เซียนคีย์บอร์ด [陆地键仙] - บทที่ 1360 เพลงศึก
บทที่ 1360 เพลงศึก
………………..
บทที่ 1360 เพลงศึก
ซูอันไม่แปลกใจที่เห็นปฏิกิริยาของพวกเขา ซินฉีจี้*[1] เป็นหนึ่งในนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ‘กระบี่และบทเพลง’ เป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งในบทกวีที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการสู้รบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ถือว่าเป็นบทกวีที่แหวกแนวในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้
แม้ว่าทักษะการต่อสู้ของโลกนี้จะเฟื่องฟู แต่วรรณกรรมก็ยังขาดแคลน บทกวีของซินฉีจี้จะทิ้งผลกระทบที่สั่นสะเทือนโลกในด้านบทกวีอย่างแน่นอน
“อาซู เจ้าเคยเข้าสู่สนามรบมาก่อนไหม?” ฉินกวงหยวนจับราวบันไดขณะที่ถามอย่างตื่นเต้น หลังจากได้ยินบทกวี ถ้อยคำที่เขาพูดกับซูอันก็ยิ่งฟังดูสนิทสนมกันมากขึ้น
ซูอันส่ายศีรษะ “ข้าไม่เคย”
“เจ้าไม่เคย?” ฉินกวงหยวนรู้สึกตื่นเต้น “ถ้าอย่างนั้น เจ้าถ่ายทอดการเดินทางของแม่ทัพออกมาได้ชัดเจนขนาดนี้ได้อย่างไร? มันเหมือนกับว่าข้าได้ย้อนกลับไปในสมัยที่ติดตามท่านพ่อและท่านปู่เข้าสู่สนามรบ!”
ซูอันคิดกับตัวเองว่า นักเขียนซินฉีจี้ใช้เวลาอยู่ในสนามรบจริง ๆ แต่ข้าไม่สามารถเสแสร้งทำอย่างนั้นได้! มันง่ายเกินไปที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนั้น
ฉินหย่งเต๋อโพล่งขึ้นด้วยความตกใจ “ถ้าอย่างนั้นเจ้าสามารถจินตนาการมันขึ้นมาได้อย่างสมบูรณ์! อาซู เจ้าเป็นอัจฉริยะจริง ๆ!”
ทั้งสองไม่สามารถปฏิเสธได้ว่ารู้สึกตื่นเต้นมากเมื่อได้ยินบทกวีของซูอัน พวกเขารู้สึกราวกับว่าได้ยินเสียงกลองศึกอยู่ข้างหู นึกถึงครั้งที่เคยชักกระบี่ออกมาฟาดฟันศัตรู! รู้สึกราวกับว่าได้กลับไปที่สนามซ้อมรบพร้อมกับปู่และบิดา ท่ามกลางฉากอันรุ่งโรจน์ในการตรวจสอบกองทัพอันมีระเบียบ งดงาม และทรงพลัง! ดูเหมือนพวกเขาจะได้กลับเข้าสู่สนามรบที่ตึงเครียดและดุเดือด เสียงลูกธนูกรีดร้องและคมอาวุธที่เฉือนเนื้อไปทั่ว
การต่อสู้เพื่อบ้านเมืองและได้รับชื่อเสียงอันเกรียงไกรหลังจกการเสียชีวิตคืออุดมคติของทหารทุกคน แต่ตลอดประวัติศาสตร์จะมีสักกี่คนที่ทำสำเร็จ
สิ่งที่ทำให้พวกเขาตื่นเต้นยิ่งกว่าคือบรรทัดสุดท้าย ‘น่าเศร้าที่ผมขาวงอกยาวเสียแล้ว’ พวกเขาจำได้ว่าปู่เป็นแม่ทัพที่มีชื่อเสียง แต่เนื่องจากการสู้รบแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท จักรพรรดิจึงขังเขาไว้ในเมืองหลวงเพื่อจับตาดูอย่างใกล้ชิด
ความฝันของปู่ของพวกเขาคือการต่อสู้ในสนามรบมาโดยตลอด! แต่กว่าครึ่งชีวิตของเขาเสียไปในเมืองหลวง ในที่สุดเขาก็สามารถต่อสู้ได้อีกครั้ง แต่ผมของเขาก็กลายเป็นสีขาวไปเสียแล้ว
