เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect - บทที่ 692 ถึงเวลาที่เราจะสะสางบัญชีเก่ากันแล้ว!
- Home
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect
- บทที่ 692 ถึงเวลาที่เราจะสะสางบัญชีเก่ากันแล้ว!
บทที่ 692 ถึงเวลาที่เราจะสะสางบัญชีเก่ากันแล้ว!
การที่ตนฝังปฏิรูปวิถีไว้ในกายของจงกวงนั้น แท้จริงแล้วมีอยู่สองเป้าหมาย
หนึ่ง ย่อมเพื่อช่วยเหลือจงกวงต่อกรกับอั้งเซียว
‘จากประสบการณ์ของข้าแล้ว แม้อาจารย์ลุงจงกวงจะสามารถพลิกกลับดินธาตุเฉินได้ แต่ท้ายที่สุดอั้งเซียวก็ยังสามารถย้อนกลับได้อีกครั้งอยู่ดี’
หากมิใช่เช่นนั้น จงกวงย่อมไม่ล้มเหลวในการแสวงหาโอสถทองคำ
‘ทว่าเมื่อมีข้าเข้าร่วม ในยามคับขัน ต่อให้อั้งเซียวพลิกกลับดินธาตุเฉินอีกครา ข้าก็ยังสามารถลงมือโต้กลับ ย้อนกลับเป็นครั้งที่สามได้เช่นกัน’
‘และด้วยฐานะของข้าแล้ว หากอั้งเซียวถูกบรรดาเจินจวินทั่วหล้าเหนี่ยวรั้ง อีกทั้งยังติดอยู่ในยมโลก ออกแรงได้จำกัด เช่นนี้แล้วในการแปรเปลี่ยนดินธาตุเฉิน ก็น่าจะสู้กันได้พอฟัดพอเหวี่ยง ถึงแพ้ก็หาเป็นไร เพราะก็แค่ใช้เรื่องการแสวงหาโอสถทองคำของอาจารย์ลุงจงกวงมาเบี่ยงเบนความสนใจของเขาเท่านั้น’
ว่าให้ตรง ยิ่งชนะกลับยิ่งลำบาก
นี่แหละคือเป้าหมายข้อที่สองของเขา
หากว่าวันหนึ่งอาจารย์ลุงจงกวงระเบิดศักยภาพอันน่าตกตะลึง และด้วยการสนับสนุนของตนยังสามารถต้านทานแรงกดดันจากอั้งเซียวไว้ได้ ถึงขั้นสำเร็จแสวงหาตะเกียงดับแสง
‘เช่นนั้นข้าก็จำต้องงัดไพ่ตายที่ฝังไว้ มาใช้สกัดเขาเสียเอง’
ท้ายที่สุด หากจงกวงสำเร็จจริง เช่นนั้นหงยวิ๋นจะพิสูจน์สิ่งใดได้
‘วางใจเถิดอาจารย์ลุง ชาติหน้าแล้วกัน ข้าจะชดเชยให้!’
เมื่อจัดการเรื่องของอาจารย์ลุงจงกวงเรียบร้อยแล้ว ลวี่หยางก็อาศัยจังหวะที่เฟยเสวี่ยเจินจวินยังคงต่อสู้กับหานกวงฝูเทียนเจินจวินอย่างดุเดือด แอบลอบออกจากแคว้นชิ่งอย่างเงียบงันไร้ผู้ล่วงรู้
โพ้นทะเล เตาหลอมใจสมุทรเพลิงปฐพี
ลวี่หยางไม่หยุดพักแม้เพียงชั่วครู่ รีบรุดไปยังฐานใหญ่ของซั่วฮ่วนที่ซ่อนตัวอยู่ในดินแดนโพ้นทะเลนี้ จากนั้นก็หยิบธงสั่งสอนวิถีธรรมออกมาในบัดดล
“สหายเต๋าซั่วฮ่วน สบายดีหรือไม่?”
