เทพยุทธ์อสูร - บทที่ 31 - แขกผู้ไม่ได้รับเชิญ
“สถานที่แห่งนี้ครึกครื้นไม่เบานี่”
ทว่า ทันทีที่เหล่าคนในตระกูลฉู่ย่างก้าวเข้าสู่ลานประลองยุทธ์ กลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งก็เดินเหยียบย่างเข้ามาอย่างน่าเกรงขาม
“นั่นมันตระกูลซวีจากเมืองลูกท้อไม่ใช่หรือ?”
“ตระกูลซวีกับตระกูลฉู่ไม่ใช่ว่าบาดหมางกันอยู่หรอกหรือ? เหตุใดพวกเขายังกล้ามาที่นี่ในเวลานี้อีก?”
ผู้คนจำนวนมากต่างรู้ดีว่ากลุ่มคนตรงหน้ามาจากที่ใด นั่นคือตระกูลซวี ฝ่ายอริอันดับหนึ่งของตระกูลฉู่นั่นเอง
ตระกูลซวีถือเป็นผู้ทรงอิทธิพลแห่งเมืองข้างเคียง และด้วยความขัดแย้งเรื่องการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ จึงทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างพวกเขากับตระกูลฉู่อยู่บ่อยครั้ง ผู้คนมากมายต่างรู้สึกว่าอีกไม่นานจะต้องเกิดศึกใหญ่ระหว่างสองตระกูลนี้อย่างแน่นอน
การที่ตระกูลซวีนำกำลังคนมามากมายเช่นนี้ในเวลานี้ ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของผู้คนนับไม่ถ้วนก็คือ ตระกูลซวีมาเพื่อก่อเรื่องอย่างไม่ต้องสงสัย
“ซวีเฉียง วันนี้เป็นงานชุมนุมของตระกูลฉู่ข้า เจ้ามาทำอะไรที่นี่” เมื่อเห็นดังนั้น ‘ฉู่เหรินอี้’ บุตรชายคนโตในบรรดาบุตรชายทั้งหกของตระกูลฉู่ ซึ่งเป็นบิดาของฉู่ว่ยก็นำกำลังคนเข้าประจันหน้าทันที
“ฉู่เหรินอี้ เหตุใดต้องตึงเครียดถึงเพียงนั้น? พวกข้าก็แค่มาช่วยเพิ่มความครึกครื้นเท่านั้นเอง” ชายที่ถูกเรียกว่าซวีเฉียงกวาดสายตามองฉู่เหรินอี้ด้วยความเหยียดหยาม แววตานั้นไม่อยู่ในสายตาเลยสักนิด
ซวีเฉียงเองก็เป็นบุตรชายคนโตของตระกูลซวีเช่นกัน ทว่าเขาต่างจากฉู่เหรินอี้ เพราะเขาได้รับการวางตัวให้เป็นผู้นำตระกูลซวีคนต่อไปแล้ว ซ้ำยังเป็นยอดฝีมือระดับขอบเขตพลังวิญญาณ ขั้นที่ 9 อีกด้วย
ดังนั้น ในสายตาของเขา ฉู่เหรินอี้จึงไม่มีค่าพอให้เปรียบเทียบ คนเดียวที่มีคุณสมบัติคู่ควรจะเจรจากับเขาได้ก็คือ ฉู่หยวนป้า ผู้นำตระกูลคนปัจจุบันเท่านั้น
“ซวีเฉียง งานชุมนุมตระกูลฉู่ของพวกเรา ไม่ต้อนรับคนตระกูลซวี” ในตอนนั้นเอง ฉู่หยวนก็เดินก้าวออกมา
“อะไรกัน ตระกูลฉู่ไม่เหลือใครแล้วหรืออย่างไร? ถึงคิดว่าเป็นตาของเจ้าที่จะมาเจรจากับข้าได้?” สีหน้าของซวีเฉียงพลันเปลี่ยนไป กลิ่นอายแรงกดดันของขอบเขตพลังวิญญาณ ขั้นที่ 9 พุ่งเข้าครอบงำฉู่เหรินอี้และคนอื่นๆ อย่างไร้การปรานี
ฉู่เหรินอี้ขมวดคิ้วแน่นในทันที ตัวเขาที่มีพลังเพียงระดับขอบเขตพลังวิญญาณ ขั้นที่ 8 ไม่สามารถต้านทานแรงกดดันนั้นได้เลย ทว่าในช่วงเวลาอันยากลำบากนั้น ฉู่หยวนกลับก้าวขึ้นมาข้างหน้าพร้อมกล่าวเสียงเย็นชา
“ข้า ฉู่หยวน แค่คนเดียวก็เกินพอสำหรับพวกเจ้าแล้ว”
สิ้นเสียงปลดปล่อย กลิ่นอายอันแข็งแกร่งของฉู่หยวนก็พวยพุ่งออกจากร่าง แรงกดดันนั้นไม่เพียงแต่สลายแรงกดดันของซวีเฉียงจนหมดสิ้น แต่ยังพุ่งทะลวงเข้าใส่กลุ่มคนตระกูลซวีอีกด้วย
ความเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นรวดเร็วเกินไปจนซวีเฉียงไม่ทันตั้งตัว ฝูงชนด้านหลังเขาถูกแรงกดดันของฉู่หยวนซัดจนถอยร่นไป มีเพียงซวีเฉียงคนเดียวเท่านั้นที่ยังพอต้านทานเอาไว้ได้
“ขอบเขตพลังวิญญาณ ขั้นที่ 9 งั้นหรือ?” ซวีเฉียงมีสีหน้าตกตะลึง ไม่ว่าจะอย่างไรเขาก็คิดไม่ถึงว่าฉู่หยวนจะบรรลุถึงขอบเขตพลังวิญญาณ ขั้นที่ 9 แล้วเช่นกัน ซ้ำร้ายแรงกดดันนั้นยังแข็งแกร่งกว่าของเขาเสียอีก
“ขอบเขตพลังวิญญาณ ขั้นที่ 9! บุตรคนที่ห้าแห่งตระกูลฉู่ ฉู่หยวน อยู่ในขอบเขตพลังวิญญาณ ขั้นที่ 9 แล้ว!”
