เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect - บทที่ 677 การไล่ตามมรรคผลครั้งแรก
- Home
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect
- บทที่ 677 การไล่ตามมรรคผลครั้งแรก
บทที่ 677 การไล่ตามมรรคผลครั้งแรก
เจียงเป่ย ภายในป่าทึบแห่งหนึ่ง
ลวี่ยางนั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้า ธงสั่งสอนวิถีธรรมโบกพลิ้วสะบัดอยู่ด้านหลัง เขาได้รวบรวมจิตวิญญาณของจ้าวยอดเขาปะสานฟ้าและเฉินซิ่นอันกลับคืนมา แล้วเริ่มตรวจสอบความทรงจำที่พวกนั้นค้นพบจากหงจวี่
“หงจวี่… คนผู้นี้ไม่ธรรมดาจริงๆ”
บรรลุขั้นวางรากฐานสมบูรณ์ มีชีวิตยืนยาวกว่าห้าพันปีไม่ตาย เพียงแค่ประสบการณ์และอายุขัยก็เพียงพอให้เขามีโอกาสล่วงรู้ความลับมากมายในกาลเวลาอันยาวนาน
แน่นอน ความลับส่วนใหญ่ลวี่ยางหาได้ใส่ใจ เพราะชั้นเชิงของหงจวี่ยังตื้นเขิน ทว่าก็ยังมีบางเรื่องที่แม้แต่เขาเองยังต้องประหลาดใจ และหนึ่งในความลับที่ยังต้องตกใจเมื่อได้ล่วงรู้ ก็คือเรื่องรักแค้นชิงชังระหว่างเฟยเสวี่ยเจินจวินกับหานกวงฝูเทียนเจินจวิน
“เรื่องนี้นับว่านอกเหนือความคาดหมายจริงๆ”
หานกวงฝูเทียนเจินจวิน เจินจวินลำดับที่สามแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์ จากสมญานามที่ได้รับ ลวี่ยางจึงคาดเดาว่าตำแหน่งมรรคผลของอีกฝ่ายควรจะเป็น วารีมหานที
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ระดับพลังของคนผู้นี้
“ตามความทรงจำของหงจวี่ หานกวงฝูเทียนเจินจวิน เป็นเจินจวินรุ่นเก่าแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์ ตั้งแต่ก่อนที่เฟยเสวี่ยเจินจวินจะบรรลุโอสถทองคำและขึ้นนั่งตำแหน่ง เขาก็ได้ครอบครองที่นั่งนั้นอยู่ก่อนแล้ว”
“ทั้งสองฝ่ายเคยมีเรื่องขัดแย้งกันตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว”
“ท้ายที่สุดเป็นเพราะได้รับความคุ้มครองจาก เจิงไฉ่ฉี่หลัวเจินจวิน เฟยเสวี่ยเจินจวินจึงปลอดภัยไร้กังวล จนกระทั่งขึ้นสู่ตำแหน่งแสวงหาโอสถทองคำได้ สถานะของทั้งสองฝ่ายจึงสลับกัน”
ทว่าจุดที่ละเอียดอ่อนกลับอยู่ตรงนี้เอง
“เมื่อห้าพันปีก่อน ตอนที่เฟยเสวี่ยเจินจวินเพิ่งบรรลุโอสถทองคำสำเร็จและขึ้นครองตำแหน่ง หานกวงฝูเทียนเจินจวินผู้นี้ยังคงอยู่เพียงขั้นต้นของโอสถทองคำ”
“ต่อมาอีกหนึ่งร้อยปี ราชครูแห่งราชสำนักเต๋ายกทัพมารุกราน”
“นิกายศักดิ์สิทธิ์อยู่ในภาวะอันตรายถึงขีดสุด”
“ขณะนั้นเอง เฟยเสวี่ยเจินจวินได้สำแดงพลังอันไม่ธรรมดา ผลักดันราชครูแห่งราชสำนักเต๋ากลับไปได้ อาศัยเหตุนี้จึงนั่งมั่นในตำแหน่งผู้นำสูงสุดแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์อย่างเด็ดขาด”
