาเซียนไท่อินก็สามารถบดขยี้เราได้อย่างง่ายดาย”
ซือฉงจึงเกิดความคิด อยากจะถ่วงเวลาออกไปอีกสักหน่อย
ทว่าเวลาหาได้อยู่ข้างเขาไม่ เขาสามารถสัมผัสได้ชัดเจน ผนึกแท่นวิญญาณจากชั้นที่เก้ากำลังบีบเคี่ยว กดทับลงมาทีละน้อย ทำให้วิชาเทพทั้งหลายของเขาถูกสลายทีละส่วน
“อีกไม่นาน อายตนะหกของข้าจะถูกกดทับกลับคืนทั้งหมด หากไม่อาจหลุดพ้น ก็ย่อมถูกมหาเซียนไท่อินหาทางลบเลือนจนสิ้นสูญ”
เวลามิได้รอข้าแล้ว!
ความกระวนกระวายและความไม่มั่นคงก่อตัวจนกระเพื่อมถึงโลกปัจจุบัน ร่างอายตนะหกที่กลายเป็นมนุษย์สมบูรณ์พลันเชิดศีรษะขึ้น ส่งเสียงคำรามสะท้าน:
“ทำลาย!”
เสียงคำรามสะเทือนดุจคลื่นกระหน่ำทะลุขึ้นเบื้องบน ทว่ากลับถูกยันต์อาคมแสงพุทธที่แขวนอยู่ ณ ชั้นเก้าสกัดกั้นไว้จนหมดสิ้น [โอม มณี ปัทเม หูม] อักษรหกตัวเปล่งประกายเจิดจ้า
“เจ้าทั้งหลายจะบีบข้าให้ถึงที่สุดจริงหรือ…”
“เจ้าบีบข้าเกินไปแล้ว!”
ซือฉงกัดฟันแน่น สุดท้ายก็ละทิ้งความเพ้อฝันทั้งหมด เข้าใจได้ว่าหากไม่เสี่ยงในยามนี้ ปล่อยให้ถูกกดข่มไปเรื่อยๆ เกรงว่าอนาคตจะไม่มีแม้แต่โอกาสได้สู้กลับอีกเลย!
เมื่อความคิดบรรจบถึงที่สุด เขาก็ตัดสินใจแน่วแน่
“ระเบิด!”
เกือบจะพร้อมกัน มหาเซียนไท่อินก็ดูเหมือนจะสัมผัสถึงบางสิ่งได้ ใบหน้าเยือกเย็นเผยแววตื่นตระหนก แต่ลึกลงไปในดวงตากลับแฝงไว้ด้วยรอยยิ้มบางเบา
วินาทีถัดมา ทุกสรรพเสียงพลันดับสูญ กลายเป็นความเงียบงันอันน่าสะพรึง
ทะเลทุกข์ที่เคยพลุ่งพล่านปั่นป่วนกลับนิ่งสนิทลงในชั่วพริบตา คลื่นลมมลายสิ้น มีเพียงเสียงคำรามประหนึ่งฟ้าผ่าดังขึ้นจากก้นห้วงสมุทรลึก
เสียงนั้น…มาจากโลกปัจจุบัน!
เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะความแปรปรวนในโลกปัจจุบันรุนแรงเกินไป จนกระทั่งกระทบต่อการหมุนเวียนตามธรรมชาติของทะเลทุกข์
ความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ลวี่ยางย่อมตระหนักชัดที่สุด เขายืนอยู่บนชั้นเก้า เพียงรู้สึกเหมือนมังกรดินพลิกกายอยู่ใต้ฝ่าเท้า ร่างแทบถูกสะบัดปลิว สิ่งที่ตนเคยพึ่งพา ทั้งฐานะ ความอัศจรรย์ ภาพลักษณ์ พลันดับสิ้นหายไปหมด รู้สึกเพียงเวียนศีรษะพร่าเลือน ราวกับจมอยู่ในห้วงฝัน
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่!?”
ลวี่ยางเผลอกำลูกกลมในมือแน่น โชคยังดีที่หวงถิงไม่จำต้องอาศัยพลังปราณเขาหล่อเลี้ยง ผนึกจึงยังไม่แตกสลาย
ต่อจากนั้น เขารีบเร่งรวมรวมจิตเทวะ เพ่งมองลงไปเบื้องล่าง
แต่ภาพที่เห็นกลับพร่ามัวไปทั้งสิ้น เหลือเพียงแสงนับอนันต์พลุ่งพล่าน พวยพุ่งรวมเป็นคลื่นมหึมา กวาดโหมซัดสูงขึ้นราวกับจะยกมหาสมุทรทั้งผืนขึ้นสู่เบื้องบน!
“ตูม! ตูม! ตูม!”
ยามนี้ การสั่นสะเทือนทั่วทั้งชั้นเก้าได้รุนแรงถึงขั้นชวนให้ผู้คนเชื่อว่ามันจะพังทลายลงจริงๆ แม้แต่ลวี่ยางเองก็เห็นรอยร้าวด้วยตาเปล่า
“แย่แล้ว!”
ผนึกแท่นวิญญาณที่พระผู้เป็นเจ้าทรงทิ้งไว้กำลังแตกสลาย!
ลวี่ยางทอดตามองรอบกาย แต่กลับไม่พบที่ใดให้หลบหนี ได้แต่ยิ้มเจื่อนขมขื่น หรือว่าวันนี้จะเป็นวันที่เราถูกฝัง ณ ที่แห่งนี้ และต้องเริ่มต้นใหม่อีกครา…
“เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ!”
