เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect - บทที่ 698 เจ้าแสดงจบ ข้าขึ้นเวที!
- Home
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect
- บทที่ 698 เจ้าแสดงจบ ข้าขึ้นเวที!
บทที่ 698 เจ้าแสดงจบ ข้าขึ้นเวที!
เหตุใด เฟยเสวี่ยเจินจวินถึงได้ลงมือกะทันหัน แถมยังช่วยฝ่ายอั้งเซียวอีกด้วย
คำถามนี้แล่นวาบขึ้นในใจของลวี่หยางเพียงชั่วขณะ ก่อนที่เขาจะถอนหายใจเบาๆ “มัวแต่เพ่งความสนใจไปยังอั้งเซียว กลับพลั้งลืมนางไปเสียได้”
แน่นอน เขาไม่ใช่ว่าคาดไม่ถึงว่าเฟยเสวี่ยเจินจวินจะลงมือ เพียงแต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจคือ หลังจากที่นางลงมือแล้ว กลับเลือกจะช่วยอั้งเซียว
คำตอบนั้น แท้จริงเรียบง่ายนัก
“เพราะข้ากับอั้งเซียวต่างพร้อมใจกันละทิ้งอาจารย์ลุงจงกวง และเมื่ออาจารย์ลุงจงกวงแสวงหาโอสถทองคำล้มเหลว หญิงวิปลาสผู้นั้นก็ย่อมต้องระเบิดโทสะสิ”
ลวี่หยางเงยหน้าขึ้น ทอดมองไปยังทิศของแคว้นชิ่ง เห็นเพียงหลังจากสูญเสียการสนับสนุนของเขาแล้ว จงกวงก็ยังคงล้มเหลวในที่สุด ดินธาตุเฉิน ที่ใช้เป็นวิชาเทพกลับกลายคืนสู่หยิน ขัดแย้งกับตะเกียงดับแสง การแสวงหาโอสถทองคำจึงล้มเหลวโดยสิ้นเชิง วิชาเทพแตกสลาย มีเพียงเสียงคร่ำครวญ “ขมขื่นนัก…” ดังขึ้น ก่อนที่ดวงวิญญาณของเขาจะไหลสู่แดนยมโลก
เช่นนี้แล้ว เฟยเสวี่ยเจินจวินจะไม่คลุ้มคลั่งได้อย่างไร
ดังนั้นเมื่อครู่นี้ นางจึงเตือนอั้งเซียวไว้ล่วงหน้า และการปลอมแปลงวารีในตาน้ำของซั่วฮ่วน นั้น ต่อให้หลอกอั้งเซียวได้ ก็ไม่มีทางลวงผ่านสายตาของเฟยเสวี่ยเจินจวินได้เลย
“ว่าอย่างไร พวกเจ้าไม่ใช่จะสู้กันรึ?”
“สู้ต่อไปสิ”
เหนือฟ้าสูง เฟยเสวี่ยเจินจวินยืนอยู่ในอากาศอย่างองอาจ ใบหน้าสตรีโบราณอันงามละมุนกลับบิดเบี้ยว เบื้องหลังนาง ภูเขาซากศพและทะเลโลหิตผุดขึ้นซ้อน ราวภาพนิมิตจากแดนนรกที่โหมกระหน่ำฟ้าและดินให้สั่นสะเทือน
ลวี่หยางเห็นดังนั้นก็แยกเขี้ยวยิ้มแข็ง มิอาจมีข้อสงสัยใด บัดนี้ เฟยเสวี่ยเจินจวินได้ถือเขาและ อั้งเซียว เป็นศัตรูแห่งมรรคผลทั้งคู่แล้ว ทว่านางผู้นี้แม้ดูบ้าคลั่ง หากแต่ภายในกลับเยือกเย็นลึกซึ้ง มิได้ลงมือโดยพลการ กลับเอนซ้ายเอนขวา ช่วยฝ่ายที่กำลังตกเป็นรองอยู่เสมอ ช่างเป็นบทบาทของความเป็นผู้ก่อกวน
“ครานี้ยุ่งยากเสียแล้ว…”
ลวี่หยางย่อมรู้จักนางดีนัก ต่อให้ยามนี้ให้หงยวิ๋นออกหน้า เสนอว่าตนสามารถแทนที่ตำแหน่งของจงกวงได้ นางก็ไม่มีวันตอบรับ