“แต่ก่อนหน้านั้น ตำแหน่งสูงสุดนี้เป็นของหานกวงฝูเทียนเจินจวินมาตลอด น่าเจ็บใจยิ่งนักที่หลังจากนั้นไม่นาน เขากลับสามารถฝ่าทะลุสู่ขั้นกลางของโอสถทองคำได้ หลักฐานก็คืออายุขัยของเขาในเวลานั้นก็สูงล้ำแล้ว แต่ผ่านไปอีกพันปีกลับยังไร้วี่แววแห่งความตาย”
สถานการณ์เช่นนี้จะอธิบายได้ก็ด้วยการฝ่าทะลุขั้นกลางของโอสถทองคำและอาศัย ถ้ำสวรรค์ไม่ร่วงหล่น เท่านั้น
“หากหานกวงฝูเทียนเจินจวินฝ่าทะลุได้จริง เช่นนั้นเขาย่อมต้องหันหน้าเข้าไปหาเจิงไฉ่ฉี่หลัวเจินจวิน ขอให้อีกฝ่ายมาขึ้นตรงต่อตนเอง”
“เพราะอย่างไรเสีย ก็ด้วยวิถีนี้เท่านั้น จึงจะสามารถแสวงหาการฝ่าทะลุสู่ขั้นปลายของโอสถทองคำได้”
“ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องนี้แท้จริงแล้วคือผลประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย คนหนึ่งคือวารีมหานที อีกคนคือไม้หม่อน อีกทั้งยังเป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง เรียกได้ว่าเป็นคู่ที่สวรรค์สร้างโดยแท้”
คิดถึงตรงนี้ ลวี่หยางก็ส่ายศีรษะไปมา
“น่าเสียดายที่บุปผามีใจ แต่สายน้ำไร้เยื่อใย”
“อย่างน้อยผลลัพธ์ก็บอกได้ชัดว่า ตอนนั้นเจิงไฉ่ฉี่หลัวเจินจวินปฏิเสธ ไม่เลือกเขา แต่กลับยอมรอเฟยเสวี่ยเจินจวินที่ยังไม่ฝ่าทะลุ”
“เฮอะๆๆ”
ครั้นเห็นดังนี้ ลวี่หยางก็อดมิได้ที่จะคลี่ยิ้มพลางสั่นศีรษะด้วยความรู้สึกผสมปนเปว่า “มิน่าเล่า ทั้งสองจึงกลายเป็นศัตรู ความบาดหมางนี้มันคือการขัดขวางเส้นทางบำเพ็ญโดยแท้!”
มิน่าเล่า…หานกวงฝูเทียนเจินจวินจึงเลือกปลีกวิเวกเร้นกายอยู่ในนิกายศักดิ์สิทธิ์ แทบไม่เคยปรากฏตัวออกมา ทั้งนี้ก็เพราะมิอาจต่อกรกับเฟยเสวี่ยเจินจวินได้ อีกทั้งเจิงไฉ่ฉี่หลัวเจินจวินก็ก้าวไปยืนข้างเฟยเสวี่ยเจินจวินแล้ว มิฉะนั้นทั้งสองฝ่ายย่อมต้องห้ำหั่นกันจนตายไปข้างหนึ่ง การที่มิได้พบพานกันเลยนับว่ายังเป็นการอดกลั้นเสียด้วยซ้ำ
พร้อมกันนั้น ลวี่หยางยังได้รับสิ่งที่เกินคาดอีกหนึ่งอย่าง
“แท้จริงแล้วหงยวิ๋นเคยคาดเดามานาน ว่าเจินจวินผู้ที่คอยหนุนหลังเขาอย่างลับๆ ในนิกายศักดิ์สิทธิ์ ก็คือหานกวงฝูเทียนเจินจวินผู้นี้เอง”
“ตอนนี้ดูไปก็คงไม่ผิดพลาดแล้ว”
“เพราะเขาย่อมไม่อยากเห็นจงกวงพิสูจน์ตะเกียงดับแสงสำเร็จ ช่วยหนุนเฟยเสวี่ยเจินจวินให้ฝ่าทะลุขั้นปลาย การเลือกที่จะหนุนหงยวิ๋นจึงเป็นเรื่องธรรมดา”
“น่าเสียดายก็แต่ว่าหงยวิ๋นกลับไม่เอาไหน”
“ที่จริงเขาคงหนุนช่วยหงยวิ๋นมาแล้วหลายพันปี ทว่าหงยวิ๋นกลับไม่อาจหวนคืนสู่ตำแหน่งเจินจวินได้ สุดท้ายก็คงทำให้เขาผิดหวังจนสิ้นใจไปแล้วกระมัง”
คิดถึงตรงนี้ ดวงตาของลวี่หยางก็พลันสว่างไสวขึ้นมา
