เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 38 ค่ายกลนิทราสังหาร
บทที่ 38 ค่ายกลนิทราสังหาร
คุณพ่อเวินเล่าเหตุการณ์ก่อนและหลังออกมา
ดวงตาของเวินหมินเคร่งขรึมขึ้น ยามมองไปที่เฝ่ยไป๋ลู่ที่ยังสงบนิ่งอยู่
ชายหนุ่มไม่คิดว่าเธอจะมีความสามารถมากจนมองเห็นแผนการของเขาอย่างทะลุปรุโปร่ง และช่วยเวินโจวไว้ได้
เวินหย่งตกตะลึง แต่ก็ยังยืนหยัดเคียงข้างลูกชายโดยไม่รู้ตัว “พี่ อาหมินกับอาโจวมีความสัมพันธ์ที่ดีกันขนาดไหน อาหมินจะทำร้ายเขาได้อย่างไร คุณแค่ฟังคำพูดของคนอื่น แล้วก็เชื่อว่าสิ่งนั้นเป็นเรื่องจริงอย่างนั้นเหรอ? คุณคิดลบเกินไปแล้ว ทั้งยังใส่ร้ายอาหมินอีก หรือว่าเราไม่ใช่พี่น้องกันแล้ว?”
“ฉันเองก็หวังว่านี่จะเป็นแค่ความเข้าใจผิดมากกว่าใคร” เรื่องนี้แปลกเกินไปและเกี่ยวข้องกับชีวิตของเวินโจว เขาจึงต้องระวัง คุณพ่อเวินมองเวินหมินแล้วถามว่า “บอกฉันมาก่อน เธอไปเอาเครื่องรางสงบสุขนั้นมาจากไหน”
เวินหย่งไม่อาจทนฟังน้ำเสียงเพ่งเล็งของคุณพ่อเวินได้ เพราะอีกฝ่ายดูจะมั่นใจเหลือเกินว่าลูกชายเขาหมายจะฆ่าคน เจ้าตัวจึงเริ่มโกรธขึ้นมาบ้างแล้ว “พี่ คุณต้องการทำให้ครอบครัวแตกแยกเพราะคำใส่ร้ายของคนอื่นใช่ไหม? ทำไมถึงต้องเป็นอาหมิน? หรือพี่กลัวว่าอาหมินที่โดดเด่นกว่าลูกพี่ทุกด้านจะขวางทางอาโจว คุณถึงได้ต้องการหาทางจัดการเขา?”
พ่อเหวินตกใจมาก “ฉันไม่เคยมีความคิดแบบนั้น…”
เฝ่ยไป๋ลู่มองเวินหมินที่ยังคงนิ่งเงียบ แล้วกล่าวว่า “ทั้งที่เห็นพ่อยืนเถียงเพื่อคุณจนคอเป็นเอ็นแบบนี้ ใจคอคุณจะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอ?”
เวินหมินค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองเธอราวกับงูพิษ “คุณอยากให้ผมพูดอะไร?”
เฝ่ยไป๋ลู่วางคางไว้บนหลังมือ ถามด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ “บอกฉันมาว่าคุณไปเรียนค่ายกลนิทราสังหารนี่มาจากที่ไหน”
เวินหมินยังคงนิ่งเงียบ
เวินโจวขมวดคิ้ว “อะไรคือค่ายกลนิทราสังหาร”
“ค่ายกลนิทราสังหารเป็นค่ายกลอาคมหนึ่งที่ไม่สามารถตรวจสอบได้แน่ชัด ผู้ที่ต้องอาคมนี้เข้าจะติดอยู่ในห้วงฝันหวานจนไม่อยากตื่นขึ้นมา กระทั่งพลังชีวิตของผู้ต้องคำสาปถูกลิดรอนไปทีละน้อย จนตกอยู่ในสภาพนิทรานานขึ้นเรื่อย ๆ ต่อให้ตรวจสอบด้วยวีธีแพทย์แผนปัจจุบันก็หาสาเหตุกันไม่พบ แต่ปัญหาก็คือ ชาวบ้านทั่วไปจะนึกว่าเป็นการเสียชีวิตกะทันหันเท่านั้น” เฝ่ยไป๋ลู่กล่าว
เมื่อนึกถึงสถานการณ์แปลก ๆ ที่เวินโจวไม่สามารถตื่นขึ้นมาได้ในตอนนั้น คุณพ่อเวินก็ตกใจกลัว “เวินหมิน เธอเป็นคนทำเหรอ?”