หาใช่เพราะอารมณ์ใดๆ ไม่
แท้จริงแล้ว ในชาติที่สิบ เฟยเสวี่ยเจินจวินก็เคยหันไปสนับสนุนหงยวิ๋นมาแล้ว หากเป็นเพียงหงยวิ๋นผู้เดียวนางอาจยังยอมรับได้
แต่ปัญหากลับอยู่ตรงนี้
“หงยวิ๋นมิใช่เพียงหงยวิ๋นอีกต่อไปแล้ว ถึงขั้นนี้ใครในใต้ฟ้าก็ล้วนเข้าใจ ว่ามีผู้หนึ่งกำลังต่อกรกับอั้งเซียวอยู่ในเงามืด”
“เมื่อครั้งก่อนเฟยเสวี่ยเจินจวินสนับสนุนหงยวิ๋น ก็เพราะหงยวิ๋นอยู่ในอุ้งมือของนางโดยสิ้น สามารถแน่ใจได้ว่าต่อให้หงยวิ๋นขึ้นเป็นเจินจวิน ก็ไม่มีวันหักหลัง ทว่ายามนี้ เบื้องหลังของหงยวิ๋นมีเงามืดอยู่ชัดเจน ภายใต้สภาวะเช่นนี้ หากยังเชื่อคำมั่นได้ ก็คงไม่ใช่เจินจวินแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์แล้ว”
แท้จริงเฟยเสวี่ยเจินจวินก็หาได้ผิดนัก
เพราะถึงลวี่หยางจะให้หงยวิ๋นออกหน้า เขาเองก็คิดไว้แล้วว่าจะหลอกลวงชั่วคราว แล้วค่อยหักหลังในภายหลัง นั่นแหละ คือสันดานพื้นฐานของเจินจวินแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์โดยแท้
“ต่อจากนี้ จะทำอย่างไรดี…”
ขณะนั้นสีหน้าของลวี่หยางพลันเคร่งขรึม เขาไม่อาจปฏิเสธความจริงข้อหนึ่งได้อีกต่อไป เพราะการปรากฏตัวของเฟยเสวี่ยเจินจวินทำให้บัดนี้เขากลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบโดยแท้!
อย่างน้อยที่สุดเขาไม่กล้าให้หงยวิ๋นออกมาแสวงหาโอสถทองคำง่ายๆ
เพราะเขากลัวหงยวิ๋นเพียงปรากฏตัวก็จะถูกเฟยเสวี่ยเจินจวินตบดับในทันที
กลับกันอั้งเซียวต่างหากที่ได้เปรียบ เขาอยู่ในแดนยมโลก ถือฐานะฝ่ายตั้งรับ แม้เฟยเสวี่ยเจินจวินจะสร้างความยุ่งยากให้เขาบ้าง แต่ในอีกทางหนึ่งนางก็กลายเป็นเกราะคุ้มภัยให้ด้วยเช่นกัน
“ฮะฮะฮะ!” ทันใดนั้นอั้งเซียวก็หัวเราะลั่น
เพราะคำเตือนของเฟยเสวี่ยเจินจวินเขาถึงเพิ่งรู้ว่าแท้จริงซั่วหวนนั้นมิได้แสวงหาธารน้ำยืนยาวอีกต่อไป และถึงอยากก็ไม่อาจแสวงหาได้อีกแล้ว
เมื่อเป็นเช่นนั้นซั่วหวนก็ไม่จำต้องใส่ใจอีกต่อไป
เพราะเมื่อไม่พิสูจน์ธารน้ำยืนยาว ก็ย่อมไม่เกี่ยวข้องใดกับดินธาตุเฉิน อีกทั้งไม่อาจอาศัยฐานะเจินจวินกลับชะตาธาตุดิน เพื่อทำร้ายเขาได้อีกต่อไป
ยิ่งเมื่อจงกวงตายลงไปแล้ว
“ไม่มีผู้ใดแสวงหาโอสถทองคำอีก ข้าก็ปลอดภัยแล้วหรือ?”
ขณะนั้นแม้แต่อั้งเซียวเองยังอดแปลกใจไม่ได้ ใจนึกครุ่นว่าความผันแปรแห่งชะตาช่างยอกย้อน เพียงพริบตาเดียว เขาก็พลิกจากหุบเหวแห่งความพ่ายแพ้ กลับกลายเป็นผู้ได้เปรียบโดยสิ้นเชิง!
