เซียนหมอหญิงยอดนักฆ่า - ตอนที่ 3446 ยุ่ง / ตอนที่ 3447 ทะเลาะ
ตอนที่ 3446 ยุ่ง
หวันเหยียนเชียนหวามองเขาครั้งหนึ่ง “ข้าได้ยินอาจิ่วบอกว่าพวกเขามาถึงทางนี้แล้ว กำลังไปที่หอโอสถสวรรค์แห่งเมืองไป่ชวน แต่จวินเจวี๋ยซางติดตามอยู่ข้างกายนาง ราวกับกำลังรอข้าปรากฏตัว ท่านอาสือซาน ท่านว่าตอนนี้พวกเราควรทำอย่างไรดี”
“อะไรนะ จวินเจวี๋ยซางผู้นั้นก็มาด้วยหรือ เขาไม่มีอะไรทำที่พรรคเริงรมย์หรืออย่างไร ถึงได้ตามมาที่โลกเบื้องล่างด้วย เห็นทีเขาจะเกลียดแค้นเจ้ามากจริงๆ ต้องการพาเจ้ากลับไปด้วยตนเองอย่างแน่นอน” หวันเหยียนสือซานกล่าว จากนั้นก็ส่ายหน้า “จิ๊ๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าเจ้าถูกเขาจับกลับไปแล้วจะถูกจัดการจนมีสภาพเป็นอย่างไร”
หวันเหยียนเชียนหวากระแอมเสียงเบา ก่อนจะนั่งหลังตรง กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “ดังนั้นข้าจึงคิดว่าตอนนี้คงพบหน้าอาจิ่วไม่ได้ ไม่เช่นนั้นหากข้าโผล่หน้าไปแล้วเขาต้องจัดการข้าแน่ๆ”
นางพูดพลางกลอกตา “แต่ข้ากลับมีวิธีดีๆ”
“วิธีดีๆ อะไร” หวันเหยียนสือซานมีสีหน้าไม่เชื่ออยู่บ้าง
“หลบอยู่ที่นี่ไม่ออกไป หรือไม่ก็ไปยังเวิ้งสวนท้อที่อาจิ่วพูดถึง ออกห่างจากพวกเขา เท่านี้ก็ไม่มีทางพบเขาแล้ว”
เห็นดังนั้นแล้วหวันเหยียนสือซานจึงกล่าวว่า “เช่นนั้นก็ไปที่เวิ้งสวนท้อเถอะ! ดีเลวอย่างไรข้าก็เดินเล่นรอบๆ ที่นั่นได้ ทั่วทุกที่ของที่นี่มีแต่เมฆดำ ออกไปที่ไหนลำบากเป็นอย่างยิ่ง”
จากนั้นทั้งสองคนจึงตัดสินใจ ก่อนจะหาเวลาบอกกล่าวกับคนในตระกูล แล้วออกจากที่นี่ไปยามเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น…
พวกผู้นำตระกูลหวันเหยียนที่มาส่งพวกเขาจากไป มองบุตรีห่างออกไปเรื่อยๆ ในหัวใจเกิดความเจ็บปวดขึ้นมาอย่างไม่อาจห้ามได้ เดี๋ยวก็ไปเดี๋ยวก็มา ไม่รู้เหมือนกันว่าครั้งหน้าที่ได้พบนางอีกจะเป็นตอนไหน
อีกอย่างยังมีบุตรในครรภ์นางอีก นางไม่ได้พูดอะไร พวกเขาจึงทำเป็นไม่รู้และไม่ได้ถามออกไป ตอนนี้เห็นนางอุ้มท้องเดินทางจากไป จะให้วางใจลงคงเป็นไปไม่ได้
“อย่างไรก็ยังมีท่านอาสือซานอยู่ด้วย วางใจเถอะ!” ผู้อาวุโสหวันเหยียนกล่าว หลังจากตบไหล่บุตรชายตนเองแล้ว เขาก็หันหลังเดินกลับไป
หวันเหยียนสือซานที่จากไปพร้อมกับหวันเหยียนเชียนหวากำลังเดินอยู่บนถนน ในใจปีติเหมือนกับวิหคที่ถูกปล่อยออกจากกรง รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งชัดเจนจนปิดบังไว้ไม่มิด
