เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect - บทที่ 651 ห้วงสวรรค์ เงาสะท้อนแห่งทะเลทุกข์
- Home
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect
- บทที่ 651 ห้วงสวรรค์ เงาสะท้อนแห่งทะเลทุกข์
บทที่ 651 ห้วงสวรรค์ เงาสะท้อนแห่งทะเลทุกข์
สำหรับลวี่หยางแล้ว นั่นเป็นเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น
จากการตกลงมาจากดินแดนแห่งความมืดมิด จนเข้าสู่ตำแหน่งที่กำหนดไว้ของทะเลแห่งแสงนอกฟ้า ทั้งกระบวนการคล้ายฟ้าดินหมุนวน พริบตาเดียวก็เหมือนผ่านไปนับพันปี
ไม่นานนัก ทัศนียภาพในสายตาของลวี่หยางก็พลันเปลี่ยนไป
ขณะเขามองลงมาจากดินแดนแห่งความมืดมิด เพียงรู้สึกว่าทิศทางที่กำลังร่วงลงไปนั้นเหมือนรอยเท้าใหญ่ และเมื่อเขายังคงตกต่ำลงไป สายตาก็ถูกดึงเข้ามาใกล้
ทิวทัศน์ตรงหน้ายิ่งเปลี่ยนเป็นสิ่งใหม่ ไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่ารอยเท้าอีกต่อไป หากแต่เป็นสิ่งหนึ่งที่มิอาจพรรณนา เพียงแรกเห็นคล้ายเป็นหลุมดำซึ่งก่อรูปขึ้นจากภพสวรรค์ ทว่าเมื่อเข้าใกล้กลับพบว่า แท้จริงแล้วมิใช่หลุมดำ หากแต่เป็นเงามหึมาที่สะท้อนอยู่บนทะเลแห่งแสงนอกฟ้า
“นี่มัน…”
ลวี่หยางมิได้ตกลงไปในเงามืด หากแต่ลงสู่บริเวณขอบของเงา แต่ก็ยังคงสามารถสัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดอันน่าสะพรึงกลัวที่มาจากเงานั้น
“ค่อนข้างคล้ายคลึงกับเซียนซู”
สถานที่บัดซบอย่างเซียนซูก็มีแรงดึงดูดอันน่าสะพรึงกลัวเช่นเดียวกัน ทุกๆ ช่วงเวลาหนึ่งก็จะดึงดูดภพสวรรค์บางแห่งเข้ามา จากนั้นก็ให้เหล่าเจินจวินลงมืองมขึ้นมา
ทว่าฉากเบื้องหน้านี้กลับต่างออกไป
“แม้จะมีแรงดึงดูดอยู่จริง ทว่ากลับถูกจำกัดให้อยู่เพียงรัศมีที่มีเงานั้นเป็นศูนย์กลาง จึงมิได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งใดภายนอก”
ลวี่หยางใช้จิตเทวะสำรวจ กวาดตามองทั่วทั้งเขตพื้นที่ สีหน้ากลับค่อย ๆ ประหลาดขึ้นเรื่อย ๆ “อืม…มองจากเบื้องบนลงไป มันช่างคล้ายรอยเท้าแท้ ๆ… ผู้ที่เหยียบย่ำรอยเท้านี้ควรจะสวมรองเท้าอยู่ เงาภายในคือฝ่าเท้าที่ทิ้งไว้ ส่วนขอบรอบนอก…คือรอยที่รองเท้าทิ้งไว้”
แม้ฟังดูชวนประหลาด
แต่บุคคลต้องยิ่งใหญ่เพียงใด ถึงจะสามารถทิ้งรอยเช่นนี้ไว้ในทะเลแห่งแสงนอกฟ้า มิหนำซ้ำมิใช่แค่ตน…กระทั่งรองเท้าที่สวมใส่ยังสามารถก่อเกิดความอัศจรรย์ได้
แต่ทว่าความพิสดารนี้…ยังมิใช่สิ่งที่น่าเหลือเชื่อที่สุด
“หากเป็นเมื่อก่อน ข้าอาจไม่เห็นสิ่งนี้…แต่บัดนี้ ด้วยความรู้ความสามารถที่ข้าเพิ่มพูนขึ้น ข้ากลับพอมองเห็นเค้าลางบางอย่างได้แล้ว”
สายตาลวี่หยางเปล่งประกายวาววับ เพียงชั่วพริบตาก็เบิกเปิดทะเลทุกข์ มองลงมายังพื้นที่แห่งนี้จากอีกมุมหนึ่ง แววตาเต็มไปด้วยความเคารพยำเกรงยิ่งกว่าเดิม
“ที่นี่… กระทั่งยังมิใช่สถานที่ที่เขาย่ำเท้าลงไปจริงๆ!”
