เทพกระบี่มรณะ (Chaotic sword god) - ตอนที่ 3111: กลับสู่เมืองลอร์
ตอนที่ 3111: กลับสู่เมืองลอร์
“ไป๋เหลียน ข้าจะปล่อยให้สิ่งที่เกิดขึ้นจากนี้ไปให้เจ้าจัดการ ข้ายังต้องไปเยี่ยมบ้าน” เจี้ยนเฉินกล่าวกับไป๋เหลียนก่อนที่จะพูดกับคนรู้จักเก่า ๆ ของเขาในท้องพระโรง หลังจากนั้นเขาก็ออกจากอาณาจักรอัคนีไปกับซ่างกวนมู่เอ๋อ
เป็นเวลาหลายสิบปีแล้วตั้งแต่ที่เขาจากโลกนี้ไป เมื่อเขากลับมา ก็เห็นได้ชัดว่าเขาจะกลับบ้าน แม้ว่าเขาจะเจอสหายดี ๆ มากมาย แต่เขาก็ทำได้แค่พบกันวันหลัง
อาณาจักรเกอซุนยังคงเป็นอาณาจักรเกอซุนเช่นเดิม แม้ว่าจะมีองค์กรระดับสูงที่อยู่เบื้องหลังอาณาจักรเกอซุน แต่อาณาเขตของพวกเขาก็ไม่ได้ขยายตัวไปมาก มันยังคงมีขนาดเท่าเดิมกับเมื่อตอนเจี้ยนเฉินออกจากโลกนี้ไป
อย่างไรก็ตาม อาณาจักรเกอซุนยังคงมีสถานะสูงสุดในโลกและได้รับความเคารพจากทุกคน ทั้งหมดนี้เป็นเพราะราชาของอาณาจักรเกอซุนเป็นพ่อตาของเจี้ยนเฉิน ราชันย์ของมนุษย์
อาณาจักรเกอซุนไม่ได้ใหญ่ แต่เมืองลอร์นั้นมันได้ขยายออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม แม้แต่ความเจริญของมันก็ยังไปถึงขีดสุดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
เนื่องจากการปรากฏตัวของตระกูลเจียงหยาง เมืองลอร์ตอนนี้กลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในทวีปเทียนหยวนซึ่งจะเป็นสถานที่สุดท้ายที่จะเสื่อมโทรม
แม้จะมีสงครามและความโกลาหลในช่วงหลายปีที่ผ่านมาบนทวีปเทียนหยวน มันก็ยังไม่ลุกลามไปถึงเมืองลอร์
วันนี้ มีคนสองคนปรากฏขึ้นอย่างเงียบ ๆ บนถนนที่กว้างใหญ่ด้านนอกเมืองลอร์ พวกเขายืนอยู่กลางถนนและตื่นตากับเมืองที่รุ่งเรืองนี้ ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยอารมณ์
ถนนที่กว้างขวางพลุกพล่านเต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมาก ทั้งพ่อค้า, ทหารรับจ้างและผู้คนทุกรูปแบบและทุกวัยหลั่งไหลเข้าออกจากเมืองลอร์ แต่ก็ไม่มีใครเลย ไม่มีใครที่สังเกตเห็นคนที่จู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นกลางถนน รถม้าและคนเดินจำนวนมากนับไม่ถ้วนได้ทะลุผ่านพวกเขาทั้งสอง ราวกับว่าพวกเขาอยู่ในมิติที่แตกต่างกันอย่างสมบูรณ์
พวกเขาทั้งสองคนคือเจี้ยนเฉินและซ่างกวนมู่เอ๋อ
“เมืองลอร์ ในที่สุดข้าก็ได้กลับมาแล้ว ! เมืองเปลี่ยนไปมาก แต่กลิ่นอายและความรู้สึกเดิมยังคงไม่หายไป” เจี้ยนเฉินจ้องไปที่เมืองลอร์ที่อยู่ด้านหน้าเขาพร้อมกับเผยความรู้สึกที่ผสมปนเป ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อเขาท่องไปทั่วทวีปเทียนหยวนได้ย้อนเข้ามาในหัวของเขาทันที ทำให้เขามีอารมณ์หลากหลาย
