เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 61 เตรียมบ้านใหม่
เกิดเรื่องราวใหญ่โตขึ้นเพียงนี้ หากยังอยู่ที่ตระกูลหลิวต่อ มีแต่จะทำให้ทุกคนกระอักกระอ่วน
เมิ่งเชียนเชียนจึงไปขอตัวลากับหลิวฮูหยิน
หลิวฮูหยินลอบสะทกสะท้อนใจในความใจเย็นสุขุมของเมิ่งเชียนเชียน มารยาทก็เพียบพร้อม น่าเสียดาย…
ก่อนจะขึ้นรถม้า เจ้ากรมยุติธรรมไล่หลังตามมา
“แม่นางเมิ่งโปรดรั้งคอยก่อน”
เมิ่งเชียนเชียนหันกลับมาคำนับให้อย่างสุภาพ “ใต้เท้ายุติธรรม”
เจ้ากรมยุติธรรมเอ่ย “ข้ามีบางเรื่องที่ต้องอธิบายต่อแม่นางเมิ่ง เรื่องนี้ไท่ซ่างหวงทรงออกราชโองการให้ ข้าย่อมรับเรื่องมาจัดการ หนังสือตัดสัมพันธ์จะส่งไปถึงมือแม่นางเมิ่งในอีกเจ็ดวัน นอกจากนี้ ข้าได้ขอเวลาหนึ่งเดือนมาให้แม่นางด้วย ภายในหนึ่งเดือนนี้ แม้ว่าแม่นางเมิ่งจะอาศัยอยู่ที่ตระกูลลู่ แต่ตระกูลลู่ก็ไม่มีอำนาจก้าวก่าย”
ช่างมาได้ทันเวลาพอดีจริงๆ เรื่องเกิดขึ้นกะทันหัน นางยังไม่ทันได้จัดการเรื่องบ้าน จึงยังไม่มีที่พักพิงอาศัยในยามนี้
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยกับเจ้ากรมยุติธรรมว่า “ขอบคุณใต้เท้ายุติธรรมยิ่ง”
เจ้ากรมยุติธรรมเอ่ย “สาเหตุที่ตระกูลลู่ต้องตกปากรับคำ เป็นเพราะข้าก็ให้เวลาพวกเขาหนึ่งเดือนในการคืนสินเจ้าสาวทั้งหมดของแม่นางเมิ่งเช่นกัน ถึงเวลานั้นหากตระกูลลู่ยังไม่ยอมชดใช้คืนให้ จะถูกทางการบังคับให้ดำเนินการ”
เห็นเมิ่งเชียนเชียนไม่เอ่ยคำ เจ้ากรมยุติธรรมนึกว่านางไม่พอใจกับระยะเวลาหนึ่งเดือน จึงถอนใจเอ่ยอย่างจนปัญญาว่า “ข้าก็ทำตามกฎหมายเช่นกัน อย่างไรเสียก็ต้องตรวจสอบรายการบัญชีในห้าปีนี้ให้กระจ่าง ซึ่งใช้เวลาไม่น้อย หนึ่งเดือนถือว่าเป็นระยะเวลาเต็มที่ที่ข้าจะทำได้แล้ว”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยอย่างจริงใจว่า “ข้าแค่คิดว่าดียิ่งนัก ไม่รู้ว่าควรขอบพระคุณใต้เท้ายุติธรรมเช่นไรดี”
แค่หนึ่งเดือนเอง เร็วกว่าที่นางคิดไว้มากโข อีกทั้งมีทางการออกหน้าให้ ดีกว่านางไปทวงเองเป็นไหนๆ
เมิ่งเชียนเชียนขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะพาถานเอ๋อร์ แม่นมหลี่และแม่บ้านวั่นกลับไป