“นี่แหละคือโอกาส…หากทำให้เขาเห็นความหวังว่าหงยวิ๋นจะหวนคืนสู่ตำแหน่งเจินจวินได้ แล้วข้าสัญญาว่าหลังจากสำเร็จจะยอมฝากตนไว้ในถ้ำสวรรค์ของเขา”
“บางที ข้าอาจได้แรงหนุนอันยิ่งใหญ่โดยไม่ต้องเสียสิ่งใดเลย”
อย่าได้ดูแคลนว่าหานกวงฝูเทียนเจินจวินถูกเฟยเสวี่ยเจินจวินกดข่มมานานนับพันปี นั่นก็เพราะเฟยเสวี่ยเจินจวินแข็งแกร่งเกินปุถุชนจะเทียบเคียงได้ต่างหาก
แท้จริงแล้ว หากวิเคราะห์ตามที่ลวี่หยางคาดการณ์ หานกวงฝูเทียนเจินจวินย่อมมีพลังมิธรรมดา การที่เขาสามารถนั่งครองบัลลังก์สูงสุดแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์มาก่อนเฟยเสวี่ยเจินจวิน ย่อมบ่งบอกว่าเขาอาจเป็นเจินจวินผู้เปล่งประกาย สามารถต่อสู้กับขั้นกลางแห่งโอสถทองคำได้หลายกระบวนท่า เพียงแต่แพ้ให้แก่เฟยเสวี่ยเจินจวินเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น เขาก็คือเจินจวินรุ่นเก่าของนิกายศักดิ์สิทธิ์ ถึงแม้จะถูกเฟยเสวี่ยเจินจวินกดดันด้วยพลังดิบ แต่นั่นหมายความว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาจะไร้การกระทำใดเลยหรือ? บางทีความสงบเสงี่ยมที่แสดงออกอาจเป็นเพียงฉากบังตา ที่แท้กำลังหมักซ่อนเพลิงร้ายอยู่ในเงามืดก็เป็นได้
เมื่อจัดเรียงข้อมูลทั้งหมดเสร็จสิ้น ลวี่หยางก็ได้ข้อสรุปในใจ
“คนผู้นี้ ควรค่าแก่การจับตามอง!”
บัดนี้เขาได้วางแผนจะนำหงยวิ๋นมาหลอมเป็นกายาแห่งชีวิต เพื่อใช้กลืนกินตะเกียงดับแสง ดังนั้นการล่วงเกินเฟยเสวี่ยเจินจวินย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทว่าในชาตินี้ เขาเลือกจะเร้นกายในเงามืด
เพราะเช่นนั้น เขาจึงต้องการมือสะอาดมาบังหน้าแทนตนเพื่อรับแรงปะทะจากเฟยเสวี่ยเจินจวิน และหานกวงฝูเทียนเจินจวินก็คือผู้ที่เหมาะสมที่สุดโดยไร้ข้อโต้แย้ง
ส่วนเรื่องของท่านอาจารย์ลุงจงกวง…ก็ขออวยพรให้โชคดีเถิด
ถัดจากนั้น ลวี่หยางก็คลายแสงเร้นลับจำแลงเทพมารดาที่กักขังหงจวี่ ปล่อยให้เจินเหรินขั้นวางรากฐานสมบูรณ์ผู้เพิ่งผ่านความทรมานกลับคืนสู่อิสระอีกครั้ง
ในยามนั้น หงยวิ๋นยังคงหมกมุ่นครุ่นคิดวิธีการที่จะหลอมตนเองให้กลายเป็นกายาแห่งชีวิต
ส่วนเรื่องของหยวนถูนั้นก็มิใช่สิ่งที่จะแล้วเสร็จภายในวันสองวัน
เมื่อคิดได้ดังนี้ ลวี่หยางจึงกดข่มความคิดฟุ้งซ่าน จิตเทวะสว่างวาบ คิ้วตวัดขึ้นเพียงเล็กน้อย เพียงพริบตาก็เปิดเผยทะเลทุกข์ ก้าวเท้าเข้าไปโดยไม่ลังเล
“ตราบถึงวันนี้ ข้าก็สมควรบำเพ็ญตนอย่างจริงจังสักครั้งแล้ว”
“เพราะนับแต่ชาติก่อนที่บรรลุแสวงหาโอสถทองคำ จนมาถึงบัดนี้ เส้นทางแห่งการบำเพ็ญของข้ามีเพียงเร่งรุด มิมีคราใดที่ได้ตั้งจิตอย่างแท้จริง”
แล้วสิ่งใดคือ “การบำเพ็ญ”?