“น่าเสียกายที่เป่าเอ๋อออกจากที่นี่แล้ว” เมื่อเทียบกับความตื่นเต้นของเจี้ยนเฉินแล้ว ซ่างกวนมู่เอ๋อไม่ได้ตื่นเต้นเท่าใดนั้น ท้ายที่สุดสิ่งเดียวที่ทำให้นางคิดถึงทวีปเทียนหยวนก็คือลูกชายของ ซ่างกวนเอ๋อเจี้ยน
“มู่เอ่อ ไม่ต้องกังวล เอ๋อเจี้ยนไม่ได้ไปโลกชั้นสูง ตราบใดที่เขาไม่ไปโลกชั้นสูง เจ้าก็ไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยของเขา” เจี้ยนเฉินปลอบโยนนาง
“เมื่อเรากลับมาจากโลกจิ๋วหยานหยวน เราจะไปโลกอื่นเพื่อค้นหาเสี่ยวเป่า จากนั้นเขาก็สามารถพาเขาไปโลกเซียนกับเรา ในมิติด้านล่างทรัพยากรหายากมาก เขาจะต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของเขาจากนี้ไป” ซ่างกวนมู่เอ๋อกล่าว
“ใช่ เข้าเมืองก่อน ! ” เจี้ยนเฉินพยักหน้าก่อนที่จะจับมือของซ่างกวนมู่เอ๋อและเข้าสู่เมืองลอร์โดยเดินไปตามถนนทีละก้าว ๆ เหมือนคนปกติ
ในเวลานั้น เจี้ยนเฉินเหมือนเป็นมนุษย์ปกติ อันที่จริงเขาดูเหมือนกับคนจากต่างเมืองที่เข้าเมืองมาในครั้งแรก เขามองไปรอบ ๆ ราวกับว่าเขาอยากรู้อยากเห็นทุกอย่างที่นี่
“เมื่อเทียบกับอดีต เมืองลอร์มีความเจริญเป็นอย่างมาก” มีรอยยิ้มจาง ๆ อยู่บนใบหน้าของเจี้ยนเฉินตลอดเวลา ราวกับว่าเขาต้องการเดินผ่านถนนทุกสายของเมืองลอร์และไปทุกแห่งหน จิตใจของเขาสงบลงอย่างมาในขณะนี้ เขาถึงกับเริ่มแสดงท่าทางที่กลมกลืนก่อนที่เขาจะรู้ตัว
“ทุกอย่างเปลี่ยนไปมาก แน่นอนว่ามันให้ความรู้สึกว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิม แต่ผู้คนทั้งหมดเปลี่ยนไป” ซ่างกวนมู่เอ๋อพูดขณะที่หันไปมองหน้าเจี้ยนเฉิน
“สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปคือเปลือกของมัน หัวใจของมันยังเหมือนเดิม ไม่เคยเปลี่ยน” เจี้ยนเฉินยิ้มอย่างยินดี เห็นได้ชัดว่าเขามีความสุขอย่างมาก
ก่อนที่พวกเขาจะรู้สึกตัว ทั้งสองก็มาถึงตระกูลเจียงหยางแล้ว ม่านพลังอันทรงพลังได้ห่อหุ้มพื้นที่ขนาดใหญ่ไว้ ดังนั้นบุคคลภายนอกจึงไม่อาจเข้าใกล้มันได้เลย
มีผู้เชี่ยวชาญหลายคนที่พื้นที่นี้ ไม่เพียงแต่เซียนระดับจักรพรรดิจำนวนมากเท่านั้น ยังมีผู้เชี่ยวชาญขอบเขตตั้งต้นอีกด้วย
“ไปกันเถอะ เข้าไปข้างใน หลังจากผ่านไปหลายสิบปี ก็ได้เวลาพบพ่อแม่อีกครั้ง ! ” เจี้ยนเฉินกล่าวเบา ๆ ก่อนที่จะหายตัวไปพร้อมกับจับมือของซ่างกวนมู่เอ๋อ
ในขณะนี้ ที่สวนอันงดงามภายในตระกูลเจียงหยางที่ได้รับการคุ้มครองอย่างแน่นหนาของไป๋หยุนเทียนที่สวมชุดขาวนั่งอยู่ในศาลากำลังวาดภาพอยู่ ขณะที่สาวใช้ที่แข็งแกร่งสองคนยืนหันหลังให้กับทางศาลา พวกนางยืนรออย่างเงียบ ๆ พร้อมที่จะรับคำสั่งเมื่อใดก็ตามได้ตลอดเวลา
คนที่ไป๋หยุนเทียนกำลังวาดภาพบนผืนผ้าใบนั้นก็คือเจี้ยนเฉิน !