ความผิดปกติปรากฏขึ้นในดวงตาที่เย็นชาของแม่นางหนานซวิน นางจ้องมองที่ซูอันด้วยความงุนงง กะพริบตาอย่างแรงและถึงกับตัวสั่นเล็กน้อย
อวี้หนานตกตะลึง เขาวางแผนที่จะด้อยค่าบทกวีไม่ว่าซูอันจะพูดอะไร ท้ายที่สุดแล้วงานวรรณกรรมมักเป็นเรื่องของนามธรรมและไม่มีเกณฑ์มาตรฐาน ตราบใดที่สิ่งที่เขาพูดมีเหตุผล เขาก็สามารถทำให้บทกวีที่ดีดูไร้ค่าได้
แต่นั่นไม่รวมถึงงานระดับเทพเช่นนี้! ตราบใดที่ไม่ใช่คนงี่เง่าทางวรรณกรรม ใคร ๆ ก็สามารถเห็นคุณค่าของบทกวีของซูอัน ลืมนักวิชาการในยุคปัจจุบันไปเถอะ ไม่มีนักวิชาการที่มีชื่อเสียงในยุคใดเทียบได้ด้วยซ้ำ
ถ้าเขายังคงยืนกรานที่จะด้อยค่ามัน เขาจะถูกปฏิบัติเหมือนคนโง่ที่สุดเท่านั้น
ในขณะเดียวกัน สีหน้าของปี่เซี่ยงก็มืดลง เขาสามารถบอกได้จากความยิ่งใหญ่ของบทกวีว่าซูอันไม่ใช่คนที่จะพอใจกับการรับใช้ใครอย่างแน่นอน! เขาคงไม่สามารถปราบพยัคฆ์ร้ายนี้ได้ และต้องเตือนน้องสาวของเขาเพื่อที่นางจะได้ไม่เผลอเลี้ยงเสือป่าที่ไม่มีวันเชื่อง
เกาอิ้งรู้สึกสะเทือนใจจนร่างกายสั่นสะท้าน ทั้งที่วางแผนไว้แล้วว่าจะเสียชื่อเสียงไปพร้อมกับซูอัน แต่เขากลับสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ผลงานแห่งยุคสมัยได้!
แม้จะผ่านไปหลายร้อยปี ตราบใดที่บทกวีนี้ยังคงอยู่ ชื่อของเขาจะถูกกล่าวถึง… เดี๋ยวก่อนนะ เขาก้มหน้าลงและเขียนด้วยความรวดเร็ว
เพ่ยโยวเผลอยืดอกโดยไม่รู้ตัวและอยากจะพูดว่า ‘ซูอันเป็นพี่ใหญ่ของข้า!’ แต่หาเวลาที่เหมาะสมไม่ได้
ทันใดนั้น เขาก็สังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของเกาอิ้งและรู้สึกสับสนในตอนแรก บทกวียังไม่เสร็จสิ้นใช่หรือไม่? ทำไมสหายของข้าถึงยังเขียนอยู่? เขาแอบเข้ามาดูและเห็นว่าเกาอิ้งได้เพิ่มคำอธิบายประกอบ ระบุวันที่และชื่อแซ่ของตัวเองที่เป็นคนเขียนแทนซูอัน!
“เจ้า!” เพ่ยโยวตะโกน ผู้ชายคนนี้ไปได้ไกลขนาดนี้?
เขาอยากจะกรีดร้องด้วยความเสียใจ ท้ายที่สุดเขาควรจะอาสาเป็นคนเขียนบทกวีนี้! แม้ว่าตัวอักษรของเขาจะไม่สวยงามนัก ตราบใดที่เขาสามารถทิ้งชื่อของเขาไว้ในประวัติศาสตร์ได้ มันก็ไม่สำคัญ! แต่ใครจะคิดว่า เกาอิ้ง เพื่อนที่ดูซื่อสัตย์คนนี้จะเจ้าเล่ห์ขนาดนี้!
สาวใช้ในห้องพิเศษด้านบนยังไม่เชื่อเต็มร้อย นางพึมพำว่า “คุณหนู แม้ว่าบทกวีนี้จะไม่เลว แต่ก็ไม่ยอดเยี่ยมขนาดนั้นใช่ไหม?”
สาวงามผู้เป็นนายส่ายศีรษะ “เจ้าไม่เข้าใจ ความหมายของบทกวีนี้ไม่ได้อยู่แค่ใน… เฮ้อ! เผ่าพันธุ์มนุษย์สร้างอัจฉริยะขึ้นมากี่คนแล้ว เมื่อไหร่เผ่าพันธุ์ของเราจะฟื้นขึ้นมาได้สักที?”