ในอดีต ในตอนที่เขาได้ทะลวงเปิด [ทะเลทุกข์] ครั้งแรก มหาเซียนไท่อินเคยได้กล่าวกับเขาถึงวิชามรรคผลแห่งการบำเพ็ญเพียร [แสวงหามรรคผล] [ไล่ตามมรรคผล] [พิสูจน์มรรคผล]
ทว่าในตอนนั้นเขาไม่ได้ใส่ใจ
เพราะตอนนั้นเขาตั้งใจเด็ดเดี่ยวจะกลืนกินตำแหน่งมรรคผลนอกรีต เพื่อเร่งรีบกลั่นหลอมให้เป็นสมบัติแท้จริง ถึงแม้จะได้เห็นชัดเจนถึงทะเลทุกข์ แต่ก็ไม่เคยให้ความสำคัญอย่างแท้จริง
มากที่สุดก็เพียงถือเป็นเครื่องมือสำหรับต่อสู้ด้วยวิชาเท่านั้น
ครานี้ เมื่อกลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมจิตใจที่แท้จริงแห่งการบำเพ็ญ ลวี่หยางกลับพลันมีความรู้แจ้งขึ้นมาใหม่
“สิ่งใดคือ การไล่ตามมรรคผล?”
ลวี่หยางทอดสายตามองรอบกาย เห็นทะเลแห่งภาพลักษณ์อันไร้ขอบเขตเบื้องหน้า น้ำทะเลพลุ่งพล่าน เกลียวคลื่นกระเพื่อม สาดซัดออกไปสี่ทิศแปดด้าน
ฉับพลัน เขาก็บังเกิดความแจ้งใจขึ้นมาในบัดดล
“ดุจคำกล่าวว่าไร้ลมย่อมไร้คลื่น ไล่ตามมรรคผล, ไล่ตามมรรคผล บางทีอาจก็คือการไล่ตามเกลียวคลื่นเหล่านี้ในทะเลทุกข์ เพื่อสืบค้นต้นทางอันแท้จริงที่ทำให้คลื่นพลุ่งพล่านขึ้นมา!”
คิดได้ก็ลงมือทำ ลวี่หยางจึงลองทำในทันที
เขาเลือกเกลียวคลื่นสายหนึ่งขึ้นมาอย่างสุ่มเสี่ยง แล้วจึงฝืนต้านกระแสน้ำ ย้อนลำน้ำขึ้นไปไล่ตามในทะเลทุกข์ ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใด จนในที่สุดเขาก็หยุดก้าวลงฉับพลัน
“นี่มัน…”
ในชั่วพริบตา ดวงตาของลวี่หยางพลันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
สิ่งที่ปรากฏตรงหน้า กลับเป็นแสงสว่างว่างเปล่ากลุ่มหนึ่ง ตั้งอยู่ท่ามกลางภาพลักษณ์ไร้ขอบเขตทั้งมวล แต่กลับแยกเอาส่วนที่ต้องการออกมาได้อย่างง่ายดาย
ในความเลื่อนลอย เขาราวกับเห็นดินแดนอันไร้ขอบเขตผืนหนึ่ง ข้าวกล้าเติบโตหล่อเลี้ยงชีวิต ไม้พฤกษาเขียวชอุ่ม เบญจพรรณนกปลาและหมู่สัตว์เผยสภาวะอันสมบูรณ์ถ้วนหน้า สรรพชีวิตล้วนดำรงอยู่ในนั้น ภาพลักษณ์นับอนันต์ทับถมเรียงร้อยเข้าด้วยกัน สุดท้ายก็เขาพระสุเมรุกลายเป็นเมล็ดพันธุ์ผักกาด รวมตัวกันเป็นแสงสว่างสายหนึ่ง
“…บัดซบ!?”
ลวี่หยางพลันกลั้นหายใจแน่นิ่ง
วินาทีถัดมา เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย รีบถอนกายออกมาอย่างฉับไว ร่างแวบหายวับไปจากทะเลทุกข์ โดยไม่เหลียวกลับไปมองแสงสว่างนั้นอีกเลย
เกือบจะในเวลาเดียวกัน ภายในแสงสว่างนั้น กลับมีดวงเนตรคู่หนึ่งพลันลืมขึ้น
ในพริบตาเดียว แสงสว่างนั้นทรุดตัวลง ไม่หลงเหลือดินแดนอันไร้ขอบเขตก่อนหน้านี้อีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นใบหน้าหนึ่ง สวมมงกุฎสูงมีมุกร้อยม่านครอบบดบัง ครั้นแสงตาพลันทอดลงมาก็เจิดจ้ารุ่งโรจน์
แล้วเสียงอันกึกก้องก็ดังก้องสะท้อนออกมา
“ผู้ใดกัน!?”