เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 100 คิดไม่ถึงว่าจะกล้าบุกรุกพื้นที่ใจกลางของวัดเต๋า
- Home
- เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง
- บทที่ 100 คิดไม่ถึงว่าจะกล้าบุกรุกพื้นที่ใจกลางของวัดเต๋า
บทที่ 100 คิดไม่ถึงว่าจะกล้าบุกรุกพื้นที่ใจกลางของวัดเต๋า
“ศิษย์พี่มาแต่เช้ายังไม่ได้พักผ่อนเลย มา ๆ ดื่มชาก่อน” เจียงชิงยิ้มอย่างร่าเริง เขาเมินเฝ่ยไป๋ลู่แล้วเรียกกานว่างมาดื่มชา “ชานี้ทำมาจากใบชาเก่าหลังวัดเต๋า หอมสดชื่นเป็นพิเศษ พวกเราชงเสร็จและรอให้พี่ดื่มเป็นคนแรกเลยนะ”
เจ้าพวกเด็กเหลือขอนี่อายุเท่าไหร่กันแล้ว ถึงได้ยังทำตัวเป็นเด็ก ๆ เล่นพ่อแม่ลูกอยู่อีก?
เฝ่ยไป๋ลู่อยากจะกลอกตา ดีที่อดกลั้นไว้ได้
กานว่างจ้องเจียงชิงเขม็ง
เขายกมือขึ้นแล้วเอาชาที่เจียงชิงยกมาส่งให้เฝ่ยไป๋ลู่ซึ่งนั่งอยู่ด้านบน
เฝ่ยไป๋ลู่รับชามาโดยไม่ลังเล เงยหน้าขึ้นดื่มจนหมดในครั้งเดียว เคลื่อนไหวอย่างหน้าไม่อายและเอาแต่ใจอย่างอธิบายไม่ถูก
จากนั้นหญิงสาวก็วางถ้วยชาลงบนโต๊ะเบา ๆ แล้วพูดว่า “ชาดี”
เจียงชิงเกือบหายใจไม่ออก “!”
เขาตั้งใจรินน้ำชาให้ศิษย์พี่โดยเฉพาะ ผู้หญิงคนนี้กล้าดียังไงมาดื่มมัน?
กานว่างเหลือบมองเจียงชิง “ยังไม่รีบเติมชาให้แขกผู้มีเกียรติอีก”
เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาพิฆาตของกานว่าง ด้วยไม่อยากทำให้ศิษย์พี่โมโหอีก เจียงชิงจึงกลายเป็นเด็กรินชาอย่างหงุดหงิดใจ
เขารินชาให้เฝ่ยไป๋ลู่อย่างไม่เต็มใจ
การกระทำนี้ ทำให้ท่าทีอวดเบ่งก่อนหน้านี้ของเขาเป็นเรื่องตลกไม่น้อย
เฝ่ยไป๋ลู่ดื่มชาแก้วนี้แล้วไม่ได้ขอแก้วที่สามอีก
เจียงชิงจึงถอนใจโล่งอกทันที
ยังดีที่เขาไม่ต้องเป็นเด็กรินชาอีกแล้ว
มุมปากกานว่างกระตุก “นายเคยบ่นว่าอยากจะศึกษาและแลกเปลี่ยนความรู้กับหยวนฉู่แห่งตระกูลถานไม่ใช่เหรอ? ตอนฉันมาถึงก็เห็นว่าเขามาแล้วนะ นายรีบไปหาเขาเถอะ”
“เขามาถึงแล้วเหรอ! งั้นผมไปก่อนนะ!” ดวงตาของเจียงชิงเป็นประกาย เขาไม่อยากอยู่ในห้องกับเฝ่ยไป๋ลู่พอดี เมื่อวางกาน้ำชาลงแล้ว ฝ่าเท้าก็วิ่งปรี่ไปราวกับทาน้ำมัน
