เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 49 ค่ายกลสกัดโชคลาภ
บทที่ 49 ค่ายกลสกัดโชคลาภ
เจ้าของร้านลดราคา แล้วส่งเฝ่ยไป๋ลู่ออกจากร้านอย่างสุภาพ เขานั่งไขว่ห้างอย่างมีความสุขแล้วหยิบโทรศัพท์ออกมาโอ้อวดคนในกลุ่มว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ตัวเองได้เจอกับเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งอย่างไม่คาดคิด สินค้าค้างสต็อกที่อัดแน่นมานานหลายปีถูกขายให้แกะอ้วนไปแล้ว ทั้งยังสร้างกำไรก้อนโตด้วย
สิ่งนี้กระตุ้นให้เพื่อนร่วมแวดวงเดียวกันพากันอิจฉา
เพื่อนร่วมสายอาชีพเดียวกันถึงกับพูดคุยกับเจ้าของร้านเป็นการส่วนตัว ขอให้เขาช่วยเคลียร์สินค้าค้างสต็อกแล้วจะแบ่งกำไรให้สี่สิบเปอร์เซ็นต์
เงื่อนไขการค้าขายที่ไม่ต้องใช้เงินทุนแบบนี้ พูดตามตรงว่าล่อตาล่อใจเจ้าของร้านมาก
แต่เมื่อนึกถึงสีหน้าเย็นชาของสาวน้อยที่ใช้จ่ายเงินเป็นเบี้ยคนนั้นแล้ว เจ้าของร้านก็ล้มเลิกความคิดไปอย่างรวดเร็ว
นี่ไม่ใช่การถอนขนแกะ*[1] เสียหน่อย
ถึงแม้ว่าสินค้าที่เขาปล่อยขายจะเป็นสินค้าค้างสต็อก แต่ส่วนใหญ่แล้วเป็นของที่ปู่ทิ้งไว้ให้ รับประกันคุณภาพแน่นอน ส่วนสินค้าค้างสต็อกจากร้านอื่น…เขาไม่แน่ใจ
แทนที่จะทำให้แกะอ้วนขุ่นเคืองเพราะกำไรเล็ก ๆ น้อย ๆ สู้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับแกะอ้วนไว้ไม่ดีกว่าเหรอ?
หลังออกจากร้านฮวงจุ้ยแล้ว เฝ่ยไป๋ลู่ก็โยนเหรียญทองแดงในมือเล่น บนใบหน้ากึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม
เธอก็ไม่รู้ว่าถ้าบรรพบุรุษของเจ้าของร้านมาเห็นเขาขายเหรียญห้าจักรพรรดิในราคาต่ำแบบนี้ จะโกรธมากจนกระโดดออกมาจากหลุมฝังศพแล้วสาปแช่งลูกหลานที่ไม่คู่ควรของเขาหรือเปล่า
เฝ่ยไป๋ลู่ไม่ได้กลับบ้าน เธอเดินไปทางถนนเก่าที่มืดที่สุดและเดินไปยังมุมที่ลึกที่สุดของตรอก
ตอนนี้เป็นเวลากลางวันแสก ๆ แต่ที่นี่กลับมืดมิดราวกับไม่มีแสงสว่างลอดเข้ามา
นั่นก็เพราะแหล่งที่มาของพลังงานสีดำอยู่ที่นี่
เฝ่ยไป๋ลู่คุกเข่าลง ใช้ปลายนิ้วมือลากไปตามฐานของกำแพง เผยให้เห็นอักขระศักดิ์สิทธิ์*[2] ที่พิมพ์อยู่บนนั้น
สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อย นี่เป็นวิธีการที่โหดร้ายมาก คิดไม่ถึงว่าจะสร้างค่ายกลในสถานที่แบบนี้!
ถนนเก่าคือชื่อที่คนท้องถิ่นเรียกสถานที่แห่งนี้ เพราะสถานที่แห่งนี้ค่อนข้างล้าหลังและทรุดโทรมเมื่อเทียบกับเมืองเจียง
กระนั้นประชากรของเมืองเจียงยี่สิบเปอร์เซ็นต์ต่างอาศัยอยู่ที่นี่ ทำให้ถนนเส้นนี้มีผู้คนขวักไขว่ไปมาอย่างคับคั่งและแออัด
ทว่าในสถานที่แบบนี้กลับมีผู้ใช้คุณไสยได้ตั้งค่ายกลสกัดโชคลาภไว้ตรงนี้ และมันสกัดกั้นโชคลาภของผู้คนนับแสนที่อยู่ที่นี่!