“เฮ้อ ข้างนอกดีกว่าจริงๆ! พูดตามตรงว่าข้าไม่ค่อยชอบหมกตัวอยู่ที่ตระกูล ปราณหยินหนาหนักเกินไป” หวันเหยียนสือซานกล่าว เรียกกระบี่บินออกมาแล้วกระโจนตัวขึ้นไป พร้อมกันนั้นก็พูดกับหวันเหยียนเชียนหวาว่า “ขึ้นมาเถอะ! ข้าพาเจ้าคุมกระบี่ก็ใช้ได้แล้ว”
ครั้นเห็นเช่นนั้น หวันเหยียนเชียนหวาจึงพยักหน้า ก่อนจะเตะปลายเท้าทะยานขึ้น แล้วตกลงบนกระบี่บินของเขา คุมกระบี่จากไปพร้อมกับเขา…
ในโลกเบื้องบน เซวียนหยวนโม่เจ๋อกำลังเสาะหาของวิเศษอัศจรรย์ทั่วทุกที่ เขาต้องการเตรียมของหมั้นให้กับเฟิ่งจิ่วด้วยตนเอง ด้วยเหตนี้ข้าวของพวกนั้นต้องล้ำค่าควรเมือง ต้องมีค่าเป็นอย่างยิ่ง
หลายวันมานี้ ของหมั้นที่เขาเตรียมไว้แล้วล้วนถูกเขาเก็บไว้ในห้วงมิติ ขอเพียงได้ยินผู้ใต้บังคับบัญชาบอกว่าที่ไหนมีของวิเศษที่ล้ำค่าอะไร ไม่ว่ายากจะได้มาแค่ไหน เขาก็จะคิดหาทางให้ได้มาไว้ในครอบครอง
วันนี้เขาได้ยินมาว่าไข่มุกบูรพาแห่งทะเลบูรพางดงามยิ่งนัก อีกทั้งล้ำค่าควรเมือง เขาจึงเร่งเดินทางไปยังทะเลบูรพา…
ส่วนเฟิ่งจิ่วที่เดินทางถึงหอโอสถสวรรค์แล้ว สองสามวันนี้นางล้วนอยู่ที่จวน รอเพียงข้ารับใช้ไปจัดการธุระเรียบร้อยแล้วก็จะไปจากที่นี่ เพื่อกลับไปอยู่ข้างกายครอบครัว
ตอนโม่เฉินเดินเข้ามาในลานเรือนของนาง เขาเห็นนางนอนอยู่บนตั่งนุ่มๆ อย่างเกียจคร้าน บนใบหน้ามีหนังสือวางอยู่เล่มหนึ่ง เขาเดินเข้าไปใกล้อย่างแผ่วเบาก่อนนั่งลงข้างกายนาง
……….
ตอนที่ 3447 ทะเลาะ
ตอนที่โม่เฉินเดินเข้ามา เฟิ่งจิ่วก็รู้แล้ว แม้ไม่จำเป็นต้องมอง นางก็รับรู้ได้ถึงกลิ่นอายบนตัวเขา กลิ่นอายของเขาบางเบาและอบอุ่นมาก เปรียบกับเซวียนหยวนโม่เจ๋อแล้วขาดความน่าเกรงขามและคมปลาบไปส่วนหนึ่ง ยิ่งทำให้คนเคยชินกับการมีอยู่ของเขาโดยไม่ทันระวังตัวได้ง่าย
เขานั่งลงแล้วแต่กลับไม่พูดอะไร นางอดแปลกใจไม่ได้ เพราะหนังสือปิดใบหน้าอยู่จึงมองไม่เห็นสีหน้าของเขา นางยื่นมือไปหยิบหนังสือลงมา
“ไม่นอนแล้วหรือ” โม่เฉินเห็นนางหยิบหนังสือออก จึงถามขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
“ถูกเจ้าจ้องมองเช่นนี้ ไหนเลยข้าจะหลับลงอีก” เฟิ่งจิ่วหัวเราะเสียงเบา ผุดลุกขึ้นนั่งจากตั่งนุ่ม ถามว่า “มาถึงที่นี่แล้ว เจ้าไม่คิดกลับไปพบอาจารย์ของเจ้าหน่อยหรือ”
ครั้นฟังนางพูด โม่เฉินก็พูดเสียงนุ่มนวลเช่นกัน “ไม่รีบ อย่างไรเสียเมื่อวานข้าเพิ่งกลับไปเยี่ยมบ้าน ส่วนเรื่องไปเยี่ยมอาจารย์ของข้า ข้าคิดว่าไม่จำเป็นต้องรีบเกินไป ค่อยเป็นค่อยไปเถอะ!”