“เจ้าเด็กคนนี้…” กานว่างจนใจ
หานเสียวเสี่ยวเห็นว่าเพื่อนสนิทของเธอออกไปแล้ว เธอก็ไม่อยากอยู่ที่นี่หาเรื่องใส่ตัวเช่นกัน
เธอเม้มริมฝีปากสีแดง ดวงตาสุกสกาวมองกานว่าง “พี่ว่าง สายมากแล้ว ฉันขอตัวก่อนนะคะ”
ดวงตาเล็ก ๆ นั้นดูเหมือนกับจะคาดหวังให้กานว่างออกปากรั้งให้อยู่ต่อ
อย่างไรก็ตามกานว่างเพียงพยักหน้า ไม่พูดอะไรอีก
ดวงตาที่สดใสเป็นประกายของหานเสียวเสี่ยวพลันหลุบต่ำลง
เธอเดินช้า ๆ ไปที่ประตู ราวกับนึกอะไรออกบางอย่าง เธอจึงหันหน้ามา ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความหวัง “จริงสิพี่ว่างคะ ฉันเข้าร่วมการแข่งขันปรมาจารย์ลัทธิเต๋าครั้งนี้ด้วยนะคะ”
เธอยิ้มตาหยี น้ำเสียงร่าเริงและท่าทางขี้เล่น “ถึงพ่อจะไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของฉัน แต่ฉันก็อาศัยความพยายามอย่างหนักของตัวเองจนได้โควตาร่วมการแข่งขัน ถ้าระหว่างการแข่งได้เจอกัน พี่ว่างโปรดเมตตา ยอมให้ฉันหน่อยน้า~”
กานว่างเหลือบมองหานเสียวเสี่ยวอย่างประหลาดใจ
เขายังคิดอยู่เลยว่าเธอมาที่นี่เพื่อมาดูความครึกครื้นสนุกสนาน นึกไม่ถึงว่าจะได้โควตาเข้าแข่งมาจริง ๆ
สามารถทำให้หัวหน้าตระกูลหานเห็นด้วย ดูเหมือนว่าในระยะเวลาเพียงไม่นานหานเสียวเสี่ยวจะก้าวหน้าขึ้นมาก
สีหน้าของเขาอ่อนโยนลงแล้วตอบกลับว่า “ถ้าได้เจอกันค่อยว่ากัน”
“ฮ่า ๆ โอเคค่ะพี่ว่าง” หานเสียวเสี่ยวกวาดตามองเฝ่ยไป๋ลู่ก่อนจากไปอย่างพึงพอใจ
ศิษย์น้องหญิงอวี๋ทิงหลันก้มหน้าดื่มชา
ผู้หญิงนั้นมีความรู้สึกไวต่อคำพูดมาก
คำพูดของหานเสียวเสี่ยวก่อนออกไป ที่ดูเหมือนจะขอให้ศิษย์พี่รองเมตตา แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นการบอกว่าตัวเองอาศัยความแข็งแกร่งของตัวเองจนได้โควตามา แล้วเหน็บแนมว่าเฝ่ยไป๋ลู่ต้องอาศัยความเมตตาและคุณธรรมที่เธอมีไม่คู่ควร
ทำให้ทิงหลันรับรู้ได้ถึงความใจแคบของสาวน้อยตระกูลหาน
แล้วก็ไม่รู้ว่าศิษย์พี่รองคนนี้จะมีปฏิกิริยาตอบสนองกับการที่ ‘ผู้มีพระคุณ’ ถูกคนอื่นเหน็บแนมอย่างไร?