รองเจ้ากรมจูแห่งกรมยุติธรรมเดินมาหา ทอดมองรถม้าที่หายลับไปจากสุดปลายถนน พลางถามอย่างไม่เข้าใจว่า “ใต้เท้า เหตุใดท่านจึงปฏิบัติต่อนางยอดเยี่ยมเพียงนี้ หนังสือตัดสัมพันธ์ไปรับเองที่ศาลาว่าการก็ได้มิใช่หรือ นึกไม่ถึงว่าท่านจะให้คนเอาไปส่งให้นางถึงมือ อีกอย่างสินเจ้าสาวของนาง ตามกฎหมายแล้วนางก็ต้องไปทวงคืนเอง หากบ้านสามีไม่คืน นางค่อยไปฟ้องร้องบ้านสามีที่ศาล แค่กระบวนการนี้ก็ยุ่งยากซับซ้อนมากแล้ว ตั้งแต่การยื่นฟ้องจนถึงการพิจารณาคดีและสุดท้ายถึงการพิพากษา อย่างน้อยๆ ก็ครึ่งปีหนึ่งปี อย่างมากก็สามปีห้าปี หรือถึงขั้นนานจนประมาณเวลามิได้ อีกอย่าง หากบ้านสามีเบี้ยวไม่ยอมคืน และเจ้าตัวก็ไม่ไถ่ถาม เช่นนั้นทางการไม่เข้าไปเหยียบโคลนบ่อนี้แต่แรก งานก็น้อยลง จะไม่ยิ่งดีกว่าหรือ”
เจ้ากรมยุติธรรมคล้ายคิดบางอย่างอยู่เอ่ยว่า “ตั้งแต่ไท่ซ่างหวงสละบัลลังก์ให้แก่โอรสสวรรค์องค์ปัจจุบัน ราชโองการฉบับใดบ้างที่สามารถข้ามหัวผู้บัญชาการใหญ่มาปรากฏสู่สายตาประชาชีเช่นนี้”
รองเจ้ากรมจูถูกชี้แนะทีเดียวก็พลันกระจ่างแจ้ง “นั่นน่ะสิ เมื่อครู่ฝูกงกงมาประกาศราชโองการ ผู้บัญชาการใหญ่มิได้ขัดขวาง หรือว่าจะเป็นจุดประสงค์ของผู้บัญชาการใหญ่ ไม่สิ หากผู้บัญชาการใหญ่ต้องการประกาศราชโองการ มักจะอ้างนามของโอรสสวรรค์ ไม่มีทางแอบอ้างไท่ซ่างหวง ดังนั้นราชโองการฉบับนี้ มาจากไท่ซ่างหวงจริงๆ เหตุใดไท่ซ่างหวงทรงช่วยแม่นางเมิ่งเล่า แล้วเหตุใดผู้บัญชาการใหญ่จึงเอาหูไปนาเอาตาไปไร่”
เจ้ากรมยุติธรรมเอ่ยด้วยน้ำใสใจจริงว่า “ผู้บัญชาการใหญ่กักบริเวณไท่ซ่างหวงมาหลายปี มีเพียงราชโองการฉบับนี้ที่ไม่โดนเขาขวางไว้ แม่นางเมิ่งผู้นี้ ไม่ธรรมดา”
รถม้าของเมิ่งเชียนเชียนมาถึงครึ่งทางก็เจอกับรถม้าของตระกูลหวัง
เมิ่งเชียนเชียนรีบลงจากรถม้า หวังฮูหยินก็จะลงรถมาเช่นกัน เมิ่งเชียนเชียนไปหยุดอยู่ข้างหน้าต่างพลางเอ่ยว่า “ฮูหยิน ท่านไม่ต้องลงจากรถม้าหรอก ข้าพูดไม่กี่คำก็จะไปแล้วเจ้าค่ะ”
หวังฮูหยินเอ่ย “หากเป็นคำขอบคุณล่ะก็ไม่ต้องพูดแล้ว”
เมิ่งเชียนเชียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยอย่างจริงจังว่า “เช่นนั้นก็ยังต้องขอบคุณอยู่ดี”
หวังฮูหยินถูกนางเย้าให้ขบขัน ครุ่นคิดก่อนเอ่ยอย่างสะทกสะท้อนใจว่า “โลกนี้ไม่ยุติธรรมกับสตรี แต่น้อยคนนักที่จะขวัญกล้าเยี่ยงเจ้า”
คนแรกในรัชสมัยที่ขอหย่าสามี!