“ยอดคนผู้นั้น มิได้เดินอยู่ในโลกแห่งความจริง และมิได้ก้าวย่างบนโลกแห่งความจริงโดยแท้…สถานที่ที่เขาเดินจริง ๆ…ควรจะเป็นทะเลทุกข์!”
ส่วนพื้นที่ที่ทะเลแห่งแสงนอกฟ้าสะท้อนออกมาในยามนี้ แท้จริงคือเมื่อยอดคนนั้นก้าวเดินอยู่ในทะเลทุกข์ และทิ้งรอยไว้ในนั้น เงาที่ปรากฏออกมาจึงเป็นเพียงภาพสะท้อนของทะเลทุกข์ในโลกแห่งความจริง ดังนั้นรูปที่เห็นภายนอกจึงกลายเป็นเงาลึกเร้นหาที่สุดมิได้
“…เหลือเชื่อยิ่งนัก!”
ภาพแปลกประหลาดเช่นนี้ ทำให้ลวี่หยางอดมิได้ที่จะนึกถึงสวรรค์เจ็ดยอแสงที่ตนเคยได้เห็นในอดีต ภพสวรรค์แห่งนั้นก็มีที่มาน่าอัศจรรย์ยิ่ง
ก็เป็นอีกหนึ่งยอดคนเช่นกัน
เพียงแค่ขณะเดินผ่าน แล้วทิ้งความคิดหนึ่งว่า “สถานที่แห่งนี้ หากมีภพสวรรค์ให้หยัดยืนได้ก็คงดี” ก็ทำให้ทะเลแห่งแสงนอกฟ้าบังเกิดการตอบสนอง
ต่อมา…ได้ให้กำเนิดภพสวรรค์ขึ้นจริง
แม้กระทั่งสวรรค์เจ็ดยอแสงที่ถือกำเนิดขึ้นจากเหตุนี้ สุดท้ายเมื่อรวมก่อขึ้นเป็นร่างต้นของตำแหน่งมรรคผล กลับซึมซาบด้วยวิถีเทพธูปเทียนที่มีภาพลักษณ์แห่งการสักการะแห่งเทพเป็นแก่นกลาง
เมื่อครุ่นคิดถึงตรงนี้ ลวี่หยางก็อดไม่ได้ที่จะจมลงในภวังค์ความคิด
ยอดคนทั้งสอง…หรือจริง ๆ แล้วจะเป็นบุคคลเดียวกัน? นี่คือจ้าววิถีก่อกำเนิดผู้หนึ่งที่เสด็จลงมายังโลกกระนั้นหรือ? จะเป็นบรรพจารย์ของนิกายศักดิ์สิทธิ์หรือ?
ลวี่หยางว่า…น่าคิดอยู่!
เพราะสาเหตุที่เขามาที่นี่ ก็เนื่องจากหยาดโลหิตหยดหนึ่งในอดีต และพอดิบพอดีว่าสถานที่แห่งนี้สามารถช่วยเขาหลบเลี่ยงการติดตามของ[พระวัชรธาตุอจลตถาคต]ได้
ช่างบังเอิญเกินไปแล้ว!
เมื่อนึกถึงตรงนี้ ลวี่หยางก็ลองเอ่ยเบา ๆ ต่อรอบด้านอย่างระมัดระวัง “ศิษย์ลวี่หยาง ขอคารวะบรรพจารย์…หากบรรพจารย์มีบัญชา ศิษย์ยอมตายหมื่นครั้งมิเปลี่ยนใจ!”
แต่กลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลย
น่ากลัวยิ่งนัก!
