เซียนคีย์บอร์ด [陆地键仙] - บทที่ 1236 พังทลาย ....................
บทที่ 1236 พังทลาย
………………..
บทที่ 1236 พังทลาย
ซูอันเงยหน้าขึ้นไปบนท้องฟ้า สายฟ้าขนาดใหญ่ผ่าลงมาและแยกออกเป็นหลายสาย ท้องฟ้าที่เคยมืดครึ้มพลันสว่างเจิดจ้าราวกับกลางวันทันที
ถ้าซูอันได้เห็นสิ่งนี้ในโลกที่ผ่านมา เขาอาจจะเพิ่งโพสต์รูปลงบนอินเทอร์เน็ต ‘ไม่ทราบว่าสหายเต๋าคนใดที่กำลังเผชิญกับทัณฑ์สวรรค์ในขณะนี้?’ แต่ตอนนี้เขาอยู่ในเหตุการณ์จริงจึงไม่มีความคิดเช่นนั้น
หลังจากบ่มเพาะเกินระดับแปดแล้ว ใคร ๆ ก็สามารถยืมพลังของโลกได้ ซูอันมีความสามารถดังกล่าวอยู่แล้ว แต่เมื่อเทียบกับพลังที่แท้จริงของโลกแล้วก็ยังห่างไกล
เมื่อถึงจุดนี้ พลังของโลกทั้งวุ่นวายและบ้าดีเดือด การโจมตีของจักรพรรดิทำให้พื้นที่โดยรอบเกิดความยุ่งเหยิง ดึงสายฟ้าที่แต่เดิมเล็งไปที่อื่นเข้ามาหา นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมการโจมตีของเขาจึงกระจายออกไป
จ้าวรุ่ยจื่อแสดงความไม่พอใจในขณะที่เงยหน้าขึ้นมอง เขาได้ตระหนักอย่างชัดเจนเช่นกัน หากยังคงโจมตีซูอันด้วยการบ่มเพาะของเขา มันจะทำให้เกิดความโกรธแค้นของโลก แต่ถ้าจงใจยับยั้งไว้ก็อาจจะไม่สามารถทำร้ายซูอันได้
เขารู้สึกรำคาญ การมีอำนาจในสถานการณ์นี้ไม่มีความหมาย จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากปล่อยให้เจ้าสารเลวนี้มีชีวิตอยู่ต่อไปอีกสักหน่อย แต่การได้เห็นทั้งสองคนอยู่ในอ้อมแขนของกันและกันทำให้เขารู้สึกระคายใจ ซูอันเป็นคนแรกที่สามารถแสดงท่าทีเยาะเย้ยต่อหน้าโดยที่เขาไม่สามารถทำอะไรกับมันได้
—
ดวงตาของปี่หลิงหลงปิดอยู่ตลอดเวลาราวกับกำลังรอความตาย อย่างไรก็ตาม นางไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าซูอันจะหลบเลี่ยงการโจมตีของจักรพรรดิได้ นางทั้งตกใจและดีใจมาก อดไม่ได้ที่จะมองผู้ชายที่ตระกองกอดตนเองอยู่ นางตกใจมากพอแล้วเมื่อเห็นเขาฆ่าซือถงและจากนั้นเขาก็ฆ่าอสรพิษหยกจันทรา นางไม่คิดว่าชายผู้นี้จะรอดจากการโจมตีสองครั้งจากจักรพรรดิได้! ลองคิดดูว่ามีกี่คนในโลกนี้ที่สามารถทำสิ่งนี้ได้?
