เซียนคีย์บอร์ด [陆地键仙] - บทที่ 1515 กลุ่มทหารพลีชีพ
บทที่ 1515 กลุ่มทหารพลีชีพ
………………..
บทที่ 1515 กลุ่มทหารพลีชีพ
ซูอันหรี่ตา เขาสังเกตเห็นว่ามีคนเติมเชื้อเพลิงให้กับเปลวไฟ ไม่อย่างนั้นทั้งสองฝ่ายคงทะเลาะกันไม่จบไม่สิ้น การบ่มเพาะของคนเหล่านั้นสูงกว่าทหารที่อยู่รอบตัวอย่างชัดเจน คนอื่น ๆ ยังคงเวียนหัวเล็กน้อยจากเสียงเพรียกจากปีศาจของต๋าจี่ แต่ก็หายเป็นปกติแล้ว
เขาโยนตงจิ้นไปทางกองกำลังคุ้มกันก่อนจะพุ่งใส่คนเหล่านั้น ซ่างหงมีความคิดที่คล้ายกันก็พุ่งเข้าหาผู้ยุยง
“พวกมันจะฆ่าเรา! พวกมันกำลังจะฆ่าเรา!” ผู้ปลุกระดมกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนก พวกเขากวัดแกว่งอาวุธตั้งรับ น่าเสียดายที่ระดับการบ่มเพาะของพวกเขายังห่างไกลจากของตงจิ้น จะเป็นคู่มือของซูอันและซ่างหงได้อย่างไร? พวกเขาถูกควบคุมตัวแทบจะในทันที
ซ่างหงตื่นตระหนก เขามีเวลาควบคุมตัวคนหนึ่งในนั้น แต่ซูอันได้จัดการอีกสี่คนไปแล้ว แม้ว่าเขาจะอยู่ไกลออกไปกว่าหน่อย แต่มันก็ไร้สาระเกินไปใช่ไหม?
ทันใดนั้น ซูอันร้องด้วยความประหลาดใจ “พวกมันตายแล้วเหรอ?”
ซ่างหงตรวจสอบคนที่จับได้อย่างรวดเร็ว เลือดสีดำไหลออกมาจากมุมปากของบุคคลนั้น เห็นได้ชัดว่าถูกพิษจนตาย
“กลุ่มทหารพลีชีพ!” ซ่างหงกล่าวอย่างตื่นตระหนก พวกทหารพลีชีพบดยาพิษระหว่างฟันของตนเองเมื่อเขาและซูอันพุ่งเข้าหา การมีความสงบและความกล้าหาญในระดับนั้น… พลังชนิดใดที่หล่อเลี้ยงพวกเขากัน?
เดิมทีพวกเขาวางแผนที่จะจับคนเหล่านั้นเพื่อค้นหาว่าใครอยู่เบื้องหลัง แต่พวกเขาล้มเหลวจากความพยายามขั้นสุดท้าย
ทหารคนอื่นถูกกันไว้ในความมืด เห็นเพียงซูอันและซ่างหงรีบพุ่งไปที่สหายของพวกเขา แต่แล้วทหารเหล่านั้นก็เสียชีวิตอย่างรวดเร็ว พวกเขาได้ยินคำว่า ‘พวกเขากำลังจะฆ่าเรา พวกเขาจะฆ่าเรา’ ดังนั้นพวกเขาจึงคิดโดยไม่รู้ตัวว่าระหว่างซูอันและซ่างหง ใครต้องรับผิดชอบ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงหยิบอาวุธขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ การต่อสู้ที่วุ่นวายกำลังใกล้จะปะทุขึ้นอีกครั้ง
ทันใดนั้นก็มีเสียงตวาดว่า “พวกเจ้าทุกคน หยุด หยุดเดี๋ยวนี้!”
กลุ่มคนวิ่งมาแต่ไกล คนที่อยู่ข้างหน้าคือรองผู้พิพากษาซวีอวี้ เขาหยุดทั้งสองฝ่ายอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นความยุ่งเหยิงและตงจิ้นที่กำลังบาดเจ็บสาหัส สีหน้าของเขาบูดบึ้งขณะที่ถามว่า “เกิดอะไรขึ้น? ใครก็ได้บอกมาที!”