พูดตามตรง หากยามนี้บรรพจารย์ของนิกายศักดิ์สิทธิ์ลงมาจริง แล้วสั่งการเขาสักสองสามประโยค ใจเขายังพอสงบลงได้บ้าง
ทว่าเมื่อไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลย ไร้ซึ่งแม้แต่สัญญาณใด ๆ กลับยิ่งทำให้ลวี่หยางระมัดระวังที่สุด กลัวว่าหากก้าวพลาดเพียงน้อยก็จะเหยียบลงในหลุมพราง
เมื่อนึกถึงตรงนี้ ลวี่หยางจึงอดไม่ได้ที่จะเหลียวมองรอบ ๆ อีกครั้ง ชั่วขณะเดียวถึงกับหวาดผวาต่อเสียงลมเสียงนก ก้าวไปข้างหน้าก็ไม่กล้า ถอยกลับไปก็ไม่ได้ สีหน้าผันแปรไปมาหลายครา
“…ช่างเถิด ลองดูสักหน่อยว่าหยาดโลหิตของข้าไปตกที่ใดแล้ว”
ลวี่หยางยกมือเดียวประสานมือทำมุทรา เริ่มต้นคำนวณขึ้นมา ไม่นานนัก เขาก็อาศัยเส้นทางแห่งเหตุและผลในความเวิ้งว้าง ติดตามไปจนพบตำแหน่งที่หยาดโลหิตของตนตกค้างอยู่
“หืม? นั่นมัน…”
พลันสายตาลวี่หยางสั่นไหวเล็กน้อย มองตรงไปยังขอบเขตของเงาใหญ่ พบว่าที่นั่นมีแสงเล็กดวงหนึ่งกระพริบอยู่ ทำให้เขาถึงกับตะลึงงัน
“ภพสวรรค์?”
สถานที่เช่นนี้…ถึงกับยังมีภพสวรรค์อยู่ด้วยหรือ!?
ลวี่หยางใช้จิตเทวะกวาดลงไป พบว่าพื้นที่เล็กที่ภพสวรรค์นั้นตั้งอยู่นับว่าพิลึกยิ่งนัก รอบด้านยังปรากฏร่องรอยว่าเคยมีภพสวรรค์อื่น ๆ ปรากฏมาก่อนหลายแห่ง
“เพราะที่นี่เหมาะแก่การถือกำเนิดภพสวรรค์กระนั้นหรือ?”
ทะเลแห่งแสงนอกฟ้านั้นกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต พื้นที่เช่นนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มี แสดงว่าภายในเขตนี้มีแสงดำสองขั้วกำเนิดดับที่เคลื่อนไหวคล่องแคล่วกว่าที่อื่นเล็กน้อย
แต่ภพสวรรค์เหล่านี้กลับโชคร้ายอย่างยิ่ง บังเอิญไปตั้งอยู่พอดีที่ขอบของเงามืด ตกอยู่ในรัศมีแรงดึงดูดของมัน เว้นเสียแต่เพียงภพสวรรค์ที่เขามองเห็นอยู่ในตอนนี้ ที่เหลืออีกหลายแห่งได้ถูกเงากลืนกินไปสิ้น แม้แต่ภพสวรรค์นี้…ก็คงจะอยู่ได้อีกไม่นานนัก
“คาดว่าสูงสุดก็ราวพันปีเท่านั้น”
ลวี่หยางส่ายศีรษะ ภายในพันปี ภพสวรรค์แห่งนี้ก็จะถูกแรงดึงดูดฉุดลงสู่เงาใหญ่ สุดท้ายถูกบดทำลาย แตกสลายกลายเป็นฝุ่นละอองเต็มท้องนภา
เว้นแต่ว่าภายในภพสวรรค์นั้น…จะสามารถก่อเกิดเจินจวินขึ้นมาได้
ทว่าเป็นไปไม่ได้แน่นอน เพราะเพียงแค่กวาดตามอง ลวี่หยางก็เห็นได้ทันทีว่านี่เป็นเพียงภพสวรรค์เล็กแห่งหนึ่ง อย่าว่าแต่ตำแหน่งมรรคผลเลย กระทั่งเงาร่างของตำแหน่งมรรคผลยังไม่มี