อวี๋ทิงหลันมองเฝ่ยไป๋ลู่อย่างระมัดระวัง
แต่น่าเสียดายที่บังเอิญถูกจับได้พอดิบพอดี
อวี๋ทิงหลันรู้สึกอึดอัดใจเมื่อสายตาปะทะเข้ากับดวงตาที่สวยงามสดใสคู่นั้นของเฝ่ยไป๋ลู่
เมื่อคิดว่าเพราะตัวเองอยากรู้อยากเห็นเลยให้ท้ายเจียงชิง และหานเสียวเสี่ยวก็ทำตัวก่อกวน เธอจึงรู้สึกผิดอย่างอธิบายไม่ถูก
เฝ่ยไป๋ลู่ยิ้มให้เธออย่างใจดี หากไม่มีอารมณ์แบบเด็ก ๆ ของเจียงชิง บรรยากาศระหว่างตัวบุคคลคงเป็นมิตรและกลมกลืนต่อกัน
วัดเต๋านั้นเรียบง่ายและมั่นคง โดยสามารถเห็นได้จากโครงสร้างอาคารทั้งหมดที่มีอายุพอสมควร แต่ได้รับการซ่อมแซมดีมากทุกจุด ซึ่งแสดงถึงความใส่ใจและพิถีพิถันของคนรุ่นหลัง
ทางเล็ก ๆ ที่คล้ายกับดึงดูดเธอให้เดินเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา จนมาถึงด้านหน้าลานเล็ก ๆ บนไหล่ของวัดเต๋า สภาพแวดล้อมที่นี่เงียบสงบ ราวกับมีคนมาที่นี่เพียงไม่กี่คน ทั้งดอกไม้ป่าและต้นหญ้าเติบโตอยู่เต็มลาน ทำให้ที่นี่เต็มไปด้วยเสน่ห์ตามธรรมชาติ และสุดแสนกลมกลืน
สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือกำแพงหิน ภาพศูนย์กลางจักรวาล*[1] และหมู่ดาวเป็นสิ่งที่พบได้ทุกที่ในวัดเต๋า แต่ภาพกลุ่มดาวบนกำแพงหินด้านเดียวนี้กลับมีเสน่ห์ลึกลับ
มีตัวอักษรเล็ก ๆ สลักอยู่ด้านข้าง ประกาศชัดว่าภาพนี้วาดโดยอาจารย์หลี่เจิ้งชูผู้ก่อตั้งวัดเต๋าเมื่อพันปีก่อน
กลุ่มดาวใหญ่ยี่สิบแปดดวง*[2] แบ่งออกเป็นสี่ทิศ ได้แก่ ทิศตะวันออก เหนือ ตะวันตก และใต้ แล้วทั้งสี่ทิศทางก็แบ่งเป็นกลุ่มดาวมังกรเขียวทิศตะวันออกธาตุไม้ กลุ่มดาวเต่าดำทิศเหนือธาตุน้ำ กลุ่มดาวเสือขาวทิศตะวันตกธาตุทอง กลุ่มดาวกระเรียนแดงทิศใต้ธาตุไฟ แต่ละกลุ่มมีเจ็ดกลุ่มดาวย่อย
ภาพดาวบนกำแพงผ่านการกัดเซาะมานานหลายปี ไม่ว่าจะป้องกันดีแค่ไหนก็ไม่อาจป้องกันความเสียหายไว้ได้และตำแหน่งสำคัญไม่ชัดเจน เฝ่ยไป๋ลู่ส่ายหัวอย่างเสียใจ “ช่างน่าเสียดายจริง ๆ…”
เธอเองก็มองไม่ออกว่าตำแหน่งของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวห้าธาตุ*[3] ในภาพของเมื่อหนึ่งพันปีก่อน มีความแตกต่างจากกลุ่มดาวในปัจจุบันนี้หรือไม่
“เธอกล้าหาญมากเลยนะ คิดไม่ถึงว่าจะกล้าบุกรุกพื้นที่ใจกลางของวัดเต๋า!”
ทันใดนั้นเสียงที่คุ้นหูเล็กน้อยก็ดังขึ้น
เฝ่ยไป๋ลู่หันกลับมาแล้วก็เห็นหานเสียวเสี่ยวที่กำลังฉุนเฉียว
ไม่ใช่เธอแค่คนเดียว ด้านหลังมีชายวัยกลางคนสามคนกำลังตามหลังเธอมา
คนเหล่านั้นนำโดยชายที่มีรูปลักษณ์ภายนอกที่มีความเกี่ยวข้องกับหานเสียวเสี่ยว คิดว่าน่าจะเป็นพ่อของเธอ หานคังผิง หัวหน้าตระกูลหาน
หานเสียวเสี่ยวใช้มือข้างหนึ่งเท้าเอว และอีกข้างชี้ไปที่เฝ่ยไป๋ลู่แล้วถามเสียงดังว่า “บอกมา เธอไม่มีสำนักไม่มีนิกาย ใช้เรื่องตอบแทนบุญคุณแทรกซึมเข้ามาในการแข่งขันปรมาจารย์เต๋าเพราะต้องการทำลายวัดเต๋าและการแข่งขันปรมาจารย์ใช่ไหม?”