ซ่างหงพูดด้วยน้ำเสียงที่น่าเกรงขาม “ท่านซวี มาในเวลาที่เหมาะเจาะจริง ๆ มณฑลเมฆครามของท่านตัดสินใจที่จะกบฏใช่ไหม?”
สถานการณ์อยู่ในมือของเขาอย่างสมบูรณ์แล้ว ตราบเท่าที่การตอบสนองของอีกฝ่ายน่าสงสัยแม้เพียงน้อยนิด เขาก็ไม่รังเกียจที่จะกวาดล้างศาลของมณฑลเมฆคราม
เขาเป็นผู้มีอำนาจหมายเลขสองในศาลของมณฑลเมฆคราม โดยปกติแล้วเขาก็มีอำนาจเท่าเทียมกับจั่วซูเช่นกัน ดังนั้นเมื่อได้ยินคำสั่ง ทหารทั้งหมดจึงลดอาวุธลง พวกเขาไม่ต้องการก่อกบฏ อาวุธในมือร่วงลงมาพร้อมเสียงกระทบกับพื้น
ซ่างหงจึงกล่าวว่า “หัวหน้า เจ้าหน้าที่ตงจิ้นได้บีบบังคับกองทหารของผู้บังคับบัญชาให้โจมตีที่พักอย่างเป็นทางการของคณะทูต เขาควรถูกประหารชีวิตทันที แต่เนื่องจากเขากังวลเรื่องความปลอดภัยของท่านผู้พิพากษา จึงให้อภัยได้ในระดับหนึ่ง เราจะคุมขังเขาไว้ก่อน หากได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี เราจะปล่อยตัวทันที”
“ในขณะนี้ เกาอิ้งจะเข้ารับตำแหน่งรักษาการหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อรักษาความปลอดภัยของมณฑลเมฆคราม”
เกาอิ้งตกตะลึง แต่เขาก็ตอบสนองอย่างรวดเร็ว เมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาก็นำกองกำลังคุ้มกันเข้าไปในใจกลางกองทหารของผู้บัญชาการทันที “ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง!”
สำหรับคนอย่างเขาที่มาจากตระกูลผู้มีอิทธิพล ตำแหน่งหัวหน้าเจ้าหน้าที่เล็กน้อยย่อมไม่สำคัญ อย่างไรก็ตาม พวกเขาจำเป็นต้องควบคุมตำแหน่งผู้นำทางทหารเอาไว้ให้ได้
ซ่างหงพยักหน้า เกาอิ้งเป็นชายหนุ่มที่พึ่งพาได้ การมีเขาเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ แม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถควบคุมทหารได้ในระยะสั้น แต่การมีใครสักคนในนั้นย่อมมีประโยชน์ในภายหลัง
แน่นอนว่าภารกิจนั้นอันตราย หากเจ้าหน้าที่ทหารระดับกลางและระดับสูงมีความคิดที่จะก่อกบฏ เกาอิ้งจะตกอยู่ในอันตราย แต่พวกเขาไม่สามารถใส่ใจกับสิ่งเหล่านี้ได้ในขณะนี้
เขามองซวีอวี้แล้วถามว่า “รองผู้พิพากษาซวีมีข้อโต้แย้งใด ๆ กับการจัดการเหล่านี้ไหม?”