ชั่วขณะนั้น แดนสุขาวดีพลันเต็มไปด้วยแรงกดดัน
เพราะเมื่ออั้งเซียวว่างมือ ก็หันสายตากลับมาทันที ตั้งใจจะฉวยช่วงเวลาสุดท้ายนี้ เก็บผลประโยชน์ขั้นต่ำไว้ก่อน
ส่วนอีกฟากหนึ่ง ลวี่หยางกลับมีสีหน้าหนักแน่น
สายตาของเขาทอดข้ามขุนเขาหมื่นโยชน์ ไปหยุดยังร่างของเฟยเสวี่ยเจินจวิน เห็นนางมีสีหน้าเย็นชาโดยสิ้น ถึงขั้นมิได้คิดห้ามอั้งเซียวแม้แต่น้อย
“เกรงว่าทั้งหมดนี้…อยู่ในแผนของนางแล้ว! นางกำลังรอข้า!”
อั้งเซียวภายใต้การช่วยเหลือของนางพลิกกลับได้เปรียบ หากตนอยากจะกอบกู้สถานการณ์กลับคืน ก็จำต้องให้ผู้หนึ่งออกมาแสวงหาโอสถทองคำใหม่ เพื่อกดดันอั้งเซียว
และผู้นั้น…ย่อมไม่พ้นหงยวิ๋น (อ่านฟรีตอนต่อไปได้ที่ https://novel-lucky.com/)
ทว่าการจะให้หงยวิ๋นแสวงหาโอสถทองคำต่อหน้าต่อตาเฟยเสวี่ยเจินจวินเพื่อดึงอั้งเซียว วิธีเดียวที่เป็นไปได้ คือต้องได้รับการยอมรับจากนางเสียก่อน
“เจ้าหญิงวิปลาสผู้นี้ต้องเตรียมเงื่อนไขไม่เท่าเทียมไว้เต็มถัง เพื่อให้แน่ใจว่าหงยวิ๋นหลังแสวงหาโอสถทองคำแล้วจะถูกนางควบคุมได้ แต่ให้ข้ายอมอย่างนั้นหรือ นั่นก็เท่ากับข้าทุ่มวางแผนมานานเพื่อให้นางได้ผลประโยชน์ ส่วนข้าไม่ได้อะไรเลย!”
นั่นแหละถึงจะเรียกว่า “ขาดทุนย่อยยับ” อย่างแท้จริง!
ชั่วขณะนั้น ลวี่หยางเริ่มครุ่นคิดหาวิธีฝ่าทะลุอย่างบ้าคลั่ง “หานกวงฝูเทียนเจินจวิน จะให้เขาช่วยข้าขวาง เฟยเสวี่ยเจินจวิน ได้ไหม?”
ลวี่หยางคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจในใจเบาๆ
“คงยาก…หานกวงฝูเทียนเจินจวิน เป็นคนสุขุมรอบคอบ ไม่ชอบก่อเรื่อง เกรงว่าคงไม่ยอมออกมาขัดนางในเวลานี้หรอก”
หรือว่าครั้งนี้…จะต้องล้มเหลวจริงๆ หรือ
เจียงหนาน นิกายกระบี่หยกสวรรค์
บนหน้าผาจี๋เทียน ชายหนุ่มท่วงท่าสุภาพ ใบหน้างามสง่า กำลังยืนประสานมือไว้เบื้องหลัง มีเพียงรอยแผลรูปกระบี่กลางหว่างคิ้วที่เผยให้เห็นความคมกล้าเร้นลึกในใจ
เขาคือ กังสิงปู้เต้าเจินจวิน!