ค่ายกลของลัทธินอกรีตประเภทนี้คือวิชามาร มันฝืนกฎแห่งธรรมชาติ นี่ไม่เพียงแต่จะทำร้ายผู้ใช้คาถาอย่างใหญ่หลวงเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อคนธรรมดาบนโลกนี้ด้วย ส่งผลตั้งแต่สร้างความเจ็บป่วยเล็กน้อยจนถึงรุนแรง หากคนใดมีร่างกายอ่อนแอ ในกรณีที่ร้ายแรงอาจทำให้เสียชีวิตกะทันหันได้
เฝ่ยไป๋ลู่คิดไม่ถึงว่าคนที่อยู่เบื้องหลังค่ายกลจะกำเริบเสิบสานได้ขนาดนี้ ถึงกับตั้งค่ายกลในสถานที่ชุมชน มองว่าชีวิตคนไร้ค่าเหมือนดอกหญ้าริมทาง!
ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อพิจารณาดู ค่ายกลถูกสร้างมาหลายวันแล้ว น่าแปลก…ไม่มีใครในสมาพันธ์ปรมาจารย์ลัทธิเต๋าของเมืองเจียงสังเกตเห็นความผิดปกติของสถานที่นี้เลยเหรอ?
หรือนี่คือการร่วมมือกันทำชั่ว? การทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เป็นเพราะขาดความสามารถ หรือ ตั้งใจหาไม่เจอกันแน่?
แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ก็อธิบายได้ว่าสมาพันธ์ปรมาจารย์ลัทธิเต๋า ไม่มีประโยชน์เลย
เฝ่ยไป๋ลู่เม้มริมฝีปาก หลังจากเรื่องที่เกิดขึ้นของอาจารย์โจวจอมเจ้าเล่ห์ เธอก็ไม่ได้มีความรู้สึกที่ดีอะไรต่อสมาพันธ์ปรมาจารย์ลัทธิเต๋าอีก และมาตอนนี้ยิ่งแย่ไปกว่าเดิม
ในเมื่อไม่มีใครลงมือทำอะไร งั้นเธอจะทำ!
เฝ่ยไป๋ลู่ใช้มือวาดยันต์กับร่ายคาถาบนอากาศ และวางมันลงบนกำแพงที่มีอักขระประทับอยู่
จากนั้นเธอโยนเหรียญห้าจักรพรรดิลงบนพื้น แล้วกระทืบเท้า พลันเหรียญห้าจักรพพรดิก็ทะลวงลงไปในพื้นอัตโนมัติ ก่อนจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เฝ่ยไป๋ลู่เดินไปรอบ ๆ ถนนเก่าทั้งสาย และเธอพบร่องรอยของค่ายกลสกัดโชคลาภในอีกสี่มุม
เธอจึงลงมือแบบเดิม หลังจากทำลายค่ายกลแล้ว ก็ใส่เหรียญห้าจักรพรรดิไว้ตรงมุมทั้งสี่
เหรียญห้าจักรพรรดิมีคุณสมบัติสกัดความอัปมงคล ป้องกันคนชั่ว ปัดเป่าสิ่งเลวร้าย สร้างความมั่งคั่งร่ำรวยและนำพาความโชคดี
คนส่วนใหญ่รู้แค่ว่าเหรียญห้าจักรพรรดินั้นแบ่งออกเป็นห้าจักรพรรดิใหญ่และห้าจักรพรรดิเล็ก แต่กลับไม่รู้ว่าความหมายดั้งเดิมนั้นหมายถึงเทพเจ้าห้าทิศ คือ ทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศเหนือ และกลาง
เธอฝังเหรียญห้าจักรพรรดิแยกไว้ตามทิศทั้งห้า คือ เหนือ ใต้ ออก ตก และกลาง โดยหวังว่าเทพเจ้าห้าทิศจะปกป้องสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้
เพิ่งเสร็จเรื่อง ทันใดเฝ่ยไป๋ลู่ก็เห็นผลบุญกุศลร่วงลงมาจากฟ้าราวกับเป็นลมและเมฆ
เธอเอื้อมมือไปคว้าไว้ แล้วออกจากถนนสายเก่าไปเงียบ ๆ
กานว่างชะงักฝีเท้ากึก
พลังงานบริสุทธิ์และทรงพลังนั้นหายไปแล้ว
ศิษย์น้องที่ติดตามมาถามด้วยความสงสัย “ศิษย์พี่รอง เจออะไรเหรอ?”
“ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไปแล้ว” กานว่างส่ายหน้า ใบหน้าของเขามืดมนลง
เมื่อเร็ว ๆ นี้มักมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อย ๆ แถวถนนเก่า และถึงขั้นมีคนเสียชีวิตอย่างลึกลับ
เขาได้รับภารกิจจากสมาพันธ์ให้มาตรวจสอบถนนเก่า และทันทีที่เขาก้าวเข้าไปในถนนเก่า เขาก็สัมผัสได้ถึงรัศมีอันทรงพลังที่ปกคลุมไปทั่วถนน
ช่วงเวลาเดียวกัน รัศมีนั้นกำลังม้วนขึ้นพลิกลงไปกับพลังงานสีดำจนปั่นป่วน
เขากลัวว่าคนผู้นั้นจะทำเรื่องชั่วร้าย จึงรีบพาศิษย์น้องออกมาค้นหา แต่พวกเขาไม่สามารถจับตำแหน่งของฝ่ายตรงข้ามได้เลยแม้แต่น้อย
“น่าจะเป็นผู้อาวุโสที่ไม่ชอบเปิดเผยที่อยู่สินะ” ศิษย์น้องกะพริบตา ถึงแม้ว่าเธอจะไม่แข็งแกร่งเท่าศิษย์พี่รอง แต่เธอก็สัมผัสได้ว่าพลังปราณของคนผู้นี้บริสุทธิ์อย่างมาก ไม่เหมือนคนชั่วร้าย
หากพวกเขาไล่ตามไป ไม่แน่อาจทำให้ผู้อาวุโสโกรธเคืองได้
“หวังว่าจะเป็นแบบนั้นนะ ไปเถอะ พวกเราไปทำภารกิจของสมาพันธ์ให้เสร็จก่อน”
กานว่างอาศัยเข็มทิศในการค้นหา หลังจากใช้ความพยายามอย่างมาก เขาก็ค้นพบสถานที่ที่เฝ่ยไป๋ลู่ทำลายค่ายกล
เขาตกใจมากเมื่อเห็นยันต์และคาถาบนกำแพง
มีคนลงมือก่อนพวกเขาจริง ๆ!
คนคนนั้นคือผู้อาวุโสก่อนหน้านี้ที่มีรัศมีที่แข็งแกร่งใช่ไหม?
ขณะนั้นเอง ‘แชะ ๆ!’ เสียงกล้องดังขึ้นติดต่อกันสองสามครั้งตรงมุมตรอก
กานว่างหันมองศิษย์น้อง เธอกำลังยกโทรศัพท์ถ่ายรูปผ้ายันต์และคาถา “เธอกำลังทำอะไร?”
ศิษย์น้องพูดอย่างตื่นเต้น “ศิษย์พี่รอง ฉันไม่เคยเห็นอักขระแบบนี้มาก่อน ฉันอยากถ่ายเอาไว้กลับไปศึกษาค่ะ”
ม่านตาของกานว่างระริกไหว จะเป็นแบบนี้ได้ยังไง?
“นี่อาจจะเป็นวิธีการเฉพาะของผู้อาวุโส เธอมาขโมยวิชาแบบนี้มันไร้มารยาทหรือเปล่า?”
ศิษย์น้องพ่นลมหายใจฮึดฮัด
นี่ไม่ได้เรียกขโมยวิชานะ นี่เรียกว่าสังเกตและศึกษา!
ศิษย์พี่รองน่าผิดหวังจริง ๆ!
กานว่างตะลึง
หลังจากเงียบไปครู่ใหญ่ เสียงที่เปล่งอย่างยากลำบากก็ดังขึ้นมาในตรอก
“กลับไปส่งให้ฉันด้วยนะ”
……
“ท่านอาจารย์! พี่หวังซิน พี่รีบมาดูเร็วเกิดเรื่องขึ้นกับอาจารย์แล้ว!” หนุ่มน้อยเสี่ยวเต้าในชุดเสื้อคลุมสีเทาตกใจจนหน้าถอดสี
ท่านอาจารย์ที่กำลังนั่งสมาธิและฝึกฝนอย่างสงบ จู่ ๆ เขาก็อาเจียนเป็นเลือดสีดำและล้มลงกับพื้นด้วยใบหน้าที่ราวกับกระดาษสีทองในวินาทีถัดมา
เสี่ยวเต้าประคองท่านอาจารย์อย่างทำอะไรไม่ถูก
หวังซินเร่งรีบเข้ามา พอเห็นเหตุการณ์เช่นนี้แล้ว เธอก็เลิกคิ้วขึ้น
แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวถูกทาบทาในดวงตาทันที
“ต้องเกิดอุบัติเหตุบางอย่างกับการฝึกฝนแน่ ฉันเองก็ไม่รู้ว่าต้องทำยังไงเหมือนกัน นายคุ้มกันท่านอาจารย์ที่นี่ อย่าไปไหน ฉันจะรีบไปเรียกอาจารย์หลินมาดู!”