“ดูท่าจะญาติดีกันไม่ได้เสียแล้ว” เวินหย่งยิ้มเยาะ จับมือเหวินหมินแล้วหมายจะจากไป
“เวินหมิน ฉันจะเป็นคนทำลายอาคมนี้เอง คุณคิดจริง ๆ เหรอว่าเมื่อถึงตอนนั้นคุณจะรอดไปได้?”
คำพูดของเฝ่ยไป๋ลู่ทำให้เวินหมินเปลี่ยนสีหน้าได้สำเร็จ
เวินหย่งไม่ได้รั้งเวินหมินไว้ กลับมองลูกชายด้วยความสับสนและไม่สบายใจ ริมฝีปากของเขาขยับสองสามครั้ง แต่ก็ไม่กล้าพูดในสิ่งที่เขาต้องการจะพูดออกมา
“ใช่ ฉันทำเอง” ในเมื่อตอนนี้ไม่จำเป็นต้องปิดบังอีกแล้ว เวินหมินพลันถอดหน้ากากพี่ชายแสนดี และเผยด้านที่ดุร้ายออกมาเผชิญหน้ากับเฝ่ยไป๋ลู่ “ทำไมคุณถึงช่วยเขาล่ะ?”
หากเป็นความขัดแย้งภายในครอบครัวธรรมดา ๆ เฝ่ยไป๋ลู่ก็คงไม่สอดมือเข้ายุ่ง แต่หากใช้วิชาคุณไสยทำร้ายผู้คนแบบนี้ เธอไม่อาจอยู่เฉยได้ “ใช้วิชาคุณไสยที่ชั่วร้ายทำลายมนุษย์ด้วยกันแบบนี้ เป็นใครก็คงไม่อยู่เฉยทั้งนั้น”
ใบหน้าของเวินหมินพลันบิดเบี้ยว ทำไมเวินโจวถึงโชคดีขนาดนี้ มีคนมาช่วยชีวิตเขา ทั้ง ๆ ที่เขากำลังจะตายอยู่แล้ว!
เวินโจวตกใจกับความเกลียดชังในดวงตาของเวินหมิน “พี่ ทำไม…?” อยากให้เขาตายมากขนาดนั้นเลยเหรอ?
“ทำไม?” เวินหมินก้มลงพึมพำกับตนเอง แต่ทันใดเขาก็หัวเราะเหมือนคนบ้า ชี้นิ้วไปที่คุณพ่อเวิน แล้วมองเขาอย่างมุ่งร้าย “ทั้งหมดเป็นเพราะคุณ!”
“คุณลุงผู้แสนดีของฉัน คุณรู้ไหมว่าฉันเกลียดคุณมากแค่ไหน? แกถึงกับฆ่าแม่ของฉันและบังคับให้พ่อฉันออกไปจากเมืองเจียงเพื่อรักษาตำแหน่งหัวหน้าตระกูลเวินอันแสนล้ำค่าของตัวเองไว้! จนพ่อฉันต้องกลายเป็นจิตรกรตกอับที่เทียบค่ากับแกไม่ได้ ทั้งแกยังบีบบังคับฉันมาตลอด ดังนั้นฉันจึงอยากรู้ ว่าตอนฉันฆ่าเวินโจวและพรากตำแหน่งสูงส่งของแกมาเป็นของตัวเอง แกจะรู้สึกยังไง!”
ดวงตาของคุณพ่อเวินเบิกกว้าง เขากุมหน้าอกตัวเองด้วยโทสะ
ยารักษาโรคหัวใจที่ออกฤทธิ์เร็วอยู่ที่ไหน ที่ไหน!
เฝ่ยไป๋ลู่ส่งน้ำชาหนึ่งแก้วให้อีกฝ่ายอย่างเป็นกังวล เกรงว่าพ่อเวินจะเป็นลมตายไปเสียก่อน
เพียะ!