ผ่านไปสักพัก ในที่สุดภาพวาดก็เสร็จสมบูรณ์ ไป๋หยุนเทียนค่อย ๆ วางพู่กันในมือของนางก่อนที่จะหยิบภาพบนโต๊ะ นางดูมันอย่างใกล้ชิด ท้ายที่สุดก็ยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ
“ท่านแม่ หลายปีแล้วที่เราพบกันครั้งล่าสุด ข้าไม่คิดว่าท่านจะยังวาดรูปแบบนี้ได้ และท่านก็วาดภาพได้ดีมาก ภาพนั้นเหมือนจริง ดูไม่ต่างกับตัวจริงเลยแม้แต่น้อย”
ในเวลานั้น จู่ ๆ ก็มีเสียงที่คุ้นหูดังมาจากข้างหลังของนาง
ไป๋หยุนเทียนรู้สึกตกใจมากกับเสียงนั้น แต่สายตาของนางก็จ้องไปที่ภาพเหมือน นางส่ายหัวด้วยท่าทางเยาะเย้ยตัวเอง “ข้าต้องเห็นภาพหลอนแน่ ๆ เซียงเอ๋อบอกว่าจะกลับมาหลังจากนี้หมื่นปี นี่เพียงไม่กี่สิบปีเท่านั้นเอง”
“เห้อ หมื่นปี ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้าจะยังมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนั้นหรือไม่ ? ” ไป๋หยุนเทียนรู้สึกหดหู่ทันทีขณะที่นางจมอยู่กับความคิด
ในทวีปเทียนหยวนมีเพียงเซียนระดับจักรพรรดิเท่านั้นทีอายุขัยถึงหมื่นปี ในขณะที่นางเป็นเซียนธาตุแสงขั้นเจ็ดเท่านั้น มันเทียบเท่ากับเซียนผู้คุมกฏ สำหรับนักสู้ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีชีวิตอยู่ถึงหมื่นปี
สภาพบ่มเพาะรอบ ๆ ในทวีปเทียนหยวนเปลี่ยนไป หลายคนสามารถทะลวงไปถึงเซียนระดับจักรพรรดิได้ ความจริงแล้วมันเป็นไปได้ด้วยซ้ำที่พวกเขาจะสร้างเซียนระดับจักรพรรดิด้วยทรัพยากรจำนวนมหาศาลเพียงลำพัง แต่นั่นก็จำกัดเฉพาะนักสู้เท่านั้น
ไป๋หยุนเทียนเป็นเซียนธาตุแสง ไม่ใช่นักสู้ ดังนั้นวิธีการเหล่านี้จึงใช้กับนางไม่ได้
ผลก็คือ หลังจากผ่านไปหลายสิบปี นักสู้ที่อ่อนแอหลาย ๆ คนในตอนนั้นได้กลายเป็นเซียนระดับราชาและเซียนระดับจักรพรรดิ ในขณะที่นางยังคงเป็นเซียนธาตุแสงขั้นเจ็ด