“ข้าน้อยหาเป็นไรไม่ ขอขอบคุณนายท่านที่เป็นห่วง”
ภายในธงสั่งสอนวิถีธรรม มีม่านปราณสีม่วงลอยล่องแผ่ซ่าน
ไม่นานนัก เงาร่างของซั่วฮ่วนก็ปรากฏขึ้น แม้เวลานี้เขาจะหล่นลงจากขั้นโอสถทองคำแล้ว แต่ฐานะของเขายังสูงส่งเกินกว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับวางรากฐานโดยทั่วไปนัก
ลวี่หยางเห็นดังนั้นก็ได้แต่ยิ้มขื่น “…บอกเจ้าไปกี่หนแล้ว ว่าเราไม่ได้เป็นผู้เหนือกว่าหรือผู้น้อยกว่ากัน ควรจะเรียกขานกันว่าสหายเต๋า พูดเช่นนี้ทุกวัน มันง่ายที่จะห่างเหินกันนะ”
“ข้าเข้าใจแล้ว นายท่าน”
ซั่วฮ่วนประสานมือคารวะ หากก็ไม่เปลี่ยนสรรพนาม
ความจริงอยู่ร่วมกันมานาน เขาย่อมรู้ดีว่าลวี่หยางหาได้พูดจาสุภาพตามธรรมเนียม หากแต่คิดเช่นนั้นจริง ๆ …เพียงแต่เขาเองก็มีจุดยืนของตนอยู่
ในสายตาเขา ลวี่หยางมีคุณูปการใหญ่หลวงทั้งต่อตนและสวรรค์หวนซวี จนไม่รู้ว่าจะทดแทนอย่างไรได้หมด ดังนั้นการใช้คำเรียกที่ยกย่องจึงเป็นเพียงวิธีแสดงความขอบคุณของเขา และบุคคลที่เขายอมก้มหัวให้โดยไม่ขุ่นข้องใจเช่นนี้ มีเพียงลวี่หยางผู้เดียวเท่านั้น
เรื่องนี้ เขาคิดไว้แต่แรกแล้ว
นึกย้อนกลับไปเมื่อคราวก่อน เพื่อแสวงหาโอสถทองคำ เพื่อกอบกู้สวรรค์หวนซวี เขาไม่รู้ว่าต้องไปกราบผู้คนมากเพียงใด ขอร้องไปเท่าไร แต่ท้ายที่สุดก็ถูกมองเป็นเพียงเศษฟางเศษหญ้า
มีเพียงลวี่หยางเลือกจะฉุดเขาไว้ครั้งนั้น
ดังนั้นเขาจึงได้ตัดสินใจตั้งแต่แรก:นอกจากลวี่หยางแล้ว เขาจะไม่ยอมก้มหัวให้ใครอีก ไม่ยอมคารวะผู้ใดอีก บนผืนฟ้าดินนี้ ก็ไม่มีใครคู่ควรให้เขากระทำอีกแล้ว
จากนั้น เขาก็หันหน้ากลับไปมองยังที่ไม่ไกลนัก ภายในเตาหลอมใจสมุทรเพลิงปฐพี ตรงนั้นมี “ตัวเขาเอง” อีกผู้หนึ่งอยู่ แววตาเผยความซับซ้อนขึ้นมาชั่วพริบตา
นั่นคือเขาในอดีต ผู้ไร้พลังจะเปลี่ยนแปลงโชคชะตา
วินาทีถัดมา แววตาของซั่วฮ่วนก็กลับมาแน่วแน่ เขายกมือขึ้นปาดหนึ่งครั้ง ก็ดูดกลืนร่างนั้นเข้าไปทันที แววตาค่อยๆ ส่องประกายขึ้นมา
ลวี่หยางเห็นเข้าก็อดรู้สึกอิจฉาเล็กน้อยไม่ได้
เพราะเมื่อเกิดใหม่มาหลายครั้ง เขาก็สังเกตเห็นแล้วว่า หลังการกลับชาติเกิดใหม่ หากสามารถดูดกลืนตัวตนในอดีตได้ ก็เหมือนจะช่วยเพิ่มสติปัญญาได้ในระดับหนึ่ง
เรื่องนี้เห็นได้ชัดเจนมากในตัวบรรพชนถิงโยว
อย่างชาตินี้ เขาก็เพิ่งรวบรวมวิญญาณธงทั้งหลายในธงหมื่นวิญญาณที่ได้จากหยวนถูคืนมาไว้ทั้งหมด และตอนนี้บรรพชนถิงโยวในธงสั่งสอนวิถีธรรมปัจจุบันคือสี่รวมเป็นหนึ่งแล้ว
มีสติปัญญาแหลมคมจนน่ากลัว
แล้วแหลมคมแค่ไหนน่ะหรือ? จะพูดให้ชัดก็คือ… แค่ลวี่หยางมองสบตากับบรรพชนถิงโยว ก็รู้สึกขึ้นมาทันทีว่า…ตัวเองดูเหมือนจะโง่นิดๆ ด้วยซ้ำ
นี่คืออะไร? (อ่านฟรีตอนต่อไปได้ที่ https://novel-lucky.com/)
นี่มันภาพลักษณ์ชัดๆ!
