เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect - บทที่ 689 หยวนถูเข้าสู่พุทธะ แดนสุขาวดีสั่นสะเทือน
- Home
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect
- บทที่ 689 หยวนถูเข้าสู่พุทธะ แดนสุขาวดีสั่นสะเทือน
บทที่ 689 หยวนถูเข้าสู่พุทธะ แดนสุขาวดีสั่นสะเทือน
ลวี่หยางรู้สึกว่า ตนอาจจะไวต่อความรู้สึกไปสักหน่อย
อย่างไรก็ดี จิตสำนึกที่หลงเหลืออยู่ของเทพสวรรค์นั้นมีมูลค่าสูงเกินต้าน เพียงหนึ่งด่านโลกมนุษย์ก็ทำให้จิตใจแห่งมรรคผลของเขาสมบูรณ์ ยิ่งทำให้เขาอยากได้ด่านอื่นมากยิ่งขึ้น
‘ก็แค่ประโยคหนึ่งว่ามีโชคนอกฟ้าเท่านั้นเอง’
‘บางทีอาจเป็นแค่คำที่มู่ฉางเซิงพูดลอยๆ ไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายเคยผ่านด่านแห่งจิตสำนึกที่หลงเหลืออยู่ของเทพสวรรค์ แต่เพื่อความไม่ประมาท หลังจากนี้ข้าก็คงต้องระวังไว้ก่อน’
ถัดจากนั้น เขาก็เปลี่ยนความสนใจไปด้านอื่น
การช่วงชิงระหว่างมู่ฉางเซิงกับอั้งเซียวเป็นเพียงด้านหนึ่ง ในการวางหมากที่โพ้นทะเลครานี้ของเขา ยังมีตัวหมากสำคัญอีกตัวหนึ่งที่ยังไม่ได้วางลง
โพ้นทะเล ณ ท้องสมุทรอันเปล่าเปลี่ยวแห่งหนึ่ง
หยวนถูหลบหนีมาตลอดทางจนถึงที่นี่ แล้วก็จมหายลงใต้ทะเลโดยสิ้นเชิง เลือกถ้ำใต้สมุทรแห่งหนึ่งเป็นที่ซ่อนตัว จากนั้นจึงวางค่ายกลไว้รอบด้าน แล้วถึงได้ผ่อนลมหายใจโล่งอก
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสที่ช่วยเหลือ”
เมื่อสงบจิตใจลง หยวนถูก็ประสานมือคำนับให้ซือฉงในทะเลแห่งจิตสำนึก เอ่ยขอบคุณด้วยความจริงใจว่า: “หากไร้ท่านผู้อาวุโสลงมือช่วย หยวนถูคงไร้ที่กลบฝังแล้ว”
สีหน้าของหยวนถูแลดูเถรตรง น้ำเสียงก็แสดงความจริงใจนัก ทว่าในดวงตากลับแฝงไว้ด้วยความพร่าเลือนบางอย่าง ก็เพราะในห้วงสมองของเขายังเผลอนึกย้อนถึงความรู้สึกเมื่อครู่ครั้งแล้วครั้งเล่า การที่ร่างกายของเขาถูกซือฉงควบคุมอย่างตามอำเภอใจ แม้ยังมีสติอยู่เต็มเปี่ยม แต่กลับขยับแม้แต่ปลายนิ้วยังไม่ได้ ความหวาดหวั่นนั้นสลักแน่นอยู่ในใจ
ทุกครั้งที่ระลึกถึง สีหน้าของเขาก็แทบจะบิดเบี้ยวด้วยความสยอง
ถึงกระนั้น เขาก็สืบทอดนิสัยของลวี่หยางมาโดยสมบูรณ์ ยามคับขันย่อมไม่แสดงความโกรธหรือตื้นตันออกมาทางสีหน้า ดังนั้นแม้ในใจจะคิดพลิกพันหมื่นหน สีหน้าภายนอกของเขากลับคงความเรียบเฉยไว้ไม่เปลี่ยน
แล้วเขาก็เห็นซือฉงยิ้มขื่นขมออกมาเล็กน้อย:
“พูดอะไรอย่างนั้น… แค่ก แค่ก แค่ก!”