การแตกสลายยังคงดำเนินต่อไป แต่ท่ามกลางหินผาที่ถล่มทลาย แสงสีหยกกลับค่อยๆ โผล่ขึ้นทีละน้อย และทวีความเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ
ประหนึ่งคราบธุลีที่ถูกเช็ดลบหายไป
เมื่อธุลีสิ้น…แสงก็ปรากฏ!
“โอม มณี ปัทเม หูม!”
เพียงพริบตาเดียว เสียงพุทธมนต์อันกึกก้องพลันก้องสะท้านจากทั่วทั้งฟ้าและแผ่นดิน ลวี่ยางจึงได้มองเห็นความจริงของชั้นที่เก้า แท้จริงแล้วคือ แท่นมรรคผล ที่หล่อหลอมจากหยกเขียวบริสุทธิ์!
ตัวแท่นใสราวแก้วผลึกไร้ธุลี
สายตาของลวี่ยางไม่ถูกขวางกั้นแม้แต่น้อย เพียงชำเลืองหนึ่งครั้งก็เห็นภาพในแท่นวิญญาณแจ่มชัด ภายในนั้นคือร่างชายหนุ่มผู้หนึ่ง นั่งขัดสมาธิ ใบหน้านิ่งสงบอิ่มเอิบ
มิผิดเพี้ยนจากซือฉงเลยแม้แต่น้อย
“นั่นคือเจตจำนงสุดท้ายของซือฉง!”
สิ่งที่ปรากฏในทะเลทุกข์หาใช่กายแท้ หากเป็นเพียงเศษเสี้ยวจิต ขณะที่เบื้องหน้าตอนนี้ต่างหาก คือร่างแท้ของเจตจำนง เป็นร่องรอยสุดท้ายที่จ้าววิถีซือฉงทิ้งเอาไว้บนโลกมนุษย์
“เขากำลังจะหลุดพ้นแล้วหรือ?”
ลวี่ยางเข้าใจแจ่มชัด อีกฝ่ายยอมระเบิดอายตนะหกเพียงเพื่อช่วยเหลือเจตจำนงสุดท้ายให้หลุดพ้น ความบ้าคลั่งนี้หาได้ธรรมดาไม่!
และเมื่อมองจากผลลัพธ์ ซือฉงก็ดูจะประสบความสำเร็จแล้ว เพราะการระเบิดอายตนะหกนั้น พลังทำลายล้างมิใช่เพียงรุนแรงธรรมดา หากแต่ยังเป็นหายนะที่สยบต่อภาพลักษณ์ทั้งปวงด้วย เพราะการที่จ้าววิถีระเบิดตนเองนั้น แท้จริงก็คือการสถิตภาพลักษณ์แห่งการทำลายล้างสวรรค์ปฐพี!
ผนึกแท่นวิญญาณที่พระผู้เป็นเจ้าทิ้งไว้ ย่อมไม่อาจต้านทานได้!
ลวี่ยางเห็นชัดเจน แท่นวิญญาณทั้งหมดกำลังแตกร้าวทีละชิ้นท่ามกลางคลื่นมหึมา ก่อนพังทลายลง พลังปราณอันโอ่อ่าตระการตาสายหนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้น!
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
ในทะเลทุกข์ ซือฉงหัวเราะก้อง เขาเดิมพันสำเร็จแล้ว! ยอมสละอายตนะหก จนในที่สุดก็ทำลายผนึกที่พระผู้เป็นเจ้าทิ้งไว้ได้!
“เจตจำนงกลับคืนรวมหนึ่งกับเรา ด้วยสายสัมพันธ์ระหว่างเรากับมหามรรค เพียงพอจะสลัดพันธนาการแห่งเงินตราของไท่อิน ทวงคืนมหามรรคที่แท้จริง! ต่อให้เรียกดอกเบี้ยกลับสักเล็กน้อยก็ย่อมทำได้! อาศัยโอกาสนี้เราย่อมหนีสู่ทะเลแห่งแสงนอกฟ้าได้ เรื่องที่เหลือค่อยๆ วางแผนในภายหน้า…”
เพียงพริบตาเดียว ซือฉงก็วางแผนได้เสร็จสิ้นในใจ
ทุกอย่างพร้อมแล้ว เหลือเพียงลมบูรพา!
เมื่อคิดได้ดังนี้ เขาก็หันความสนใจกลับสู่โลกปัจจุบัน เพ่งมองไปยังเจตจำนงแท้ที่ซ่อนอยู่ในแท่นวิญญาณซึ่งแตกสลาย มองเห็นอีกฝ่ายค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ
สายตาของทั้งสองสบกันเพียงหนึ่งครั้ง
เพียงชั่วเสี้ยวอึดใจ ซือฉงก็ได้ถ่ายทอดที่มาที่ไปทั้งหมดเข้าไปในความคิดของร่างต้นเจตจำนงแห่งมรรคผลผ่านสัมผัสรู้ระหว่างเขากับร่างต้นแล้ว
“เวลามีจำกัด รีบกลับคืนมา!!”
ภายใต้เสียงเร่งเร้าของซือฉง เจตจำนงแท้ก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ท่ามกลางสายตาของเขา ประสานมือเข้าหากัน ริมฝีปากแย้มยิ้มบางเบา เอื้อนเอ่ยเพียงถ้อยคำเดียว
“อมิตาภพุทธ”