การแสดงออกของซวีอวี้เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เขายังคงตอบทันทีว่า “การรักษาเสถียรภาพของสถานการณ์เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เจ้าหน้าที่ต่ำต้อยคนนี้จะคัดค้านได้ยังไง?” จากนั้นเขาก็โบกมือไปทางทหารและถามว่า “ทำไมพวกเจ้ายังไม่ทักทายหัวหน้าเจ้าหน้าที่คนใหม่อีก”
“เราขอทักทายท่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่” ทหารทักทายเกาอิ้งอย่างอ่อนแอและท้อแท้ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาทั้งหมดถูกบังคับให้ทำเช่นนั้น
“เกาอิ้ง จงพาพวกเขากลับไปประจำตำแหน่งของตัวเอง อย่าปล่อยให้คนชั่วฉวยโอกาสได้” ซ่างหงออกคำสั่ง เขาต้องการให้ทหารออกไปก่อนเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤต
สถานการณ์ในกองทหารจะสงบได้มากแค่ไหนขึ้นอยู่กับเกาอิ้ง เขาเชื่อว่าเกาอิ้งมีความสามารถเพียงพอ
“เข้าใจแล้ว!” เกาอิ้งโค้งคำนับ เขาเรียกทหารกองกำลังคุ้มกันกลุ่มหนึ่ง จากนั้นก็ออกไปกับทหารท้องถิ่น
…
ซ่างหงมองไปที่ซวีอวี้หลังจากที่พวกเขาออกไปแล้ว “ช่างบังเอิญจริง ๆ ที่ท่านซวีมาถึงเวลานี้”
ซวีอวี้พูดด้วยรอยยิ้มฝืดเฝือ “ข้ารีบมาทันทีที่ได้ยินข่าว แม้ว่าจะมาช้าไปสักหน่อย แต่อย่างน้อยทุกอย่างก็ไม่ได้อยู่เหนือการควบคุม ท่านซ่าง เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมจู่ ๆ ท่านถึงจับกุมท่านจั่ว”
ความหมายแฝงของเขาคือ ‘แม้ว่าข้าจะมาช้าไปหน่อย แต่ข้าช่วยเจ้ารับกองทหารของผู้บัญชาการ แม้ว่าข้าจะไม่ได้ทำอะไรมากเกินไป ข้าก็ยังช่วยเหลือเจ้า’
ซ่างหงสัมผัสได้ถึงความหมายโดยนัยนั้น เขากำลังจะอ้าปากตอบ เมื่อได้ยินเสียงกีบเท้าม้า มีทหารหลายนายควบม้ามาจากระยะไกล ผู้ที่เป็นผู้นำได้แก่เจียนไท่ติง เพ่ยส่าว อวี้เสวียนซู อวี้เสวียนฉิง และเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ
ม้าของเจียนไท่ติงมาถึงก่อน เขาถามอย่างเย็นชาว่า “ท่านซ่าง ทำไมถึงเกิดความวุ่นวายใหญ่โตเช่นนี้?” ทหารกลุ่มหนึ่งตามหลังเขามา เมื่อเทียบกับทหารป้องกันเมืองแล้ว เห็นได้ชัดว่าได้รับการบ่มเพาะมาเป็นอย่างดี
ซ่างหงพูดเย้ยหยันว่า “หัวหน้าเจ้าหน้าที่ตงจิ้นล้อมที่พักของคณะทูต เป็นไปได้ไหมว่าท่านเจียนคิดจะสานต่อการกระทำของตงจิ้น”
เจียนไท่ติงหรี่ตาแต่ไม่ได้ตอบกลับ เกิดความเงียบขึ้นอย่างน่าประหลาด
ซ่างหงยืนอย่างภาคภูมิ แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นผู้บ่มเพาะระดับปรมาจารย์และมีกองกำลังมากกว่า แต่พวกเขาก็เป็นคณะทูตโดยมีราชสำนักอยู่เบื้องหลังเช่นเดียวกับทูตยุทธ์เสื้อแพรทองหมายเลขสิบเอ็ด
ซูอันยืนถัดจากซ่างหง เขากังวลว่าเจียนไท่ติงอาจปรากฏตัวเพื่อสร้างปัญหา เขาต้องคอยปกป้องพ่อตาคนนี้
ซ่างหงรู้สึกอบอุ่นในใจเมื่อเห็นเช่นนั้น ตามที่คาดไว้ คนในครอบครัวย่อมไว้ใจได้มากที่สุด