สาวใช้ต้องการถามมากกว่านี้ แต่มีคนอื่นตอบคำถามของนางอย่างรวดเร็ว ฉินกวงหยวนกวาดสายตามองผู้คนในขณะที่กล่าวว่า “แม้ว่าตัวข้าเองที่ต่ำต้อยจะไม่เข้าใจบทกวี แต่ข้าก็เข้าใจชีวิตในกองทัพ อาซูทำให้ข้ารู้สึกราวกับว่าได้กลับเข้าสู่สนามรบด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ และกระตุ้นความหลงใหลในตัวข้าอีกครั้ง เพียงเท่านี้ บทกวีนี้ก็ไม่ธรรมดาแล้ว ถ้าใครมีข้อโต้แย้งใด ๆ เกี่ยวกับบทกวีนี้ โปรดพูดออกมา”
ในเมื่อเขาพูดออกมาแบบนี้แล้ว คงไม่มีใครเต็มใจที่จะพูดให้ตระกูลฉินดูแย่ ผู้คนทั้งหมดชื่นชมบทกวีของซูอัน
ซูอันมองดูฉินกวงหยวนด้วยความประหลาดใจ ทัศนคติของญาติคนนี้ไม่เปลี่ยนเร็วไปหน่อยเหรอ? แม้แต่เขาก็ยังถูกโยนทิ้ง
ฉินกวงหยวนกล่าวว่า “นั่นไม่ใช่ทั้งหมด บทกวีที่เร่าร้อนเหล่านี้สามารถเปลี่ยนเป็นเพลงของผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารได้ และเพิ่มขวัญกำลังใจให้กับกองทัพของเราอย่างมาก หนึ่งในสิ่งที่น่าผิดหวังที่สุดที่ต้องรับมือเมื่อเราต่อสู้กับเผ่าพันธุ์ปีศาจในอดีตคือ เพลงศึกของพวกมัน ซึ่งทำให้ทหารของเราเข้าสู่สภาวะคลุ้มคลั่ง ซึ่งเพิ่มทั้งความกล้าหาญในการต่อสู้และความสามารถในการฟื้นฟูอย่างรวดเร็วให้กับพวกมัน เราต้องทนทุกข์ทรมานอย่างขมขื่นในสงครามเพราะเหตุนั้น”
“หลังจากนั้น ราชสำนักยังคงค้นคว้าเกี่ยวกับเพลงศึกต่อไป แม้ว่าสถาบันหลวงจะเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการทำงานของมันแล้ว แต่เราก็ยังขาดเนื้อเพลงที่เหมาะสม ซึ่งทำให้เพลงของเราด้อยกว่าเพลงของเผ่าพันธุ์ปีศาจมาก แต่ตอนนี้ด้วยเพลงของอาซู เพลงศึกของกองทัพเราจะเท่าเทียมกับเผ่าพันธุ์ปีศาจ และบางทีอาจเหนือกว่าด้วยซ้ำ! ช่วยให้กองทัพของเราเกิดการสูญเสียน้อยลง!”
ดวงตาของฉินกวงหยวนเต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความตื่นเต้น ในฐานะคนที่เกิดในครอบครัวทหาร เขาย่อมซาบซึ้งกับสิ่งนี้
จากนั้นทุกคนก็รู้ว่า แท้จริงแล้วซูอันได้เขียนผลงานชิ้นเอกที่ปฏิวัติวงการ! ต้าโจวไม่ได้เก่งกาจด้านวรรณกรรม แต่เป็นการบ่มเพาะ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม ถึงใครก็ตามจะประสบความสำเร็จในด้านนี้ ชื่อเสียงของพวกเขาก็ไม่ได้ดีขนาดนั้น แต่ถ้าบทกวีของเขาสามารถกลายเป็นเพลงศึกได้ นั่นหมายถึงสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง! ความสำคัญของเขาในราชสำนักจะพุ่งสูงขึ้น และเขาอาจได้รับการปกป้องในฐานะผู้มีพรสวรรค์เชิงกลยุทธ์!
สาวใช้ที่อยู่ชั้นบนร้องออกมา “อ๊ะ! เราควรหาโอกาสที่จะฆ่าเขาหรือไม่? ไม่อย่างนั้นคงแย่แน่หากเราเข้าสู่สงครามอีกครั้ง!”
“เขาแต่งมันออกมาแล้ว เว้นแต่เจ้าจะฆ่าทุกคนที่นี่ เพลงศึกนี้จะถูกสร้างขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คอยดูกันต่อไป” นัยน์ตาของสาวงามลึกลับฉายแสง พูดตามตรงว่า แม้แต่นางก็ยังหวั่นไหวเล็กน้อย ท้ายที่สุดใครจะรู้ว่าซูอันผู้นี้จะยังคงสร้างบทเพลงศึกในระดับนี้ออกมาอีกหรือไม่?
*[1] ซินฉีจี้ (28 พฤษภาคม ค.ศ. 1140 – 3 ตุลาคม ค.ศ. 1207) เป็นนักประดิษฐ์ตัวอักษรจีน เป็นนายพลทหาร และเป็นยอดกวีในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้
………………..