หวังซินพยายามสงบสติอารมณ์ หลังกำชับศิษย์น้องแล้ว ก็รีบออกจากห้องไป
“ศิษย์พี่ พี่ต้องรีบกลับมานะ” หนุ่มน้อยเสี่ยวเต้าพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
เขาไม่ได้สังเกตเห็นความหวาดกลัวในดวงตาของหวังซินและการเคลื่อนไหวที่ราวกับกำลังหลบหนีของเธอเลย เขากังวลแค่ความปลอดภัยของอาจารย์เท่านั้น
แทบจะในทันทีที่หวังซินปิดประตู เสี่ยวเต้าก็รู้สึกได้ว่าอาจารย์กำลังดึงมือของตัวเอง
เสี่ยวเต้ารู้สึกประหลาดใจ “อาจารย์ ท่านตื่นแล้ว! ผมควรทำอย่างไรถึงจะช่วยท่านได้?”
อาจารย์ดีกับเขาถึงเพียงนี้ ไม่ว่าอาการป่วยของอาจารย์ต้องใช้ยาอะไร เขาก็จะพยายามอย่างหนักเพื่อเอามาให้ได้!
เปลือกตาของหานซุ่นเซิงหนักอึ้ง ร่างกายเหมือนตกลงไปในห้องน้ำแข็งใต้ดิน พลังชีวิตถูกดูดออกไปอย่างต่อเนื่อง
เขากำลังจะตายแล้ว
แต่…ตรงหน้าของเขาคือเนื้อและเลือดสดที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาและพลังชีวิต
“ศิษย์เอ๋ย…นำจี้หยกที่ฉันมอบให้เธอ…ออกมา…แล้วหยดเลือดลงไปบนนั้น…เร็วเข้า…”
เขาอ่อนแอมากจนไม่มีแรงจะยกมือ กระทั่งคำพูดก็ขาดห้วง จนถึงตอนท้ายเขาไม่ได้ยินเสียงพูดของตัวเองเลยด้วยซ้ำ
เมื่อเสี่ยวเต้าได้ยิน ก็รีบหยิบเอาของขวัญพิธีไหว้ครูที่อาจารย์มอบให้เขาออกมาจากอ้อมแขน
เขาสวมจี้หยกนี้แนบกับตัวเสมออย่างเชื่อฟังคำสั่งของอาจารย์
เสี่ยวเต้ากัดนิ้วชี้ตัวเอง ทาเลือดบนจี้หยกแล้วพูดอย่างงุนงงสับสน “ท่านอาจารย์ จากนั้นล่ะ? ผมต้องทำยังไงอีก… อ้า…”
ยังพูดไม่จบ จู่ ๆ สีหน้าของเขาก็อัปลักษณ์และดุร้าย ก่อนส่งเสียงกรีดร้องออกมา
ภายในเวลาครึ่งลมหายใจ เลือดและเนื้อก็แห้งเหือด เสี่ยวเต้าเปลี่ยนเป็นมัมมี่ที่ไร้ลมหายใจ
หานซุ่นเซิงถอนใจด้วยความโล่งอก
รอดแล้ว
หวังซินที่เดินออกนอกประตูไปได้ไม่กี่ก้าวพลันรู้สึกเย็นเยือกไปทั่วร่าง
โชคยังดี
…ยังดีที่ไม่ใช่เธอที่อยู่ข้างใน
[1] การถอนขนแกะ เปรียบเปรยว่า ได้มาฟรี ได้มาในราคาถูก
[2] อักขระศักดิ์สิทธิ์มีทั้งหมด 24 ตัว ถือว่าเป็นตัวอักษรศักดิ์สิทธิ์ และมีพลังงานลึกลับในตัว ดังนั้นมันเลยถูกนำมาใช้ในการร่ายคาถา ทำนายอนาคต