คำพูดของเวินหมินถูกขัดจังหวะ ศีรษะของเขาหันไปอีกด้านทันควัน พลันบนแก้มข้างหนึ่งปรากฏรอยตบแดงทาบทับ
“แกหุบปากเดี๋ยวนี้!” เวินหย่งพลันรู้สึกหายใจไม่ออก “แกเลอะเลือนกันไปใหญ่แล้ว เรื่องมันไม่ใช่อย่างที่แกคิดเลย แม่ของแกเสียชีวิตด้วยอาการป่วย จึงทำให้ฉันเสียใจมาก และฉันเองไม่ได้ต้องการดูแลตระกูลเวิน ฉันก็เลยมอบหน้าที่ให้พี่ใหญ่ และเดินจากไปเหมือนคนขี้ขลาดขาดความรับผิดชอบด้วยตัวของฉันเอง”
“ฉันไม่อยากให้แกไร้ประโยชน์เหมือนฉัน ถึงได้ฝากแกไว้กับพี่เพื่อฝึกฝนตัวเอง แต่แก… แกกลับทำร้ายอาโจวจริง ๆ…”
เวินหย่งขอให้พี่ใหญ่สั่งสอนลูกชายของเขา แต่ลูกชายของเขากลับต้องการทำลายครอบครัวของพี่ชายใหญ่เสียอย่างนั้น
เวินหย่งน้ำตาไหล ไม่กล้าเผชิญหน้ากับคุณพ่อเวินอีก
เวินโจวกล่าวด้วยสีหน้าโง่งม “พี่หมิน พ่อของฉันตั้งใจจะฝึกให้พี่เป็นผู้นำคนต่อไปของตระกูลเวิน…” ดังนั้นคุณพ่อจึงต้องเข้มงวดกับเวินหมิน แต่ในสายตาของพี่หมินกลับคิดต่างกันอย่างไม่คาดคิด คิดว่าคุณพ่อจงใจปฏิบัติต่อเขาอย่างเลวร้าย เพื่อทำให้เขาอยู่ในโอวาท
เวินหมินตกตะลึง เขาพึมพำกับตัวเอง “เป็นไปไม่ได้… อาโหยวคงไม่โกหกฉันหรอก ฉันไม่เชื่อ…”
เฝ่ยไป๋ลู่พลันจับคำพูดได้อย่างเฉียบขาด “อาโหยวที่คุณพูดถึงคือใครคะ เขาเป็นคนสอนอาคมนิทราสังหารให้คุณเหรอ?”
เวินหมินเม้มปากนิ่งเงียบ
เวินหย่งทั้งโกรธทั้งวิตกกังวล “แกไม่เชื่อคำพูดของญาติตัวเอง แต่ไปเชื่อคนนอกเหรอ? รีบเล่าเรื่องทั้งหมดมา แล้วก็อย่าทำผิดซ้ำอีก”
หากเวินหมินฆ่าเวินโจวจริง ๆ เขาจะยอมตายเพื่อไถ่โทษ
เวินหมินเห็นน้ำตาของพ่อ ในที่สุดก็เลือกที่จะซื่อสัตย์ ก่อนเอ่ยเสียงเบา “คุณอาเป็นเพื่อนของแม่ฉัน… เขาสอนฉันเรื่องอาคมนี้และมอบยันต์สงบสุขแก่ฉันด้วย เขาบอกฉันว่าหากทำสำเร็จ เวินโจวก็จะตายโดยที่ไม่รู้สึกเจ็บปวด…”
เวินหย่งโกรธมาก “ฉันกับแม่ของแกมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง แต่แกกลับไปเชื่อคำพูดของคนที่เรียกตัวเองว่าอาที่เป็นเพื่อนแม่เนี่ยนะ?”