ขณะที่พ่อของเธอกำลังหารือเรื่องสำคัญกับคุณลุงคนอื่น ๆ หานเสียวเสี่ยวที่กำลังรออย่างเบื่อหน่ายบริเวณลานด้านหน้า ก็บังเอิญเห็นเฝ่ยไป๋ลู่เดินไปทางวัดเต๋าพอดี
เธอรีบพาพ่อของเธอที่ประชุมเสร็จแล้วมาจับเฝ่ยไป๋ลู่ทันที
แล้วก็ถูกเธอจับได้คาหนังคาเขาตามคาด!
หานคังผิงขมวดคิ้วเมื่อได้ยินคำพูดของลูกสาวตัวเอง
ดวงตานกอินทรีจับจ้องเฝ่ยไป๋ลู่เขม็ง
ครั้นแล้วก็เห็นว่าเธอสวมชุดลำลอง ไม่ได้ระบุนิกาย ทั้งยังอยู่ตามลำพังและแสดงพฤติกรรมแปลก ๆ บริเวณลานใจกลางของวัดเต๋า ยิ่งทำให้จุดประสงค์ของเธอน่าสงสัยยิ่งขึ้น
ทำให้คิดถึงพลังงานชั่วร้ายที่ซุ่มซ่อนอยู่ในเมืองเจียงล่าสุด…
หานคังผิงเกลียดความชั่วร้าย จึงมองไปทางเฝ่ยไป๋ลู่ด้วยสายตาที่มุ่งร้ายขึ้นไปอีก “ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่?”
เฝ่ยไป๋ลู่มีน้ำเสียงเชิงขอโทษแล้วอธิบาย “ฉันไม่ได้มีเจตนาไม่ดี ที่นอกลานไม่มีคนเฝ้าและไม่มีป้ายเตือน ฉันไม่รู้มาก่อนว่าที่นี่คือสถานที่สำคัญของวัดเต๋าเลยเข้ามาโดยไม่ตั้งใจ ขอโทษจริง ๆ ค่ะ…”
หานเสียวเสี่ยวไม่ยอมลดละ “ถูกพวกเราจับได้คาหนังคาเขา เธอไม่มีทางยอมรับอยู่แล้ว!”
“เสียวเสี่ยวบอกว่าเห็นคนเดินลับ ๆ ล่อ ๆ เข้ามา ฉันก็ยังไม่เชื่อ พอจับเธอได้ตอนนี้ ดูเหมือนว่าเสียวเสี่ยวพูดถูก!” ใบหน้าของหานคังผิงบึ้งตึง ไม่ว่ายังไงจับตัวไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน
เขาไม่กักเก็บพลังปราณอันแข็งแกร่งบนตัวเลย ทำให้ไป๋ลู่รู้สึกเสมือนมีภูเขาซานไท่กำลังกดทับตัวเอง
หานเสียวเสี่ยวมองเฝ่ยปู๋ลู่อย่างหยิ่งทะนง “เธอจบเห่แล้ว ยอมให้จับโดยดีเถอะ!”
พวกเขาทั้งหมดที่นี่คือสมาชิกของตระกูลหาน ตราบใดที่พ่อของเธอเชื่อมั่นว่าเฝ่ยไป๋ลู่มีความผิด เฝ่ยไป๋ลู่จะแก้ตัวอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์!
ด้วยข้อหาบุกรุกเข้ามาในพื้นที่หวงห้ามและวางแผนชั่วร้าย เธออยากดูว่านิกายเก้าสวรรค์จะปกป้องเฝ่ยไป๋ลู่อยู่หรือเปล่า?