แม้จะยังไม่ถึงระดับภาพลักษณ์แห่งตำแหน่งมรรคผล แต่ลวี่หยางก็รู้สึกได้ว่าปัญญาอันล้ำลึกของบรรพชนถิงโยว กำลังค่อยๆ เข้าใกล้ขีดสุดบางประการเข้าไปทุกที
เมื่อเทียบกับสิ่งนี้ แม้การเพิ่มพูนของซั่วฮ่วนจะไม่ถึงกับยิ่งใหญ่ขนาดนั้น แต่ก็ใช่ว่าจะน้อย เพราะเมื่อตอนดูดกลืนตนเองครั้งแรกก็มีความก้าวหน้าอยู่แล้ว มิเช่นนั้นเขาคงยากที่จะพิสูจน์“วารีในตาน้ำ”ได้อย่างราบรื่นถึงเพียงนี้ ส่วนครั้งนี้ที่ดูดกลืนตนเองครั้งที่สอง ผลลัพธ์ก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าเขาฉลาดขึ้นอย่างเห็นได้ด้วยตาเปล่า
เสียดายก็แต่ว่า มีเพียงข้าเท่านั้นที่ดูดกลืนตนเองไม่ได้
ลวี่หยางแลบลิ้นเล็กน้อยอย่างเสียดาย ทว่าไม่ถึงกับอิจฉาอะไรนัก ท้ายที่สุดแล้วปัญญาของบรรพชน ก็ย่อมถือเป็นปัญญาของข้าด้วยเช่นกัน… ก็ไม่เห็นมีอะไรต่างกันนัก
“จากนี้ไปก็ฝากด้วยแล้วกัน สหายเต๋า”
ลวี่หยางกล่าวพลางมองไปยังซั่วฮ่วน ซึ่งในยามนี้ได้ดูดกลืนร่างเดิมเสร็จสิ้น พร้อมทั้งรับช่วงเหตุและผลทั้งหมดต่อมา ต่อให้เป็นอั้งเซียวมายืนอยู่เบื้องหน้าก็คงแยกแยะไม่ออกแล้ว
เป็นเช่นนี้แล้ว แผนการที่อั้งเซียววางไว้บนร่างของซั่วฮ่วน ก็ถือว่าสิ้นเปลืองเปล่าไปโดยปริยาย
ไม่เพียงสิ้นเปล่า หากแผนการแสร้งปลอมประสบผลลัพธ์ หลอกล่อให้อั้งเซียวเปิดประตูยมโลกสำเร็จ เช่นนั้นก็อาจฉวยโอกาสลงมือพิฆาตเขาในห้วงเวลาสำคัญได้เลยด้วยซ้ำ!
“เหอะเหอะเหอะ… ”
เมื่อคิดถึงจุดนี้ ลวี่หยางก็หัวเราะออกมาอย่างมืดมนเจ้าเล่ห์ทันที
“ตะเกียงดับแสง… ธารายืนยาว… ทองคำขาวเทียน… ปฐพีในทราย… ไพ่ตายที่อั้งเซียวทิ้งไว้ในตำแหน่งมรรคผลทั้งหมด ถูกข้าถอนรากถอนโคนไปหมดแล้ว”
เช่นนี้แล้ว… เขาจะยังรอดได้อีกหรือ?