ในขณะนั้น ซูอันกำลังมองไปที่ท้องฟ้า ความรู้สึกสิ้นหวังทำให้รู้สึกไม่สบายใจ เนื่องจากสายฟ้าได้ทำให้เขาตัวสั่นสะท้าน สายฟ้าบางส่วนได้ผ่าลงมาไม่ไกลจากจุดที่ยืนอยู่ ถ้าหลบไม่ทัน เขาอาจจะเป็นศพที่ไหม้เกรียมไปแล้ว
“พี่หญิงใหญ่… อาจารย์ เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” แม้ว่าการบ่มเพาะของซูอันจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่เขาก็ยังขาดความรู้อยู่มาก
หมี่ลี่มีสีหน้าค่อนข้างขัดแย้ง “ข้ารู้สึกคุ้นเคย แต่มันเป็นความรู้สึกคุ้นเคยที่ทำให้ข้ารู้สึกขยะแขยง”
ซูอันตกตะลึง เขารีบขอให้นางอธิบายอย่างละเอียด แต่หมี่ลี่ไม่ตอบไม่ว่าจะถามอย่างไร จากนั้นเขาก็มองจ้าวรุ่ยจื่อที่อยู่ห่างไกลด้วยสายตาวิตก จักรพรรดิก็มองไปบนท้องฟ้าเช่นกัน ดูไม่ได้ตั้งใจที่จะโจมตีเขาไปสักระยะหนึ่ง ซูอันถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ทันใดนั้น พัฒนาการแปลก ๆ หลายอย่างก็เกิดขึ้น ฝูงนกจำนวนนับไม่ถ้วนบินออกจากป่าในพื้นที่สีดำ เสียงร้องของพวกมันดังก้องไปทั่ว ไม่มีใครคาดคิดว่าป่าแห่งนี้จะเป็นที่อยู่ของนกนานาชนิด! แน่นอนว่าพวกมันจำนวนมากเป็นสัตว์ที่อ่อนแอกว่าซึ่งอยู่ในห่วงโซ่อาหารระดับล่าง ตอนนี้ไม่มีใครมีความตั้งใจที่จะต่อสู้ แต่นกฝูงนี้แตกตื่นด้วยสัญชาตญาณระแวงภัยของพวกมันเอง
“อาจมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น” ซูอันกล่าวอย่างจริงจัง
ด้วยเสียงกัมปนาท ภูเขาลูกใหญ่ที่อยู่ไกลออกไปเริ่มแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ฝุ่นละอองพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับแผ่นดินกำลังถล่มทลาย สัตว์อสูรที่หลบหนีอย่างบ้าคลั่งถูกทำลายล้างแทบจะในทันที
ผู้คนต่างตกตะลึงกับภาพที่เห็น อย่างไรก็ตาม จ้าวรุ่ยจื่อเป็นคนแรกที่เหินขึ้นไปบนฟ้า ซูอันก็พาปี่หลิงหลงบินขึ้นไปในอากาศด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุผลบางอย่าง เขารู้สึกราวกับว่าไม่สามารถบินได้อย่างมั่นคง หลายครั้งที่เกือบจะศูนย์เสียศูนย์ถ่วง แต่เขาเพียงอ้างว่าใช้พลังงานมากเกินไปในการต่อสู้กับจักรพรรดิและไม่ได้ให้ความสนใจกับมันมากเกินไป
ผู้บ่มเพาะจากคฤหาสน์ราชันลมปราณต่างก็วิ่งหนีเอาชีวิตรอดเช่นกัน จ้าวรุ่ยจื่อสะบัดแขนเสื้อ ขุมพลังอันอ่อนโยนกวาดพวกเขาทั้งหมดไปยังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้เคียง ทั้งหมดจับกิ่งไม้กันพัลวันเพื่อเอาชีวิตรอด ใบหน้าของพวกเขาซีดเซียว
“ขอบพระทัยฝ่าบาท!” เหอหลี่และทุกคนจากคฤหาสน์ราชันลมปราณแสดงความขอบคุณ แต่จ้าวรุ่ยจื่อก็ไม่ได้มองมาด้วยซ้ำ เขามองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยสีหน้าครุ่นคิดแทน
ซูอันอยากถือโอกาสนี้หลบหนี แต่ก็กลัวที่จะทำให้จักรพรรดิรู้ตัวและโจมตีหนักกว่าเดิม เขาตกอยู่ในภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกชั่วขณะ
หมี่ลี่กล่าวว่า “โลกกำลังจะเปลี่ยนไปอย่างมาก เตรียมพร้อม!”