ภพสวรรค์เล็กเช่นนี้ หากมีผู้บำเพ็ญจนบรรลุถึงขั้นวางรากฐานได้ก็ต้องจุดธูปไหว้ฟ้าแล้ว เจินจวินน่ะหรือ…ไม่มีทางเป็นไปได้ และหากถูกเซียนซูจับไป สุดท้ายก็มีเพียงบทสรุปเดียว ถูกใช้เป็นสนามให้ศิษย์ขั้นรวมลมปราณทำศึกช่วงชิงมรรคผล กลายเป็นเพียงภาพประดับแปลกตา
เมื่อคิดถึงตรงนี้ คิ้วของลวี่หยางก็ยกขึ้นเล็กน้อย แต่พลันเปลี่ยนใจครุ่นคิดต่อ
ก็ไม่แน่เสมอไป
หยาดโลหิตของข้า ดูเหมือนจะตกอยู่ในภพสวรรค์นี้ หากมีโลหิตของข้าเป็นพลังหล่อเลี้ยง แม้มิใช่เจินจวิน แต่วางรากฐานสมบูรณ์ก็ยังมีหวัง
แต่ไม่นานนัก ลวี่หยางก็ส่ายหน้าอีกครั้ง
ระดับวางรากฐานขั้นสมบูรณ์… กลับยิ่งน่าสงสาร
เพราะเมื่อบรรลุถึงระดับนั้น ก็สามารถท่องเที่ยวสั้น ๆ ในทะเลแห่งแสงนอกฟ้าได้แล้ว ย่อมมองเห็นชัดว่าภพสวรรค์ของตนกำลังเผชิญหายนะเช่นไร
ทว่าแม้จะบรรลุถึงขั้นวางรากฐานสมบูรณ์ ก็ยังไร้หนทางแก้ไข
ต่อให้ลงมือทำสิ่งใดได้บ้าง ผลลัพธ์ก็เป็นเพียงหยดน้ำในทะเล สุดท้ายต่อให้ทุ่มเทสุดกำลัง ก็ไม่อาจหยุดยั้งโศกนาฏกรรมได้ กลับกันยิ่งทำให้จมลึกลงไปในห้วงสิ้นหวังยิ่งกว่าเดิม
แม้ผู้วางรากฐานสมบูรณ์นั้นจะเป็นคนไร้หัวใจ เลือกละทิ้งภพสวรรค์หนีเอาตัวรอดไปเพียงลำพัง ก็หาได้มีประโยชน์ไม่ เพราะทั่วทั้งขอบเขตเงานี้ เหลือเพียงภพสวรรค์แห่งนี้แห่งเดียว ไม่มีพิกัดของภพสวรรค์อื่นให้หยัดยืน ไม่มีที่ใดให้หลบหนี เป็นหนทางตายสิ้นไร้หนทางรอด
ในห้วงครุ่นคิดนั้น ลวี่หยางก็เข้ามาใกล้ภพสวรรค์แห่งนั้นแล้ว
แต่ไม่นานนัก เขาก็หยุดฝีเท้าลง เพราะพลันพบว่า ในยามนี้ก็มีสิ่งหนึ่งกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ภพสวรรค์นั้นพอดี ราวกับเป็นเส้นแสงหนึ่งพุ่งตรงมา
“ซากภพสวรรค์…”
ลวี่หยางมองเห็นได้อย่างชัดเจน นั่นคือเศษซากของภพสวรรค์ที่ถูกเงากลืนกินไปแล้ว ไม่อาจเรียกว่าเป็นภพสวรรค์ได้อีกต่อไป สูงสุดก็เพียงแค่พื้นที่หนึ่งเท่านั้น
พูดให้ชัด…ก็คงคล้ายกับโลกเล็กที่ข้าเคยใช้หวงถิงสร้างขึ้นชั่วคราว
ลวี่หยางยกมือขึ้นลูบคาง ซากภพสวรรค์เช่นนี้หากไปปะทะกับภพสวรรค์อื่น ก็มีโอกาสสูงที่จะก่อให้เกิดมหันตภัย เร่งเร้าให้ภพสวรรค์หนึ่งถึงคราวพินาศเร็วขึ้น
หากจะหยุดยั้งได้ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นเจินเหรินขั้นปลายของการวางรากฐาน
เมื่อคิดได้ดังนี้ ลวี่หยางก็ยังไม่รีบร้อน กลับกันเขาตั้งใจจะอาศัยซากภพสวรรค์นี้ทดสอบรากฐานของภพสวรรค์เบื้องหน้า เผื่อว่าภายในมีอุบายซ่อนเร้นอยู่
ดังนั้นเขาจึงมิได้กระทำสิ่งใด
ชั่วครู่ต่อมา ซากภพสวรรค์นั้นก็ใกล้เข้ามาใกล้ภพสวรรค์ดังกล่าวยิ่งนัก ทว่าขณะนั้นเอง กลับมีสายโลหิตพุ่งทะลุออกมาจากภายในภพสวรรค์นั้น
“บังอาจ!”