พลังของหานคังผิงนั้นแข็งแกร่ง ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่สามารถนั่งอยู่ในตำแหน่งหัวหน้าตะกูลหานได้อย่างมั่นคง
พลังปราณของเขาเต็มไปด้วยจิตสังหารที่ดุร้าย จนเห็นได้เลยว่าคาถาที่เขาใช้มีพลังทำลายล้างที่สามารถคุมคามและแข็งแกร่งอย่างยิ่ง
เฝ่ยไป๋ลู่มองไปที่ตระกูลหานที่กำลังคุกคามเธอด้วยสีหน้าเย็นชา
ทันใดนั้นมือที่ราวกับหยกสีขาวเล็ก ๆ คู่หนึ่งก็ยื่นออกมา สกัดการโจมตีของหานคังผิงด้วยลมที่แผ่วเบา
นักพรตเต๋าน้อยที่ขาวผุดผ่องและน่ารักคนหนึ่งมองเฝ่ยไป๋ลู่ มีการล้อเลียนอยู่ในน้ำเสียงอ่อนเยาว์นั้น “นายท่าน วัดเต๋าของข้าไม่อาจทนการทรมานของท่านได้หรอกขอรับ”
เฝ่ยไป๋ลู่เห็นกำแพงหินด้านหลังของเธอ ผลักพลังซึ่งกดทับบนตัวของเธอกลับไปช้า ๆ
ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะสำหรับการต่อสู้จริง ๆ
หานคังผิงไม่ได้สนใจสายตาที่นักพรตเต๋าน้อยมองเฝ่ยไป๋ลู่ เขานึกว่าคำว่า ‘นายท่าน’ หมายถึงเรียกตัวเขา
ครั้นเห็นว่าอีกฝ่ายออกปากเตือน หานคังผิงก็ดึงมือกลับ “ท่านเซียน ขออภัยอย่างสูง ด้วยผมเห็นคนผู้นี้ทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ กลัวจะเกิดเหตุร้าย ก็เลยร้อนใจอยากจับตัวทันที จนลืมว่าไม่เหมาะสมที่จะใช้กำลังที่นี่”
เขามีท่าทางเคารพนักพรตเต๋าน้อย แต่สายตาที่มองไปทางเฝ่ยไป๋ลู่นั้นโหดร้ายเล็กน้อย
เรื่องมาถึงจุดนี้ ไม่ว่าเธอจะมีเจตนาชั่วร้ายจริงหรือไม่ ก็จำเป็นต้องตั้งข้อหา
ไม่อย่างนั้น…ถ้าว่ากันอย่างจริงจัง พวกเขาเองก็บุกรุกเข้ามาในพื้นที่หวงห้ามของวัดเต๋าเช่นกัน
และถ้าเฝ่ยไป๋ลู่จะถูกสงสัย พวกเขาเองก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะโดนเช่นกัน
หานเสียวเสี่ยวเองก็พูดว่า “ใช่ ใช่แล้วค่ะ ถ้าเรามาไม่ทัน บางทีภาพกลุ่มดาวที่ตกทอดมานับพันปีอาจจะถูกเธอทำลายไปแล้วก็เป็นได้”
ยังกล้าให้วัดเต๋าขอบคุณพวกเขาเหรอเนี่ย?
เฝ่ยไป๋ลู่ยิ้มหยัน
ใคร ๆ ก็มองออกว่าการกระทำของหายเสียวเสี่ยวนั้นล้วนมาจากความไม่พอใจที่มีต่อเธอ
หานเสียวเสี่ยวใช้โอกาสนี้ก่อความวุ่นวายเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
และหัวหน้าตระกูลหานก็เลือกที่จะปกป้องความผิดคนใกล้ชิดของตัวเองอย่างไม่มีเงื่อนไข
สามารถพูดถึงการใช้อำนาจบาตรใหญ่รังแกคนไปทั่วด้วยวิธีการแปลกใหม่และละเอียดลออ ก็ถือว่ามีทักษะที่ยอดเยี่ยม
[1] ไทเก๊ก หรือ ไท่จี๋ แปลว่า ศูนย์กลางจักรวาล ซึ่งหมายถึงสภาวะสูงสุด
[2] กลุ่มดาวใหญ่ยี่สิบแปดดวง คือดาวใหญ่สี่กลุ่มดาว หรือ สัตว์เทพสี่ทิศที่ทางศาสตร์ฮวงจุ้ยในแต่ละสี่กลุ่มดาวใหญ่จะแบ่งได้อีกเป็น เจ็ดกลุ่มดาวย่อย เท่ากับยี่สิบแปดกลุ่มดาว
[3] ดาวห้าธาตุ คือ ดิน (土) น้ำ (水) ไฟ (火) ไม้ (木) และโลหะ (金)