เจียนไท่ติงหัวเราะและพูดว่า “ท่านซ่าง ท่านกังวลมากเกินไป ข้าได้ยินมาว่าท่านจั่วถูกจับตัวไว้ ข้าจึงมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ไม่มีอะไรมากกว่านี้” เขากระโดดลงจากหลังม้าขณะพูด
เจ้าหน้าที่ที่กำลังเคร่งเครียดทั้งหมดถอนหายใจด้วยความโล่งอก พวกเขากังวลจริง ๆ ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นจากความหุนหันพลันแล่น หากเป็นเช่นนั้น พวกเขาในฐานะเจ้าหน้าที่ของมณฑลเมฆครามจะอยู่ข้างใคร หากพวกเขาช่วยเจียนไท่ติง พวกเขาจะเป็นกบฏ หากช่วยคณะทูต พวกเขาอาจไม่มีชีวิตอยู่เพื่อเห็นวันพรุ่งนี้
ซ่างหงถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขากล่าวว่า “ข้าได้รับรายงานว่าท่านจั่วสมรู้ร่วมคิดกับเผ่าพันธุ์ปีศาจ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักลอบขนหินพลังชี่และทรัพยากรทางยุทธศาสตร์ที่ได้รับการควบคุมอย่างเข้มงวดจากราชสำนัก นั่นเป็นเหตุผลที่เราจับท่านจั่วเข้าคุก หากตรวจสอบเรื่องนี้แล้วและพบว่าท่านจั่วเป็นผู้บริสุทธิ์ เราก็จะให้ความยุติธรรมกับเขาแน่นอน”
แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะเคยได้ยินข่าวลือมาบ้าง แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะตื่นตระหนกเมื่อได้ยินซ่างหงยืนยันด้วยตัวเอง
ปุ่มที่ 4 ใน 4 ตอนถัดไป
ปุ่มที่ 2 ใน 4 ความคิดเห็น
ปุ่มที่ 3 ใน 4 ตอนก่อนหน้า
0
ตอนที่ 2209 มาแล้ว
Ink Stone_Romance
ฉู่หลิวเยว่ดึงสติกลับมาอีกครั้ง มุมปากบางยุโค้งขึ้นยิ้มรับ
“ไม่มีเจ้าค่ะ เพียงแต่นามนี้ช่าง…คุ้นหูยิ่งนัก เหมือนเคยได้ยินมาก่อนรำไร”
เซียวหนานไม่ได้ใส่ใจนัก
“อย่างใดเสียร้านแบบนี้ ก็ใช้ชื่อจำเจถมเถไป”
ฉู่หลิวเยว่คิดตาม และเห็นด้วย
น่าจะแค่บังเอิญกระมัง…
“ท่านบอกว่าที่นั่น นอกจากจะมีสมุนไพรขายแล้ว ยังขายสมบัติด้วยหรือ?”
“ใช่แล้ว! พวกเจ้าเพิ่งมา อาจจะยังไม่รู้ ผู้ฝึกตนมากมายในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ ล้วนเป็นคู่ค้าลับๆ กับร้านเจินเป่าเก๋อกันทั้งนั้น อย่างเซียนหมอระดับสูงพวกนั้นที่สามารถนำสมุนไพรจำนวนหนึ่งจากเทือกเขาโอสถมาใช้ได้อย่างเสรี พวกเขาขายสมุนไพรเหล่านั้นให้ร้านเจินเป่าเก๋อ เรียกกำไรแบบขายส่งโดยเปลี่ยนมือผู้ค้า ด้วยวิธีนี้ ทำให้คนที่ไม่สะดวกขึ้นไปเอาสมุนไพรบนเทือกเขาโอสถ ได้รับสิ่งที่ต้องการตามประสงค์ แถมยังไม่เสียสุขภาพจิตด้วย”
ตัวอย่างเช่นฉู่หลิวเยว่ หากนางอยากเข้าไปในสวนสมุนไพรบนเทือกเขาโอสถ ก็จำต้องหายาอายุวัฒนะระดับสูงไปติดสินบนมหาปรมาจารย์โอสถ
ซึ่งต้องจ่ายด้วยราคาสูงและไม่คุ้มค่า
แต่ถ้าไปร้านเจินเป่าเก๋อ ก็จะได้สินค้าในราคาที่ย่อมเยา
โดยรวมแล้วถือเป็นเรื่องดีสำหรับทุกคน
ยกเว้นเสินสื่อลำดับแปด
“แล้วถ้าเป็นเช่นนั้น…เสินสื่อลำดับแปดจะไม่โกรธเคืองหรือ?”