เห็นเพียงซือฉงโบกมือพลางไออย่างหนัก: “ครานี้ข้าฝืนดึงแก่นเทวะของตนออกมาช่วยเจ้า เกรงว่าในภายหลังคงต้องดับสูญเสียแล้ว”
“ดับสูญ? จริงหรือ?” หยวนถูถึงกับอุทานออกมาด้วยความตกใจ
แน่นอนว่า…โกหกทั้งเพ
ซือฉงส่ายหน้าอยู่ในใจ เรื่องนี้ก็แค่การออกโรงมากเกินไป จำเป็นต้องหลบซ่อนตัวช่วงหนึ่ง เปลี่ยนจากเบื้องหน้ามาทำงานในเงามืดเท่านั้น
แต่คำพูด…ก็ต้องพูดให้ฟังดูดีหน่อย
ซือฉงเอ่ยเสียงทุ้มขรึม:
“แน่นอนว่าจริง…อย่างไรก็แล้วแต่ หลังข้าดับสูญไป เจ้าต้องระวังให้มาก ห้ามถูกผู้ไม่หวังดีไล่ล่ามาถึงที่อีกเหมือนครั้งนี้เป็นอันขาด”
“โดยเฉพาะ…เจ้าคนนั้น อั้งเซียว”
“คนผู้นี้พลังไม่ธรรมดา ข้ากับเขาแต่เดิมก็มีความบาดหมาง ครานี้ที่เขามาโดยเฉพาะเพื่อฆ่าเจ้ากับข้า เกรงว่าก็เพื่อปิดปากข้านั่นเอง”
“ปิดปาก?” หยวนถูได้ยินเข้าก็ชะงักงัน
ซือฉงก็ว่าตามบทที่ลวี่หยางเขียนไว้ พูดต่อไปว่า:
“ถูกต้อง ก็เพราะข้าล่วงรู้ความลับใหญ่ของเขา โพธิสัตว์หลงเซ่อผานอิ๋ง แห่งแดนสุขาวดี แท้จริงแล้วก็คือร่างจำแลงที่เขาส่งเข้าไปในแดนสุขาวดีเมื่อปีนั้น!”
“เรื่องนี้นอกจากข้าแล้วไม่มีใครล่วงรู้ เจ้าเป็นคนที่สอง จงจารไว้ในใจให้ลึก รอให้วันหน้าพลังวิชาและความสามารถเพียงพอแล้วค่อยคิดหาทางรับมือ หากยังไม่มีความสามารถพอก็อย่าได้ฟุ้งซ่านคิดการณ์เกินตัว สุดท้ายแล้วนั่นคือความลับระดับเจินจวิน สำหรับเจ้าในตอนนี้…ยังเร็วเกินไป”
เมื่อฟังถ้อยคำสั่งสอนอย่างจริงจังของซือฉง สีหน้าของหยวนถูก็แปรเปลี่ยนทันที ความไม่พอใจเมื่อครู่พลันสลายหายไปในชั้นเมฆชั้นฟ้า เหลือเพียงความซาบซึ้งและโศกเศร้าลึกซึ้ง เขารีบสาบานด้วยเสียงหนักแน่นว่า: “ท่านผู้อาวุโสวางใจเถิด ข้าย่อมไม่ทำการใดบุ่มบ่าม รอให้ข้าบรรลุขั้นสูงสุดเมื่อไร ข้าจักล้างแค้นให้ท่านด้วยมือตัวเอง!”
“ไม่จำเป็น ข้ามิได้หวังให้เจ้าล้างแค้นอันใด”
“แค่เจ้าปลอดภัย...ก็เพียงพอแล้ว”
สิ้นเสียง เห็นเพียงซือฉงส่ายศีรษะถอนหายใจเบาๆ ประหนึ่งปลดปล่อยลมหายใจเฮือกสุดท้าย ร่างเงาที่เคยเลือนรางอยู่แล้วพลันหม่นมืดลงโดยสมบูรณ์ จากนั้นก็สลายหายไป
“ปัง!”