ไม่นาน แสงเหาะสายหนึ่งพุ่งตกลงมาจากท้องฟ้า ปรากฏร่างของเชว่เสียเจินเหริน แห่งนิกายกระบี่
ผู้บำเพ็ญขั้นวางรากฐานสมบูรณ์ ผู้บำเพ็ญ [ทองคำขาวเทียน] พอปรากฏกายก็ทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งโดยไม่ลังเล กล่าวด้วยเสียงนอบน้อม “ศิษย์คารวะท่านบรรพชน”
“ลุกขึ้นเถิด”
กังสิงปู้เต้าเจินจวินหัวเราะเบาๆ ผายมือให้อีกฝ่ายลุกขึ้น ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบ “พูดตามตรง แม้เจ้าจะเป็นศิษย์ที่โดดเด่นที่สุดในตระกูลหลินรุ่นนี้ แต่ก่อนหน้านี้ข้าได้ละทิ้งเจ้าไปแล้ว เพราะเจ้าฝึกทองคำขาวเทียน ซึ่งในทางหลักการแล้ว เส้นทางนั้นแทบถูกปิดตายไปสิ้น”
“ศิษย์เข้าใจ…”
เชว่เสียเจินเหรินได้ยินดังนั้นแทบจะขบฟันกรอด ตั้งแต่วันที่อั้งเซียวปรากฏตัว เขาก็เข้าใจดีว่า ตนเองในเวลานี้อยู่ในสภาพน่าอับอายเพียงใด
ทว่าเพียงชั่ววินาทีถัดมา กังสิงปู้เต้าเจินจวินก็เปลี่ยนน้ำเสียงทันที
“แต่เวลานี้…กลับกลายเป็นวาสนาของเจ้า”
“อั้งเซียว เฟยเสวี่ย และสหายลึกลับอีกผู้หนึ่ง สามฝ่ายกำลังต่อสู้ด้วยวิชาเซียน บัดนี้เป็นฝ่ายอั้งเซียวที่ได้เปรียบ ส่วนเฟยเสวี่ยนั้นยังซ่อนกลศึกไว้เบื้องหลังอีกชั้น”
“และสหายลึกลับผู้นั้น…กำลังจนมุม”
“นี่แหละ คือโอกาสของเจ้า”
เอ่ยถึงตรงนี้ กังสิงปู้เต้าเจินจวิน พูดเสียงราบเรียบ
“หากเจ้ามุ่งหมายในมหามรรค ก็จงแสวงหาโอสถทองคำ เดี๋ยวนี้เถิด อย่างน้อย…สหายลึกลับผู้นั้นจะต้องมาช่วยเจ้าแน่”
“อีกทั้งยังมีข้าที่จะคุ้มครองเจ้าเอง”
“เช่นนี้แล้ว ย่อมมีโอกาสชนะ”
สิ้นคำ เชว่เสียเจินเหรินก็มีสีหน้าขึงขังขึ้นทันตา แทบไม่ต้องลังเลแม้แต่น้อย “ศิษย์ยินดี!”
แท้จริง กังสิงปู้เต้าเจินจวินหาได้ให้คำมั่นถึงชัยชนะแน่นอน เพียงกล่าวว่า “มีโอกาส” แต่ถึงอย่างไร นั่นก็ยังดีกว่าการที่เส้นทางแห่งมรรคผลถูกตัดขาดไม่เหลือหนทางใด
ส่วนเรื่องความเสี่ยง สิ่งใดในใต้ฟ้าบ้างที่ปราศจากความเสี่ยง?
เมื่อครู่เขาเพิ่งเห็นด้วยตาตนเอง ถึงจุดจบของจงกวง นั่นแหละคือความน่าอนาถของผู้บำเพ็ญระดับล่าง หากไม่อาจขึ้นเป็นเจินจวิน แม้แต่เส้นทางแห่งมรรคผลของตนเองก็ไม่อาจถือครองได้
เพราะฉะนั้น ต่อให้เสี่ยงเพียงใด เขาก็จะสู้!
ชั่วขณะนั้น เชว่เสียเจินเหรินถึงกับลืมความอิจฉาที่เคยมีต่อเจินเหรินปราบมารไปสิ้น ทั้งจิตทั้งใจหลอมรวมเป็นหนึ่ง กลายเป็นเจตจำนงแห่งกระบี่อันเด็ดเดี่ยว มุ่งสู่ความตายเพื่อหาชีวิต
กังสิงปู้เต้าเจินจวินเห็นดังนั้น จึงพยักหน้าเบาๆ “อย่างน้อย เจ้าก็ยังมิได้หมดหนทาง”
“นั่งลง เริ่มได้”
“ศิษย์น้อมรับ!”
สิ้นเสียง เชว่เสียเจินเหรินก็รวบรวมพลังปราณทันที เพียงพริบตาเดียวทองคำขาวเทียนซึ่งก่อนหน้านี้ปรากฏเฉพาะในทิศแห่งแดนสุขาวดี ก็พลันเกิดการสั่นสะเทือนขึ้นอย่างรุนแรง!
แทบจะในเวลาเดียวกันนั้น ลวี่หยางอั้งเซียวและเฟยเสวี่ยเจินจวิน ต่างก็รับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงนี้
ชั่วขณะเดียวอั้งเซียวขบกรามแน่น เฟยเสวี่ยขมวดคิ้ว มีเพียงลวี่หยางที่แย้มยิ้มกว้าง ความยินดีสว่างโล่งทั่วใจ ราวฟ้าหลังฝน
ทำได้ดีมาก! เจ้าเฒ่ากัง!
เพียงครั้งนี้ที่เจ้าช่วยข้า หนี้แค้นจากชาติที่แล้วที่เจ้าตามล่าข้า ข้าขอลบต้นลบดอก ไม่คิดดอกเบี้ยแล้วก็แล้วกัน!