เวินโจวไม่สามารถยอมรับได้ และน้ำเสียงของเขาก็ฟังดูเศร้าเล็กน้อย “ทั้งที่พี่จะฆ่าผม แต่กลัวผมเจ็บปวดเนี่ยนะ ผมควรขอบคุณไหมเนี่ย…”
“ไม่…” เวินหมินรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก และถึงเขาจะเกลียดคุณพ่อเวิน แต่ก็ยังมีความรู้สึกดี ๆ กับลูกพี่ลูกน้องที่เติบโตมาด้วยกัน
เฝ่ยไป๋ลู่กล่าวว่า “ถึงแม้คุณจะวางค่ายกลอาคมและฆ่าเวินโจวได้สำเร็จ แต่คุณก็คงมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินห้าปี เพราะวิชาต้องสาปนี้กลืนกินพลังชีวิตคุณไปมาก อาโหยวอะไรนั่นไม่ได้บอกคุณเรื่องนี้เหรอคะ ดูสิ คุณเริ่มแก่แล้ว”
ปราณวิญญาณเป็นสิ่งที่หายากในโลกนี้ และการกระตุ้นให้ปราณก่อร่างนั้นจำเป็นต้องมีสิ่งอื่นที่สามารถทดแทนพลังทางจิตวิญญาณได้ เช่น พลังชีวิต อายุขัย และบุญกุศล
ค่ายกลนิทราสังหารถือเป็นวิชาไสยเวทประเภทหนึ่ง ซึ่งหากใช้งานจะส่งผลกระทบต่อทั้งสองฝ่าย
“ว่ายังไงนะ?” คนที่ตกใจหนักสุดไม่ใช่เวินหมิน แต่เป็นเวินโจว
เขามองด้วยความไม่เชื่อ ก่อนจะสังเกตเวินหมินอย่างระมัดระวัง
ริมฝีปากของเขาพลันสั่นระริก
“ทำไมพี่ถึงมีผมหงอกล่ะ ไหนจะฝ้ากระบนใบหน้าอีก?”
เวินหมินยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้า ที่แท้ความรู้สึกไม่สบายต่าง ๆ ในร่างกายเมื่อไม่นานนี้ ก็เป็นเพราะว่าเขาเริ่มเข้าสู่วัยชรานี่เอง
เขากำลังจะตายเช่นกัน!
สีหน้าของเขาดูผิดหวัง ด้วยความเสียใจและความเกลียดชัง ในใจก็ได้แต่โทษตัวเองมากขึ้น “อาโจว ฉันขอโทษ… คุณลุง พ่อ ผมขอโทษ…”
หลังจากสูญเสียภรรยาไปในวัยหนุ่ม และยังอาจต้องเผชิญกับความเจ็บปวดจากการสูญเสียลูกชายในวัยกลางคนแบบนี้… นัยน์ตาเวินหย่งกลอกไปมาและเป็นลมไป
คุณพ่อเวินรีบพยุงเขาไว้ พลันรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง
เขามองไปที่เฝ่ยไป่ลู่อย่างขอความช่วยเหลือ “อาจารย์ มีวิธีแก้ไขไหม อาหมินยังเด็กและมีความสามารถมาก…”
เวินหมินตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นดวงตาของเขาก็อบอุ่นขึ้นมา
โดยไม่คาดคิดหลังจากสิ่งที่เขาทำถูกเปิดเผย คุณลุงก็ยังเต็มใจขอความช่วยเหลือให้เขา
เฝ่ยไป่ลู่ส่ายหัว “ไม่มีทางช่วยได้”
เธอสามารถสลายคำสาปให้เวินโจวได้ แต่อายุขัยที่สูญเสียไปของเวินหมินไม่สามารถฟื้นคืนได้
ไม่ว่าใครก็ต้องชดใช้สำหรับสิ่งที่พวกเขาทำ
เวินโจวกระโจนไปหาเวินหมินและทุบตีเขา ท่าทางพี่น้องสองคนยังคงเหมือนครั้งสนิทสนมกันวัยเด็ก แต่สีหน้าเวินโจวในยามนี้เศร้าใจอย่างยิ่ง “ทำไมพี่ถึงทำแบบนั้น ทำไมถึงไม่ถามให้ชัดเจน ถ้าไม่อยากเจอ ผมก็จะไป…”
“อาโจว ฉันขอโทษ…” เวินหมินเอ่ยประโยคเดิมซ้ำ ๆ
ใช่ เขาหลงเชื่อคำพูดของอาโหยว แล้วแก้แค้นครอบครัวของลุงโดยที่ไม่ถามด้วยซ้ำ
อย่างกับความแค้นบังตาเลยแฮะ
“ตอนนี้คนคนนั้นอยู่ที่ไหนคะ?” เฝ่ยไป๋ลู่ถามด้วยสายตาเฉียบคม
การพิพากษาความชั่วและส่งเสริมคุณธรรมคือเจตนารมณ์แห่งลัทธิเต๋า
ใครก็ตามที่กล้าใช้วิชาคุณไสยทำร้ายผู้อื่นจะถูกฆ่า ไม่ว่าคนคนนั้นจะอยู่ไกลแค่ไหนก็ตาม!