ในพริบตานั้น ทะเลแห่งจิตสำนึกที่เคยเรืองรองด้วยการดำรงอยู่ของซือฉงก็จมสู่ความมืดมิด ขณะที่หยวนถูยังยืนนิ่งอยู่กับที่ ดวงหน้าเต็มไปด้วยความหม่นหมอง
เขาเหมือนจะเติบโตขึ้นในพริบตาเดียว (อ่านฟรีตอนต่อไปได้ที่ https://novel-lucky.com/)
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะจัดระเบียบความคิดของตน ยอมรับความจริงที่ว่า “ท่านผู้อาวุโสจากไปแล้ว” ทัศนวิสัยทั้งมวลของเขาก็ถูกแสงพุทธะเจิดจ้าสายหนึ่งกลืนกินโดยสิ้นเชิง
“อมิตาภพุทธ!”
แสงพุทธะควบแน่น ปรากฏเป็นภาพภูเขาทองคำอันยิ่งใหญ่ในสายตาของหยวนถู บนภูเขานั้นมีพระอริยสงฆ์นั่งขัดสมาธินิ่งสงบ มีสามเณรกำลังสวดพระธรรม ลักษณะและรูปโฉมแตกต่างหลากหลาย จำนวนมากดั่งเม็ดทราย เล็กจนน่าอัศจรรย์ ยากจะคำนวณนับ แต่กลับมีแสงทองนับพันนับหมื่นล้านสายโปรยปรายลงมา ส่องรูปร่างของภูเขาทองนั้นให้กระจ่างชัดถึงที่สุด
จำต้องเข้าไปใกล้ จึงจะมองเห็นความจริงได้
นี่มันจะเป็นภูเขาทองคำอะไรได้
แท้จริงแล้วนั่นคือเศียรพุทธะอันยาวแคบองค์หนึ่ง เพียงแต่ได้สำเร็จร่างทองคำแห่งพุทธะแล้วขยายใหญ่มหาศาล อีกทั้งเจ็ดช่องเปิดยังปิดสนิท จึงทำให้ผู้คนเข้าใจผิดว่าเป็นภูเขาลูกหนึ่ง
“เป็นผู้ใดกัน!”
แม้หยวนถูจะตะลึงพรึงเพริด แต่ยังไม่ลืมระวังภัย เขารีบผุดลุกขึ้นยืน ตะโกนกร้าวออกไป ขณะเดียวกันก็ลอบประสานมือทำมุทรา ตั้งใจจะหลบหนีโดยทันที
ทว่าไม่นาน เขาก็พบกับความตื่นตระหนกสุดขีด:
‘หนีไม่พ้น? ไฉนจึงเป็นเช่นนี้!’
วิชาเทพ “กำหนดใกล้ไกล” ที่ปกติใช้ได้อย่างไร้อุปสรรค ครานี้กลับเงียบสนิท ไม่ว่าเขาจะรินพลังวิชาเข้าไปมากเพียงใดก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง ไม่สามารถร่ายแม้แต่กระบวนท่าหนึ่งออกมาได้
เขาเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เห็นเพียงเศียรพุทธะบนภูเขาทองคำเริ่มสั่นไหวเล็กน้อย เจ็ดช่องเปิดที่ปิดสนิทค่อยๆ คลายออก อวัยวะทั้งห้าก็ค่อยๆ ปรากฏรูปร่าง กระทั่งจะเผยโฉมหน้าโดยสมบูรณ์ โดยไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด สายตาของหยวนถูกลับถูกตรึงแน่นอยู่บนภูเขาทองคำนั้น ประหนึ่งเพียงอยากรู้ว่าใบหน้าของเศียรพุทธะจะเป็นเช่นไร
ไม่นาน เขาก็ได้คำตอบ
เห็นเพียงบนภูเขาทองคำ อวัยวะทั้งห้ารวมตัวกันครบถ้วน จมูก ดวงตา ปาก ลิ้น ล้วนปรากฏเด่นชัด ใบหน้าที่เผยออกมากลับกลายเป็นชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง ไม่ผิดแน่…มันคือใบหน้าของเขาเอง!
ในพริบตานั้น สีหน้าของหยวนถูก็เปี่ยมไปด้วยความยินดี
พลังยิ่งใหญ่ที่ไร้รูปกำหนดได้แปรเปลี่ยนใบหน้าของเศียรพุทธะบนภูเขาทองคำ พร้อมกับทำการดัดแปลงจิตใจแห่งมรรคผลของหยวนถูให้เสร็จสิ้น ขึ้นรูปเจตจำนงของเขาใหม่เป็นรูปลักษณ์ที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง
“อา…มิเคยคาดคิดว่าข้าจะเป็นร่างจำแลงของพระโพธิสัตว์!”
