เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 138 คุณไลฟ์สดที่สุสานเหรอ? (4)
- Home
- เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง
- บทที่ 138 คุณไลฟ์สดที่สุสานเหรอ? (4)
สีหน้าเผิงอีอีเผยความเหยียดหยาม อะไรที่ไม่สามารถแตะต้องได้ล่ะ?
เธอชี้ไปที่ซือหยวนในกลุ่มชาวบ้านอย่างสบาย ๆ แล้วถามว่า “บอกฉันที นี่คือหลุมศพที่ไม่มีเจ้าของใช่ไหม”
โหมวซือหยวนตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง เขาโกหกไม่เก่ง จึงลังเล ก่อนพูดตามความจริงว่า “ถึงหลุมศพนี้จะไม่มีเจ้าของ แต่ก็ไม่ใช่หลุมศพผีป่าที่ไหน เราจะมาไหว้ในช่วงเทศกาล…”
หลุมศพที่ไร้เจ้าของ โดยทั่วไปหมายถึงหลุมศพที่ไร้ทายาท เขาไม่รู้ว่าใครถูกฝังในหลุมศพนี้ และไม่มีใครในหมู่บ้านพูดถึงเรื่องนี้ แต่ทุก ๆ ปี เขาและครอบครัวจะมากราบไหว้เสมอ ทำให้มันกลายเป็นธรรมเนียมในหมู่บ้านไปโดยปริยาย
เผิงอีอีส่งเสียง ‘อืม’ ก่อนเผยยิ้มเหยียด และกล่าวด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่ง “ในเมื่อนายก็รู้ว่านี่คือหลุมศพที่ไม่มีเจ้าของ ทำไมถึงยังมาห้ามพวกเรา ใครจะรู้ล่ะ บางทีฉันอาจเป็นลูกหลานของพวกเขาก็ได้!”
‘ไร้ยางอาย!’ โหมวซือหยวนกำหมัดแน่น และจ้องเผิงอีอีเขม็ง
เผิงอีอีมองตอบอย่างถือดี
“นี่คือสุสานของผู้พลีชีพ!” เฝ่ยไป๋ลู่จ้องมองเผิงอีอี แต่ละคำพูดของเธอดูมีพลังจนน่าตกใจ
“คุณดูถูกเพียงว่านี่คือสุสานไร้ญาติ เป็นผีขี้เหงา แต่ไม่รู้เลยว่านี่คือบรรพบุรุษของชาวจีนนับร้อยล้านคน ทุกครั้งที่ไปกระโดดหน้าหลุมศพ ก็ถือเป็นการเหยียบย่ำหัวใจชาวจีนทั้งปวง”
[อะไรนะ?] ชาวเน็ตต่างตกตะลึงกับข้อมูลนี้
เฝ่ยไป๋ลู่ลดเสียงลง ราวกับกำลังระงับความโกรธของเธอ “เผิงอีอี คุณเหยียบย่ำดินแดนอันเงียบสงบที่ปูด้วยเลือดบรรพบุรุษคุณ แต่กลับทำเรื่องน่าละอายเพียงเพราะอยากได้ชื่อเสียง ช่างไร้สำนึกและปากพล่อยสิ้นดี!”
“ถึงทุกวันนี้คุณจะมีอิสระในการแต่งตัวและทำสิ่งที่อยากทำ แต่อย่าได้ลืมว่าบนโลกล้วนมีกฎเกณฑ์และกฎหมาย การรุกล้ำเช่นนี้ถือเป็นปัญหาระดับชาติ เป็นสิ่งที่คนอื่นรับไม่ได้ และมันมีราคาที่คุณต้องจ่าย!”
เผิงอีอีคุกเข่าลงกับพื้น ราวกับแข้งขาอ่อนแรง แต่ทันใดนั้นเธอก็ลุกขึ้นยืน แสร้งทำเป็นเข้มแข็ง “ฉันไม่เชื่อ! ผู้พลีชีพอะไรกัน เหลวไหล! ก็แค่หลุมศพไม่ใช่เรอะ”
ทว่าในระหว่างที่หญิงสาวกำลังพ่นสวะออกจากปาก เหล่าผู้ช่วยกลับตัวสั่นงันงก
พวกเขาเพิ่งตรวจสอบข้อมูลของฝ่ายตรงข้ามเมื่อครู่ เธอคือเฝ่ยไป๋ลู่จริง ๆ!
พวกเขาซวยแล้ว!
“เกิดอะไรขึ้น!?” เสียงชายชราตะโกนมาจากระยะไกล เขาเดินมาอย่างลำบาก และดูเหมือนเขาจะเดินเร็วเกินไปจนเกือบจะสะดุดล้ม
“ผู้เฒ่า คุณมาที่นี่ทำไม!” โหมวซือหยวนรีบก้าวไปช่วยพยุงคนคนนั้น นี่คือผู้อาวุโสที่ได้รับความเคารพนับถืออย่างสูงในหมู่บ้าน …ชายชราอายุมากแล้ว ทำไมเขามาที่นี่เพียงลำพังกลางดึกขนาดนี้?