แค่พวกน้องแปดต้องการเก็บผลวิญญาณสวรรค์ ก็เจออีกฝ่ายคัดค้านเสียเต็มประดา
และการมีอยู่ของร้านเจินเป่าเก๋อ ถือเป็นการขัดผลประโยชน์ของอีกฝ่ายอย่างมาก
เช่นนี้แล้วเสินสื่อลำดับแปดจะยอมรับได้จริงหรือ?
“แน่นอนว่านางย่อมไม่เห็นด้วย แต่ถ้าตายก็ทำอันใดไม่ได้ นางควบคุมเทือกเขาโอสถได้ แต่ร้านเจินเป่าเก๋อแห่งนี้ นางมิหาญกล้าลงมือหรอก”
“หือ? เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นหรือเจ้าคะ?”
ฉู่หลิวเยว่ถามด้วยความสงสัย
ตำแหน่งเสินสื่อแห่งตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์นั้นสูงศักดิ์ยิ่งนัก ร้านเจินเป่าเก็อแห่งนี้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไร ถึงต้องเกรงกลัวกันเช่นนี้?
“เรื่องนี้มันยากเกินจะอธิบาย แน่เพราะท่านผู้นั้นแห่งร้านเจินเป่าเก๋อ นางจึงไม่กล้ากวนใจเขา!”
ขณะกล่าวเช่นนั้น เซียวหร่านก็ยอดส่ายสายตามองไปรอบๆ ราวหวาดระแวง
“ความจริงแล้ว ไม่ค่อยมีใครในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ที่กล้าพูดถึงคนผู้นั้น วันนี้ข้าจะเล่าให้เจ้าฟังเพียงเท่านี้ เจ้าจำไว้ให้ขึ้นใจก็พอแล้ว”
ปุจฉานานาคำที่เตรียมพุ่งออกมาจากปากของฉู่หลิวเยว่ จำต้องกลืนหายลงไปในลำคออีกครั้ง
“ขอบคุณเจ้าค่ะ”
“มีอันใดให้ขอบคุณกัน?”
เซียงหรานส่ายหัวเหนื่อยหน่าย สองแขนยกขึ้นประสานสองมือพาดไว้หลังศีรษะ แล้วสาวเท้าไปข้างหน้าสองก้าว ก่อนจะหันกลับมามองพลันกล่าวว่า
“จริงสิ ข้าเห็นทักษะด้านปรมาจารย์ของเจ้าไม่เลวเลย ไม่เข้าใจตรงไหน ก็มาถามข้าได้ ตอนนี้ข้าเบื่อหน่ายยิ่งนัก”
ฉู่หลิวเยว่ได้ยินเขาพูดเช่นนี้หลายครั้งแล้ว ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
“แน่นอนเจ้าค่ะ”
ร่างสูงโปร่งของเซียวหรานยืดตัวก้าวเท้าออกไปอย่างถือดี ฉูหลิวเยว่คิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะหันมาพูดว่า
“ข้าจะลองไปร้านเจินเป่าเก๋อดูเสียหน่อย”
หัวซวงซวงตอบรับทันที
“นายท่าน ข้าจะไปกับท่านด้วย”
“ข้าด้วย!”
ในที่สุดน้องแปดก็ผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้นอน นางอ้าปากหาวพลางเดินไปหาอีกฝ่ายอย่างเกียจคร้าน
“น้องแปด ง่วงขนาดนี้เจ้าไม่ต้องไปหรอกกระมัง?”