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย “ข้าก็แค่โชคดีเท่านั้น โชคดีที่ได้เจอฮูหยินยื่นมือช่วยเหลือหลายครั้ง”
“ข้าก็มิได้ช่วยอะไรเจ้าเท่าใดนักหรอก”
หลักๆ คือราชโองการของไท่ซ่างหวงมาได้ทันเวลา…หวังฮูหยินแม้จะสงสัยอยู่ในใจ แต่ก็เป็นคนรู้ความ มิได้ถามที่มาที่ไปของราชโองการจากเมิ่งเชียนเชียน เพียงถามว่า “ต่อจากนี้เจ้าคิดจะทำอย่างไรต่อ จะกลับโยวโจวหรือไม่”
เมิ่งเชียนเชียนส่ายหน้า “ข้ายังมีธุระที่ต้องจัดการในเมืองหลวง จึงต้องอยู่ที่นี่ชั่วคราวก่อน”
ส่วนเป็นธุระใดนั้น นางมิได้บอก หวังฮูหยินก็มิได้รั้นถาม
หวังฮูหยินเอ่ย “ไม่สู้เจ้าย้ายไปอยู่กับข้าก่อน วันหลังค่อยวางแผนอีกทีดีหรือไม่”
เมิ่งเชียนเชียนแย้มยิ้ม “น้ำใจของฮูหยินข้ารับไว้แล้ว หากอีกหนึ่งเดือนจากนี้ข้ายังหาที่อยู่มิได้ ค่อยไปรบกวนฮูหยิน”
หวังฮูหยินรู้ว่านางมิใช่คนผลีผลาม พูดเช่นนี้ก็คงมีแผนการของตนอยู่แล้ว “ก็ได้ หากมีความลำบากอะไรก็มาหาข้าที่ตระกูลหวังนะ”
เมิ่งเชียนเชียนมองส่งรถม้าของตระกูลหวังจากไป
“คุณหนู พวกเรากลับตระกูลลู่หรือ” แม่บ้านวั่นถาม
เมิ่งเชียนเชียนทอดมองฟากฟ้าที่ค่อยๆ สว่างขึ้น “ไปร้านนายหน้า”
แม่บ้านวั่นเบิกตาโต “ไม่ย้ายบ้านหรือเจ้าคะ” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย “จะย้ายบ้าน ก็ต้องมีบ้านก่อนสิ”
แม่บ้านวั่น “เอ่อ ก็จริง”
บนถนนหลวง มีเจ้าหน้าที่ทางการทำความสะอาดหิมะที่สะสมอยู่แต่เช้า รถม้าค่อยๆ เคลื่อนไป
แม่นมหลี่กับแม่บ้านวั่นไม่ได้นอนทั้งคืน ยามนี้พิงรถม้าหลับไปแล้ว
ถานเอ๋อร์กระปรี้กระเปร่าเล่นพู่บนหยกพก
หยกพกชิ้นนี้ เมิ่งเชียนเชียนเห็นห้อยอยู่บนลำคอตั้งแต่ที่เจอนางครั้งแรกแล้ว นางมักจะดึงออกมาเล่นอยู่บ่อยๆ
“พี่สาว ฝ่ามือเมื่อตอนนั้นของท่านช่างร้ายกาจคัก! มันคือวรยุทธ์อิหยัง”
“ไม่มีชื่อหรอก”
ถานเอ๋อร์ยกสองมือกอดอก “บ่มีชื่อ…น่าเสียดาย”
เมิ่งเชียนเชียนถาม “เจ้าจะนอนอีกสักเดี๋ยวหรือไม่”
ถานเอ๋อร์เบ้ปาก “บ่เอาแล้ว! นอนมาสองวันสองคืนแล้ว! พี่สาว ท่านบ่นอนติ้”
เมิ่งเชียนเชียนส่ายหน้า “ข้าไม่ง่วงเหมือนกัน”
นางนอนในเพิงที่นั่งหลังนั้นหลับสบายยิ่งนัก ไม่ฝันเลยด้วย
เมื่อรถม้ามาถึงร้านนายหน้า นายหน้าหญิงชรายังหลับฝันหวานอยู่เลย
ปึ้งๆๆ! ปึ้งๆๆ!