แต่ในไม่ช้า ลวี่หยางก็ค่อยๆ หายจากความตื่นเต้นที่เหมือนจะได้ล้างแค้น สีหน้าก็กลับคืนสู่ความสงบ หันไปเริ่มต้นครุ่นคิดถึงทางถอย:
‘การสังหารอั้งเซียวเป็นเพียงกระบวนการเท่านั้น’
‘แม้ว่าข้ากับอั้งเซียวมีคับแค้นส่วนตัวบ้างเล็กน้อย แต่ข้าทำสิ่งใดมักแยกบุญคุณกับความแค้นชัดเจน ไม่ได้เพราะแค้นนิดหน่อยแล้วจะไปล้างแค้นตอบแทน’
‘เป้าหมายหลัก ยังคงเป็นตะเกียงดับแสง’
‘และตามแผนของข้า สุดท้ายอั้งเซียวจะต้องมุ่งแก้ไขตัวเองจนไม่มีแรงไปขวางหงยวิ๋น แต่สิ่งนั้นเป็นแผนก่อนหน้า ผลลัพธ์ภายหลังมิอาจฟันธงได้’
เหตุเพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการกลืนกินตะเกียงดับแสง
ต่างไปจากการแสวงหาโอสถทองคำตามธรรมดา นี่เป็นการยึดชิงตำแหน่งมรรคผลด้วยกำลัง หากทำสำเร็จจะก่อให้เกิดผลกระทบใด ใครจะรู้ว่าจะเรียกปฏิกิริยาแบบใดกลับมา
เพียงพลั้งพลาดเพียงครั้งเดียว ก็เท่ากับต้องเริ่มต้นใหม่
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขณะนี้การกลืนกินตะเกียงดับแสงยังไม่สิ้นสุด เขาจำต้องหาโอกาสสังหารหงยวิ๋น แล้วแปรกายาแห่งชีวิตร่างนี้ให้กลายเป็นของตนเองให้ได้
สิ่งนี้ต้องใช้เวลา และยิ่งต้องใช้สถานที่
ทว่าเมื่อลงมือกลืนกินตะเกียงดับแสงสำเร็จแล้ว หงยวิ๋นย่อมตกเป็นจุดศูนย์กลางแห่งสวรรค์ทั้งผอง จ้าววิถีเองก็จะหันมาสอดส่อง แล้วใครกันจะกล้าทำอันใดต่อหน้าสายตาเหล่านั้น?
ลวี่หยางข่มความคิดพลุ่งพล่านลงอย่างสงบ และในไม่ช้าก็ได้คำตอบในใจว่า:
‘จิตสำนึกที่หลงเหลืออยู่ของเทพสวรรค์…แดนลับซึ่งแม้แต่สายตาจ้าววิถียังมิอาจล่วงรู้ได้ ที่แห่งนี้คือสถานที่เหมาะสมที่สุดแล้วสำหรับใช้เป็นทางหนีของข้า!’
เมื่อตระหนักถึงจุดนี้ ลวี่หยางก็ลงมือทันที
เจียงซี ป่ารกทึบ
เมื่อเห็นลวี่หยางที่กลับมาแล้วยื่นพิกัดของทะเลแห่งแสงนอกฟ้าให้ตนเอง หงยวิ๋นก็ฉายสีหน้าประหลาดใจทันที: “นอกฟ้า? สถานที่แบบนั้นมีอะไรน่าไปหรือ?”
“สหายจะเข้าใจเองในเวลานั้น”
ลวี่หยางคลี่ยิ้มเล็กน้อย:
“เมื่อสหายกลับคืนสู่ตะเกียงดับแสงแล้ว ย่อมเข้าใจเอง พอถึงเวลานั้นเพียงมุ่งหน้าไปตามพิกัดนี้ อาจยังหลงเหลือหนทางรอดอีกสายหนึ่ง”
ได้ยินดังนี้ คิ้วของหงยวิ๋นก็ขมวดแน่นไปชั่วครู่ ก่อนจะพลันเข้าใจทันที พยักหน้าอย่างหนักแน่น:
“ข้าเข้าใจแล้ว ท่านสหายคงกังวลว่าอั้งเซียวจะย้อนกลับมาล้างแค้นภายหลัง? ก็ถูกแล้ว เจ้าอั้งเซียวผู้นี้เป็นคนต่ำช้า แต่กลับมีพลังบำเพ็ญเพียรสูงส่งนัก เราทั้งสองขัดขวางเส้นทางแห่งมรรคผลของมัน ย่อมไม่อาจอยู่ร่วมฟ้า ยิ่งควรระวังตัวไว้มาก”
ลวี่หยางไม่ได้ให้คำตอบโดยตรง
เขาเพียงเงยหน้า แหงนมองออกไปสุดสายตา ประหนึ่งสามารถแลเห็นทะลุผ่านเก้าหมื่นลี้ จนไปถึงร่างนั้นที่นั่งอยู่เบื้องหน้าประตูยมโลก ร่างที่เคยทำให้เขาหวาดกลัวแทบขาดใจตลอดหลายชาติภพ
‘ทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมแล้ว ต่อไปก็แค่เชิญเจ้าลงหม้อเท่านั้น’
‘อั้งเซียว มีคำกล่าวว่า “แค้นเมื่อวานดั่งหนามทิ่มหลัง” วันคืนย่อมผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน ครานี้อย่าได้โทษข้าเลย ถึงเวลาที่เราจะสะสางบัญชีเก่ากันแล้ว!