“ต้องไปด้วย ข้าไม่…”
ข้าไม่มีสมุนไพรเหลือแล้ว
หลังจากหลุดปากออกไปสองสามคำ น้องแปดก็รีบปิดปากฉับในทันใด
“ข้าเบื่อนั่งๆ นอนๆ อยู่ที่นี่แล้ว ให้ข้าออกไปเดินเล่นกับนายท่านดีกว่า”
นางกล่าวระรัวพลางกอดแขนฉู่หลิวเยว่แน่น หัวทุยเอนเอียงซบไหล่นายของตนอย่างออดอ้อน
ฉู่หลิวเยว่พยักหน้ารับคำ
“เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ”
…
อาณาเขตของตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์นั้นกว้างใหญ่ไพศาล ภายในรายล้อมไปด้วยเรือนจวนและร้านรวงมากมาย
และดีร้านเจินเป่าเก๋อนั้นตั้งอยู่บนทำเลที่ยอดเยี่ยม ทำให้พวกเขาหาร้านเจอได้ในเวลาอันสั้น
บนถนนสายนี้ ผู้คนมากมายต่างเดินไปยังทิศทางเดียวกับพวกเขา
และเมื่อมาถึงสนามที่ดังกล่าว พวกเขาจึงยืนยันได้ว่าคนเหล่านี้ ล้วนมุ่งหน้ามายังร้านเจินเป่าเก๋อแห่งนี้
เพลานี้หน้าร้านเจินเป่าเก๋อนั้นเต็มไปด้วยผู้คนสัญจรเข้าออกกันให้ขวัก แลดูครึกครื้นยิ่งนัก
ฉู่หลิวเยว่หยุดฝีเท้า แล้วเงยหน้าขึ้นมอง
นี่คืออาคารที่สร้างขึ้นด้วยความประณีต เพียงมองจากภายนอก ก็พอจะประมาณการได้ถึงความใหญ่โตของมัน
ด้านบนมีแผ่นป้ายสีทองแขวนไว้ว่า ร้านเจินเป่าเก๋อ
เหมือนกับชื่อร้านที่อยู่ในอาณาจักรเหยาเฉินเมื่อตอนนั้นไม่มีผิด เพียงแต่ลายมือต่างกัน
นางพยายามระงับความสงสัยในใจไว้ แล้วก้าวเข้าไปในร้าน
หลายคนที่อยู่รอบๆ ร้านต่างหันมามองนาง
ไม่ใช่เพราะพวกของฉู่หลิวเยว่ดูแปลกแยกหรือกระไร แต่เป็นเพราะสามคนที่ย้ำเท้าเข้ามาพร้อมกัน ดูโดดเด่นสะดุดตาต่างหาก
รวมทั้งฉู่หลิวเยว่ที่…
งดงามเกินผู้ใดในใต้หล้า อากัปกิริยาวิไลโสภาน่ามอง ลมปราณอันเจิดจรัสปกคลุมไปทั่วสรรพางกาย
และที่สำคัญกว่าก็คือ ข่าวลือที่ว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนบนเส้นทางดวงดาว นางใช้เวลาน้อยที่สุดทะลวง
ไปถึงปรมาจารย์ค่ายกลระดับมหาราชา ได้แพร่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง
“นั่นมิใช่ซั่งกวนเยว่หรอกหรือ?”
“ใครกัน?”
“ก็คนนั้นไง! คนที่ทุบสถิติของมู่หยาเฟิงไงเล่า!”