“ใครน่ะ เช้าตรู่ปานนี้”
นายหน้าหญิงชราคว้าอาภรณ์พลางเปิดประตูด้วยเสียงด่าทอ นางกำลังจะด่าให้สาแก่ใจสักยก ทองคำแท่งหนึ่งก็สะท้อนสู่ม่านตานางเสียก่อน
ดวงตาทั้งสองข้างของนางพลันเป็นประกาย คว้าทองคำมาไว้ในมือ ก่อนยิ้มประจบ “แม่นางท่านนี้ ไม่ทราบว่าท่าน…เอ๋ เจ้ามาด้วยได้อย่างไร”
ชั่วขณะที่เห็นถานเอ๋อร์ นายหน้าหญิงชราก็หุบยิ้มทันที
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยขึ้นว่า “ชุนมามา ให้เข้าไปพูดคุยได้หรือไม่”
นายหน้าหญิงชราได้ยินเสียงคุ้นหู หันไปมองถานเอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้าง สมองพลันสว่างวาบ “เจ้าคือ…นายหญิง!”
เมื่อก่อนเมิ่งเชียนเชียนมาล้วนสวมผ้าคลุมหน้าปิดบังใบหน้า ฉะนั้น นี่จึงเป็นครั้งแรกที่นายหน้าหญิงชราเห็นใบหน้าที่แท้จริงของนาง
นายหน้าหญิงชราเปิดหอนางโลมมานานหลายปี เคยพบเจอหญิงงามมาไม่น้อย ทว่ายังไม่เคยมีสตรีใดงดงามดุจเทพธิดาเช่นนี้มาก่อน กลิ่นอายดุจสนดั่งไผ่ มีความหยิ่งทระนงในตนเอง ทว่าไม่หยิ่งยโส สุขุมใจเย็น กิริยาดีมีมารยาท
เมิ่งเชียนเชียนนั่งลงบนเก้าอี้ วางสมุดบัญชีที่คำนวณเสร็จไว้บนโต๊ะ “คนผู้นี้ ข้ารับ”
นายหน้าหญิงชราพยักหน้าอย่างนิ่งอึ้ง “สะสือเหนียง! รีบไปหาขาเป๋ผู้นี้…เอ่อ คุณชายท่านนี้เร็วเข้า!”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย “นอกจากนี้ ข้าอยากซื้อเรือนที่สงบเงียบในเขตคึกคักสักหลัง ใกล้กับถนนจูเชวี่ยเท่าใดยิ่งดี”
“ถนนจูเชวี่ยเป็นถนนที่คึกคักที่สุดในเมืองหลวง รอบด้านล้วนเป็นข้าราชการชั้นสูงและผู้มีอำนาจ…หากอยากได้ความสงบในความคึกคัก เกรงว่านี่จะหายาก”
เมิ่งเชียนเชียนวางทองคำอีกแท่งลงบนโต๊ะ
นายหน้าหญิงชรายัดทองคำใส่อก “หาง่าย หาง่าย! นายหญิงท่านอยากซื้อขนาดเท่าใด มีเงินในมือเท่าใด”
เมิ่งเชียนเชียนครุ่นคิด ก่อนเอ่ยว่า “ขนาดเท่าใดไม่ใช่ปัญหา ในมือข้ามีเพียงหนึ่งหมื่นตำลึง”
นายหน้าหญิงชราสีหน้ากังวล “เอ่อ หนึ่งหมื่นตำลึง ซื้อสุขายังไม่พอเลย”
เมิ่งเชียนเชียนลุกขึ้น “เช่นนั้นข้าคงต้องไปหาคนอื่นแล้ว คืนทองคำมาให้ข้า”
นายหน้าหญิงชราปกป้องทองคำในอ้อมอกแน่น “ไอ้หยาๆ! นายหญิงอย่าเพิ่งร้อนใจไป! เรือนราคาหนึ่งหมื่นตำลึงนั้นไม่มีจริงๆ! มีหลังหนึ่งห้าหมื่นตำลึง! ข้าสามารถลดให้ท่านได้สามหมื่นห้าพันตำลึง! ข้าขอไม่ปิดบังท่านเลยแล้วกัน นั่นเป็นเรือนอาถรรพ์ มีคนตายมากมายนัก!”
เมิ่งเชียนเชียน “นำทางไป”