“ยอดเยี่ยมยิ่งนัก! อายุเท่านี้ก็บรรลุถึงขอบเขตพลังวิญญาณ ขั้นที่ 9 ได้แล้ว ดูท่าตำแหน่งผู้นำตระกูลคงไม่พ้นตกเป็นของเขาเป็นแน่” เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันของฉู่หยวน เสียงร้องอุทานด้วยความประหลาดใจก็ดังระงมขึ้นภายนอกลานประลองยุทธ์
แม้แต่สีหน้าของฉู่หยวนป้าที่นั่งอยู่ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความยินดีอย่างปิดไม่มิด
“น้องห้า เจ้าทะลวงผ่านขั้นพลังตั้งแต่เมื่อใดกัน?” ฉู่เหรินอี้เอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น
“พี่ใหญ่ ข้าเพิ่งทะลวงผ่านได้เมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เองขอรับ” ฉู่หยวนคลี่ยิ้มบางๆ พลางตอบกลับ เขาให้ความเคารพพี่ชายคนโตผู้นี้เสมอมา
“ดียิ่งนัก ดีจริงๆ การทะลวงผ่านถือเป็นเรื่องดี ดูท่าตำแหน่งผู้นำตระกูลคงตกเป็นของเจ้าอย่างแท้จริงแล้วล่ะ” ฉู่เหรินอี้ยิ้มพลางตบไหล่ฉู่หยวน เขารู้สึกยินดีกับฉู่หยวนจากใจจริง
โดยปกติแล้ว บุตรชายคนโตควรจะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูล แต่เขาหาได้ใส่ใจเรื่องนั้นไม่ สิ่งเดียวที่เขาสนใจคือความแข็งแกร่งของตระกูลฉู่เท่านั้น
“พี่ใหญ่ ดูเหมือนว่าคำพูดเหล่านั้นจะเร็วเกินไปหน่อยกระมัง” ทันใดนั้น แรงกดดันของขอบเขตพลังวิญญาณ ขั้นที่ 9 อีกสายหนึ่งก็แผ่ออกมาจากด้านหลังของฉู่เหรินอี้
เมื่อหันกลับไปมอง สีหน้าของฉู่เหรินอี้และฉู่หยวนก็ต้องแปรเปลี่ยนไปอย่างช่วยไม่ได้
เบื้องหลังของพวกเขามีชายวัยกลางคนหน้าตาหมดจดกำลังเดินตรงเข้ามาอย่างช้าๆ ชายผู้นั้นคือบุตรชายคนที่หกของตระกูลฉู่ และยังเป็นบิดาของฉู่หงเฟย—‘ฉู่หนานซาน’
“น้องหก เจ้าก็ก้าวเข้าสู่ขั้นที่ 9 แล้วรึ?” ใบหน้าที่เปี่ยมสุขอยู่แล้วของฉู่เหรินอี้ยิ่งทวีความยินดีมากขึ้นไปอีก
“พี่ใหญ่ ก็แค่ขอบเขตพลังวิญญาณ ขั้นที่ 9 เท่านั้น ไม่เห็นต้องตื่นเต้นเพียงนั้น เป้าหมายของข้าคือขอบเขตกำเนิดพลังต่างหาก” ฉู่หนานซานยิ้มอย่างเงียบสงบ ความภาคภูมิใจแผ่ออกมาจากทั่วร่าง
“ที่แท้บุตรชายคนที่หกของตระกูลฉู่ก็บรรลุขั้นที่ 9 แล้วเช่นกัน ดูท่าตำแหน่งผู้นำตระกูลยังคงยากจะตัดสิน”
“เหะๆ ดูท่าวันนี้พวกเราคงจะได้ชมเรื่องสนุกๆ เสียแล้ว”
ผู้คนที่มาชมความครึกครื้นต่างส่งเสียงเฮฮา ทว่าสีหน้าของเหล่าขั้วอำนาจโดยรอบกลับย่ำแย่อย่างยิ่ง พวกเขาย่อมรู้ดีว่าการปรากฏตัวของยอดฝีมือขอบเขตพลังวิญญาณ ขั้นที่ 9 ถึงสองคนพร้อมกันนั้นหมายถึงสิ่งใด