“ได้ข่าวว่าหลายวันก่อนนางเดินที่ค่ายกลวิญญาณยักษ์แล้วโดนกักอยู่นานสองนาน ข้านึกว่านางยอมแพ้แล้วกลับไปแล้ว คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะเจอนางที่นี่”
“พวกเจ้าลืมแล้วหรือว่านางไม่มีตราแห่งสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ คงคิดจะมาซื้อสมุนไพรที่นี่กระมัง…แล้วข้างๆ นาง ก็หน้าเหมือนสองคนที่ถูกเสินสื่อลำดับแปดขับไล่ออกจากเทือกเขาโอสถเลยหนิ”
น้องแปดกัดฟันกรอด ดวงตาคู่สวยเต็มไปด้วยแรงอาฆาต
ฉู่หลิวเยว่ลูบมือของนางเบาๆ แล้วหัวเราะในลำคอ
“เอาล่ะ พวกเรามาซื้อของ เหตุใดไปเสียอารมณ์กับคนอื่น? ประเดี๋ยวเข้าไปดูสินค้าด้านใน หากพบสิ่งที่ต้องการ ก็ซื้อมาให้หมด”
น้องแปดฉีกยิ้มออกมาทันที
“นายท่านของข้าดีที่สุดเลย!”
พวกของฉู่หลิวเยว่เพิกเฉยต่อสายตาคนรอบข้าง
และเดินเข้าไปในร้านเจินเป่าเก๋อ
…
“เจ้าว่าอันใดนะ? นายท่านไม่ยอมให้ข้าออกไปงั้นหรือ?”
เหยียนเกอที่กำลังเล่นแผ่นหยกขาวในมืออย่างสบายใจ พลันเงยหน้าขึ้นมองด้วยตกใจ
“ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง แต่นี่คือรับสั่งของนายท่าน ขอเจ้าจงเข้าใจ”
หางตาของเหยียนเก๋อตากระตุกเบาๆ ก่อนจะปัดมืออีกฝ่ายออกจากไหล่ตน พลางเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบตึง
“ถ้าครั้งหน้าเจ้าอยากแสดงความเสียใจจริงๆ ก็ช่วยเก็บรอยยิ้มกว้างๆนั่นให้มิดหน่อย แบบนั้นถึงจะน่าเชื่อถือขึ้นมาบ้าง”
“โถ่เอ้ย เจ้าฟังนะ อย่างไรเสียตอนนี้นายท่านก็ย้ายเจ้ากลับมาแล้ว เพียงแต่ขอให้เจ้าเก็บตัวอยู่เงียบๆ สักพัก แค่นี้ก็ดีกว่าเมื่อก่อนแล้วไม่ใช่หรือ?”
เหยียนเก๋อเหลือบมองเขาเล็กน้อย ก่อนจะถามเสียงอ่อนราวหมดแรง
“นายท่านบอกให้รอนานเท่าใด?”
“ไม่ได้บอก”
“…”
อวี๋มั่วยิ้มเยาะเบาๆ
“เจ้าอย่ากังวลนักเลย พระชายาและผู้ติดตามมาถึงแล้ว คงใช้เวลาไม่นานหรอก เจ้า…”
แต่จู่ๆ ท่าทีของเหยียนเก๋อก็เปลี่ยนไป
“มาแล้ว”
อวี๋มั่วชะงัก
“ใครมาแล้ว?”
เหยียนเก๋อแทบจะกลอกตาใส่เขาในทันที
“จะเป็นใครได้อีก? ก็พระชายาไง!”
“ข้าไปเอง!”
อวี๋มั่วผุดลึกขึ้นด้วยความกระวนกระวาย
“เช่นนั้นข้าไปก่อนล่ะ เจ้าเองก็ระวังตัวด้วย!”
ครั้นพูดจบ ไม่รอให้เหยียนเก๋อได้ตอบรับ ร่างเงาของเขาก็หายวับไปจากห้อง
ใบหน้าของเหยียนเก๋อสั่นไหวด้วยความโกรธ
“…เหอะ! ไอ้คนไร้ยางอาย! เหมือนกันกับเยี่ยนชิงไม่มีผิด!”
หลังจากได้สบทด่า ในใจของเหยียนเก๋อก็รู้สึกขึ้นไม่น้อย
แต่เมื่อนึกถึงคนผู้นั้นที่อยู่ชั้นล่าง หัวใจของเขาก็ไม่อาจสงบลงได้เลย