ในที่สุดหยวนถูก็ได้บรรลุแล้ว
จากนั้น ก็เห็นเศียรพุทธะบนภูเขาทองคำถอนพลังวิเศษกลับคืน แล้วมีหญิงสาวชุดขาวผู้หนึ่งเดินออกมาจากภายในโดยอุ้มบาตรน้ำไว้ในมือ นางคือ โพธิสัตว์เป่าเผิงสุ่ยเยวี่ย
“เช่นนี้แล้ว ข้าก็นับว่าไม่ทำให้ภารกิจต้องเสื่อมเสีย ผู้บำเพ็ญเพียรวางรากฐานดินกำแพงเมืองเพียงคนเดียวในโลกภายนอกได้กลับสู่ดินแดนสุขาวดีแล้ว เพียงพอจะใช้แทนที่ตำแหน่งของฝูหลง หลังจากนี้ให้เขามาพิสูจน์มรรคผลดินกำแพงเมือง แล้วมีพระผู้เป็นเจ้าชี้แนะโปรดสัตว์ พุทธเกษตรบนแดนดินก็มีความหวังแล้ว พวกเราก็มีโอกาสที่จะก้าวไปอีกขั้น”
“สาธุ สาธุ!”
บนใบหน้าของโพธิสัตว์เป่าเผิงสุ่ยเยวี่ยเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ท้ายที่สุดนางสะกดรอยตามหยวนถูอยู่ลับหลังมาเนิ่นนาน จนกระทั่งในที่สุดก็หาโอกาสลงมือได้สำเร็จ
จากนั้น นางก็มองไปยังหยวนถู
ทว่าไม่นาน นางก็พบความผิดปกติ ทั้งที่หยวนถูถูกโปรดจนสำเร็จแล้ว กลายเป็นผู้ฝักใฝ่ฝ่ายตนโดยสมบูรณ์ แต่กลับไม่มีปฏิกิริยาใดต่อหน้าตนผู้เป็นโพธิสัตว์เลยแม้แต่น้อย
วินาทีนั้นเอง ร่างของหยวนถูก็เริ่มสั่น ฟันกระทบกันดังกึกๆ ด้วยความหวาดหวั่น
เมื่อเห็นเช่นนั้น โพธิสัตว์เป่าเผิงสุ่ยเยวี่ยก็ขมวดคิ้วเอ่ยว่า: “อรหันต์หยวนถู? เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”
“เรื่องใหญ่… เรื่องใหญ่!”
หลังหยวนถูถูกโปรด บรรลุเป็นอรหันต์ ความคิดของเขาก็แปรเปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง ข้อมูลที่ซือฉงเคยบอกเขาก่อนหน้านั้นพลันกลายเป็นความลับสะท้านสวรรค์ขึ้นมาในทันที
“ขอพระโพธิสัตว์กรุณาโน้มพระพักตร์มาสักครู่”
หยวนถูไม่กล้าชักช้า รีบเข้าไปใกล้โพธิสัตว์เป่าเผิงสุ่ยเยวี่ย ส่งเสียงผ่านจิตเทวะ เล่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นทั้งหมดอย่างละเอียด
“…เจ้าว่าอะไรนะ?”
ตอนแรกสีหน้าของโพธิสัตว์เป่าเผิงสุ่ยเยวี่ยยังดูเมินเฉย แต่ยิ่งเวลาผ่านไป สีหน้าของนางก็ยิ่งเคร่งขรึมและจริงจังขึ้นทุกที
‘โพธิสัตว์หลงเซ่อผานอิ๋ง แท้จริงแล้วคือร่างจำแลงของอั้งเซียว?’
‘พูดล้อเล่นอะไรกัน!’
นางย่อมไม่อาจเชื่อคำพูดของหยวนถูได้ง่ายๆ แต่หากเป็นความจริงขึ้นมาล่ะก็ นั่นย่อมเป็นเรื่องที่แดนสุขาวดีไม่อาจยอมรับได้โดยเด็ดขาด จำต้องวางแผนรับมือเสียแต่เนิ่นๆ!