“ฉันมาดูว่าใครมันกล้าขุดหลุมศพของบรรพบุรุษผู้พลีชีพกัน!” คำพูดของชายชราทำให้ผู้คนในที่เกิดเหตุและผู้ชมในห้องถ่ายทอดสดตกตะลึง หลุมศพของผู้พลีชีพจริง ๆ หรือนี่?
โหมวซือหยวนตกใจมาก “ท่านผู้เฒ่า ถ้าเป็นสุสานของผู้พลีชีพจริง ทำไมพวกเราในหมู่บ้านถงถึงไม่รู้เรื่องนี้เลยล่ะครับ?”
“แน่นอนว่าคนรุ่นนายน่ะไม่รู้หรอก! ในตอนนั้นหมู่บ้านถงเป็นแค่หมู่บ้านเล็ก ๆ หลังจากการล่มสลายของมณฑลหลิ่ว ศัตรูต้องการ…”
หลังจากร่ายประวัติศาสตร์สงครามเสร็จ ชายชราพลันหันมองเผิงอีอีและคนอื่น ๆ ด้วยน้ำตาที่ไหลอาบหน้า “ตอนนี้เราชีวิตดีขึ้นได้เพราะพวกท่าน ไม่ต้องกังวลกับอาหาร เสื้อผ้า หรือระเบิดที่กระหน่ำลงมาจากฟ้า”
“ถึงพวกเธอทั้งสามจะยังเด็ก แต่ทำไมไม่ทำอะไรจริงจังสักทีล่ะ? รู้เอาไว้ว่า บางคนที่ถูกฝังอยู่ที่นี่ในตอนนั้นก็ไม่ได้แก่ไปกว่าพวกเธอตอนนี้ด้วยซ้ำ สิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดคือการเรียนต่อหลังสงครามสิ้นสุดลง…”
น้ำตาทำให้การมองเห็นของชายชราพร่ามัว ในสายตาเหมือนจะย้อนกลับไปยังวันวาน กลับไปเมื่อไม่กี่สิบปีก่อน ยามนั้นเขายังเป็นเด็ก โรงเรียนในเมืองถูกระเบิด เขาและครอบครัวต้องรวมตัวกันอยู่ในที่พักพิงเพราะการโจมตีทางอากาศ
‘ไม่ต้องกลัว เด็ก ๆ พอเราเอาชนะศัตรูได้แล้ว พวกเธอก็กลับไปโรงเรียนได้’
‘ฮ่าวจื่อ คุณจะไปเรียนด้วยหรือเปล่า?’
‘ฮ่าฮ่า แน่นอนครับหัวหน้า ผมยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่ยังอ่านไม่ละเอียดเลย!’ ดวงตาที่ชัดเจนของนายทหารหนุ่มเต็มไปด้วยความปรารถนา มือที่ถือปากกา และกระดาษหยาบกร้านและเต็มไปด้วยแผลบาดเจ็บ ไม่เข้ากับอายุของเขาเลย
ทว่าสุดท้ายแล้ว คนเหล่านั้นก็เข้าสู่นิทราบนผืนแผ่นดินนี้ ร่างกายอาบย้อมด้วยเลือด ดวงตาหลับสนิท…
ผู้คนในหมู่บ้านไม่กล้าส่งเสียง ทำได้เพียงหาผู้คนมาช่วยกัน และฝังพวกเขาไว้ที่นี่ ไม่มีอนุสาวรีย์ให้ ไม่มีชื่อ และไม่มีนามสกุล
ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาเป็นใคร มาจากที่ใด
สิ่งที่รู้ก็คือพวกเขาร่วมมือกัน และมุ่งหน้าสู่เป้าหมายเดียวกัน ท่ามกลางกระสุนปืนใหญ่ และตายลง ณ ที่แห่งนี้
ชายชราตัวสั่น และเมื่อพูดจบ คอของเขาก็แหบแห้งจนแทบส่งเสียงไม่ได้
เขาถือผ้าที่ฉีกขาดสองสามชิ้นและหมวกทหารในมือซึ่งเปื้อนเลือดขึ้นมา ราวกับว่าเขาได้กลิ่นปืนใหญ่ที่โหดเหี้ยมจากมันอีกครั้ง และสัมผัสได้ถึงเลือดที่ไหลบนร่างกายของเขาในตอนนี้
ชาวเน็ตนับไม่ถ้วนรู้สึกร้อนผ่าวที่ดวงตา เจ็บปวดหัวใจราวกับว่ามีบางสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ และกำลังจะระเบิดออกมา
ดวงตาไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้ สุดท้ายก็ร้องไห้ออกมาเสียงดัง
[นังหนู เธอควรรู้ซึ้งถึงความยากลำบากของบรรพบุรุษในตอนนั้น!]