“ท่านหมายถึงอะไร?” ซูอันตกตะลึง ขณะที่กำลังจะถามคำถามเพิ่มเติม โลกทั้งใบก็สั่นสะท้าน แม้ว่าเขาจะลอยอยู่ในอากาศ แต่ก็ยังรู้สึกอยากจะอาเจียน
แผ่นดินไหว?! นี่คือความคิดแรกของซูอัน แต่เขาก็โยนมันไปจากสมองอย่างรวดเร็ว ด้วยการบ่มเพาะของเขาในปัจจุบัน และความจริงที่ว่าตัวเองกำลังลอยอยู่ในอากาศตอนนี้ แม้แต่แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดก็ไม่ควรทำให้เขารู้สึกแบบนี้ใช่ไหม?
ทันใดนั้น ผู้บ่มเพาะของคฤหาสน์ราชันลมปราณก็ถามด้วยเสียงสั่นเครือว่า “ท้องฟ้า… ท้องฟ้าแตกเป็นเสี่ยง ๆ หรือเปล่า?”
ซูอันเงยหน้าขึ้นและเห็นแสงจ้าวาบผ่านมา รอยแดงที่ราวกับสายน้ำเต็มไปด้วยดวงดาวนั้นกว้างกว่าที่เคยเป็นมามาก และยังคงขยายในอัตราที่มองเห็นได้
“ท้องฟ้ากำลังแยกออก?” เขาพึมพำด้วยความมึนงง สถานการณ์นี้เกินกว่าความรู้ของเขา อยากจะถามหมี่ลี่เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่นางไม่โต้ตอบ ซูอันรู้สึกรำคาญอย่างมาก นิสัยของผู้หญิงคนนี้ที่จะเมินเฉยเมื่อใดก็ตามที่นางต้องการนั้นน่ารำคาญจริง ๆ! ต่อไปเขาต้องหาโอกาสสอนบทเรียนให้นางบ้างแล้ว
รอยแตกสีแดงเริ่มขยายเร็วขึ้นอย่างทวีคูณ จากนั้นรอยแตกสีดำสนิทขนาดยักษ์ก็ปรากฏขึ้นบนพื้น พื้นดินที่เคยแข็งแรงแต่เดิม ตอนนี้กลับดูคล้ายเป็นทะเลท่ามกลางพายุ ขึ้น ๆ ลง ๆ อย่างคาดเดาไม่ได้ รอยแตกขนาดใหญ่ทุกชนิดปรากฏขึ้นโดยมีลาวาปะทุออกมาจากบางพื้นที่
สายลมโหยหวนพัดผ่านท้องฟ้า แม้แต่การบ่มเพาะในปัจจุบันของซูอันก็ไม่สามารถอดทนได้ เขาถูกพัดจากด้านหนึ่งไปอีกด้าน โชคดีที่สามารถคว้าต้นไม้ใหญ่ไว้ได้ทัน แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนพื้นดินก็ไม่รู้ว่าต้นไม้จะทนได้นานแค่ไหน
ทุกคนล้วนสะบักสะบอมและอ่อนล้า มีเพียงร่างของจ้าวรุ่ยจื่อเท่านั้นที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าโดยไม่สะทกสะท้านกับลมและฝนที่บ้าคลั่ง
ซูอันรู้สึกชื่นชม ผู้ชายคนนั้นแข็งแกร่งจริง ๆ ในใจรีบถามหมี่ลี่ว่า “ท่านจักรพรรดินี ข้ารู้สึกว่ามิติลับแห่งนี้กำลังจะพังทลาย! ทำไมเขายังทนอยู่ที่นี่ต่อไป? ทำไมไม่หนีไป? หากโลกนี้ล่มสลายจริง ๆ ชีวิตของเขาก็จะจบลงไปพร้อมการบ่มเพาะของเขาใช่ไหม?”
“เรียกแค่ ‘อาจารย์’ ก็พอทำไมต้องเรียกท่านจักรพรรดินีด้วย!?” หมี่ลี่ไม่พอใจเล็กน้อยกับวิธีการเรียกของซูอัน “เหตุผลที่เขาไม่ออกไปเพราะรู้ว่ามิติลับสองแห่งกำลังควบรวมกันอยู่ในตอนนี้ นี่เป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ แล้วเขาจะพลาดโอกาสนี้ไปได้ยังไง?”
………………..