เฟิ่งจิ่วเห็นดังนั้นก็พยักหน้า “กลับมาหอโอสถสวรรค์แล้วยังมีเวลาอีกสองสามวัน รอเพียงพวกเหลิ่งหวาจัดการธุระในมือเสร็จเรียบร้อย พอพวกตู้ฝานกลับมาก็กลับไปได้” พูดแล้วนางพลันยิ้มจางๆ “ถึงตอนนั้นข้าจะเชิญเจ้ามาเดินเล่นที่เวิ้งสวนท้อเป็นอย่างไร ดอกท้อที่นั่นกำลังเบ่งบาน งดงามยิ่งนัก”
“ดี” โม่เฉินตอบรับพร้อมรอยยิ้ม “ถึงตอนนั้นแล้วข้าจะเชิญเจ้าร่ำสุราใต้ต้นท้อ”
เฟิ่งจิ่วฟังจบก็พลันยิ้มรับ สองคนสนทนากันอยู่ในลานไม่นาน ก็เห็นจวินเจวี๋ยซางกับกวนสีหลิ่นสองคนเดินเข้ามา กวนสีหลิ่นยังไม่ทันเข้ามาในลาน ก็ยิ้มและกล่าวทักทายขึ้นมาแล้ว
“เสี่ยวจิ่ว โม่เฉิน ข้ารู้อยู่แล้วว่าพวกเจ้าต้องอยู่ที่นี่แน่” กวนสีหลิ่นยิ้มกล่าว สาวเท้าก้าวใหญ่เดินเข้ามา จากนั้นนั่งลงข้างๆ และเรียกจวินเจวี๋ยซาง “นั่งตรงนี้ ตรงนี้ยังมีที่ว่าง”
โม่เฉินยิ้มที่มุมปาก เห็นเพียงชุดคลุมสีขาวราวกับหิมะของตนเองถูกย่ำจนดำแล้ว เขามองกวนสีหลิ่นแล้วถาม “เมื่อครู่เจ้าไปที่ไหนมา”
เดิมทีกวนสีหลิ่นไม่ได้สนใจ ตอนนี้เห็นแล้วอดชะงักไม่ได้ มือหนึ่งพลิกชุดคลุมของตนเองดู “ทำให้สกปรกหรือนี่” เขาพูดพลางเอ่ยกับโม่เฉินเป็นการขอโทษ “ไม่เช่นนั้นเจ้ากลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ! ขอโทษด้วยจริงๆ”
“ไม่ต้องหรอก” โม่เฉินกล่าว ไม่ได้ใส่ใจเท่าไรนัก
เห็นดังนั้นแล้ว กวนสีหลิ่นก็ยิ้ม “เมื่อครู่พวกข้าไปฝึกวิชาที่สนามฝึกยุทธ์กันสองสามกระบวนท่า เจ้าดูสิ สิ่งสกปรกบนตัวข้าเป็นฝีมือของเขานั่นแหละ” เขาแบมือสองข้างอย่างจนใจ ก่อนจะมองไปยังจวินเจวี๋ยซางที่ยืนอยู่
จวินเจวี๋ยซางเบนสายตาออกอย่างเย็นชา มองเฟิ่งจิ่วก่อนถาม “เมื่อไรเจ้าจะบอกที่อยู่ของนางกับข้า”
เฟิ่งจิ่วฟังแล้วเลิกคิ้ว หัวเราะเสียงเบา “ไม่ต้องรีบ ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือ เมื่อถึงเวลาแล้วพวกเจ้าจะได้พบกัน”
ครั้นได้ยินเช่นนี้อีก จวินเจวี๋ยซางก็มุ่นคิ้ว ทว่าไม่ได้ถามต่ออีกเช่นกัน เพียงนั่งลงข้างๆ
ตอนนี้เหลิ่งหวาที่อยู่ข้างนอกเดินเข้ามาแล้ว กล่าวเรียกอย่างนอบน้อม “นายหญิง มีคนมาขอพบอยู่ข้างนอก”
“ใครหรือ” เฟิ่งจิ่วถามอย่างใจเย็น
“เป็นเจ้าเมืองรอบข้าง คนของตระกูลใหญ่ต่างๆ ตอนนี้ล้วนขวางอยู่ข้างนอกจวน พวกเขาต่างก็หวังว่าจะได้พบนายหญิงสักครั้ง” เหลิ่งหวาพูด
เฟิ่งจิ่วยิ้ม “ไล่ไปเถอะ! หากพวกเขามีธุระอะไรก็ให้บอกกล่าวกับพวกเจ้า” เรื่องอื่นนางไม่อยากสนใจแล้ว จึงมอบหมายให้ข้ารับใช้ไปจัดการทั้งหมด เช่นนี้แล้วนางถึงมีความสุขและผ่อนคลายได้
เหลิ่งหวาฟังจบก็นิ่งงันไป จากนั้นค่อยตอบว่า “ขอรับ” สุดท้ายจึงหมุนกายเดินไปข้างนอก
“ข่าวที่เจ้ากลับมาแพร่ออกไปแล้ว คาดว่าไม่เพียงพวกเขาอยากพบเจ้าสักครั้ง คนจากที่ต่างๆ ก็อยากมาทะเลาะด้วย” โม่เฉินเอ่ยเสียงนุ่ม ขณะเดียวกันก็ลุกขึ้นยืน “ข้าจะกลับบ้านสักครา เย็นนี้ไม่กลับมาแล้ว”
……….