[ใช่! การถ่ายทอดของเธอต้องโดนแบน! แล้วผู้พลีชีพทั้งหลายก็ควรได้รับการปฏิบัติที่ดีขึ้นด้วย!]
ชาวเน็ตต่างเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและขุ่นเคือง ขณะเดียวกันก็มีบางคนสงสัยว่า หากเป็นสุสานผู้พลีชีพจริง แล้วทำไมถึงไม่บอกชาวบ้าน?
เฝ่ยไป๋ลู่กระซิบ “การไม่บอกกล่าวเป็นการป้องกันรูปแบบหนึ่ง”
หลุมศพของผู้พลีชีพอยู่ข้างนอก และผู้คนมากมายก็มีเจตนาชั่วร้าย
ไม่มีใครรับประกันได้ว่าการขุดหลุมศพจะเกิดขึ้นหรือไม่
[แล้วทำไมผู้เฒ่าถึงมาพูดตอนนี้ล่ะ? อันที่จริง เขาไม่จำเป็นต้องพูดแบบนั้น ยังไงซะอีอีกับคนเหล่านี้ก็คงถูกลงโทษอยู่ดี]
[จะอะไรซะอีกล่ะ ผู้เฒ่าผู้แก่เหล่านั้นล้วนตายไปพร้อมกับความทรงจำ และคนรุ่นใหม่ย่อมไม่รู้เรื่องนี้ ทำให้ประวัติศาสตร์เลือนหายไปกับธุลี!]
เมื่อไร้ผู้ใดจดจำ บรรพบุรุษเหล่านั้นย่อมกลายเป็นผีไร้ญาติ
เฝ่ยไป๋ลู่มองกล้องแล้วกล่าวเสริมว่า “ฉันคิดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรหันมาสนใจ และชาวบ้านก็ควรปกป้องหลุมศพเหล่านี้ด้วย”
“ฉันคิดว่าหลายคนคงเห็นด้วยกับสิ่งนี้ หลังจากรู้ว่านี่คือหลุมศพของผู้พลีชีพ ทุกครั้งที่เผยแพร่ข่าวบนโซเชียลมีเดีย ย่อมหมายถึงมีแรงสนับสนุน ฉันคิดว่าถ้าวีรชนทั้งหลายยังมีชีวิตอยู่ พวกเขาจะต้องรู้สึกยินดีและมีความสุขไม่น้อย ที่ครั้งหนึ่งพวกเขาสละเลือดเนื้อเพื่อปกป้องมาตุภูมิ และตอนนี้ถึงเวลาที่พวกคุณต้องใช้กำลังตน เพื่อปกป้องสุสานของพวกเขา”
โหมวซือหยวนก้มดูโทรศัพท์ของเขา มีข้อความมากกว่าเก้าสิบเก้าข้อความในโซเชียลต่าง ๆ ข้อความทั้งหมดล้วนแฝงด้วยเจตนาดี นี่ทำให้เขาชะงัก
ชาวเน็ตต่างเงียบไปครู่หนึ่ง
‘เฝ่ยไป๋ลู่กำลังพูดถึงพวกเขาเหรอ?’
ไม่เคยมีใครยกย่องพวกเขามากขนาดนี้มาก่อนเลย
ในอดีต สิ่งที่เห็นมากที่สุดบนอินเทอร์เน็ตคือการวิพากษ์วิจารณ์และพวกเกรียนคีย์บอร์ด ซึ่งมุ่งเขียนแต่สิ่งเชิงลบอันน่ารังเกียจ ทำให้เกิดมลพิษในโลกอินเทอร์เน็ต จนลืมไปแล้วว่าการโพสต์สิ่งดี ๆ เป็นอย่างไร
“ให้มืออาชีพจัดการส่วนที่เหลือ ส่วนการไลฟ์สดของวันนี้สิ้นสุดแล้ว เจอกันใหม่คราวหน้า”
เฝ่ยไป๋ลู่ปิดการไลฟ์สด ก่อนจะกดดวงตาที่บวมขึ้นมาเล็กน้อยเพราะการใช้พลังวิญญาณมากเกินไป
ต่อมาเฝ่ยไป๋ลู่ล้มลงนอนแผ่บนโซฟา แล้วหลับไปด้วยความเหนื่อยล้า
ช่วงเวลานี้เอง ปราณวิญญาณที่มาจากทุกทิศทุกทางหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของเธออย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ไข่ไร้ชีวิตบนหิ้งในตอนนี้ กำลังสั่นไหวเล็กน้อย