แม้แต่ซวีเฉียงที่เคยหยิ่งยโสและสามหาวก็ยังต้องขมวดคิ้ว มุมปากกระตุกเกร็ง นี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดีสำหรับตระกูลซวีของเขาเลยสักนิด
“ผู้มาย่อมเป็นแขก เหรินอี้ นำทางคนตระกูลซวีไปนั่งเถิด” ในตอนนั้นเอง เสียงอันกังวานดั่งอัสนีบาตก็ดังขึ้น เป็นฉู่หยวนป้าที่เอ่ยปาก
ในเวลานี้ ฉู่หยวนป้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม ฉู่หยวนและฉู่หนานซานคือบุตรชายคนเล็กทั้งสองของเขา หากพวกเขาก้าวเข้าสู่ขอบเขตพลังวิญญาณ ขั้นที่ 9 ได้ในวัยเท่านี้ การก้าวเข้าสู่ขอบเขตกำเนิดพลังก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น
ซึ่งนั่นหมายความว่าตระกูลฉู่ของเขามีผู้สืบทอดที่มีคุณสมบัติเปี่ยมล้น แล้วเขาจะไม่ยินดีได้อย่างไร? ด้วยความดีใจนี้ เขาจึงไม่สนใจอีกต่อไปว่าซวีเฉียงและคนอื่นๆ มาด้วยจุดประสงค์ใด แถมยังเชื้อเชิญให้พวกเขานั่งลงอีกด้วย
“เชิญคนตระกูลซวีทางนี้” เมื่อได้ยินคำสั่งของบิดา ฉู่เหรินอี้ก็ไม่เอ่ยสิ่งใดอีก เขานำทางฝูงชนตระกูลซวีไปยังที่นั่งทันที
ฉู่หยวนคิดจะเดินตามไป ทว่าในตอนนั้นเอง ฉู่หนานซานกลับเดินเข้ามาใกล้แล้วเอ่ยถามเสียงเบา “พี่ห้า ท่านคิดว่าท่านพ่อจะเลือกใคร? ท่าน หรือ ข้า?”
“อยากรู้ก็ไปถามท่านพ่อเองสิ” ฉู่หยวนปัดสายตามองเขาปราดหนึ่งก่อนจะรีบเดินจากไป
แม้จะเป็นพี่น้องร่วมอุทร แต่ฉู่หยวนมักไม่ชอบพอกับวิธีการจัดการเรื่องราวของฉู่หนานซานเสมอมา หากถามว่าใครคือคนที่เขาไม่อยากให้ขึ้นเป็นผู้นำตระกูลมากที่สุด คำตอบย่อมเป็นฉู่หนานซานอย่างไม่ต้องสงสัย
“เหอะ” ทันทีที่ฉู่หยวนหันหลังกลับ รอยยิ้มบนใบหน้าของฉู่หนานซานก็หุบลงในทันตา แววตาเย็นชาสายหนึ่งพุ่งวูบออกมา
ทว่าเมื่อเทียบกับพวกเขาทั้งสองแล้ว บุตรชายอีกสามคนของตระกูลฉู่กลับมีสีหน้าเคร่งเครียดและกังวลใจ โอกาสในการคว้าตำแหน่งผู้นำตระกูลของพวกเขาสูญสิ้นไปแล้ว มันทำให้พวกเขารู้สึกขมขื่นอย่างยิ่ง แต่คนที่ห่อเหี่ยวและคับแค้นที่สุดย่อมหนีไม่พ้นบุตรชายคนที่สี่ของตระกูลฉู่
บุตรชายคนที่สี่แห่งตระกูลฉู่มีพลังวรยุทธ์อยู่ในขอบเขตพลังวิญญาณ ขั้นที่ 8 หากไม่ใช่เพราะ ‘ฉู่ซุ่น’ บุตรชายของเขาทำลูกแก้ววิญญาณที่ซื้อมาด้วยราคาสูงลิ่วสูญหายไป ป่านนี้เขาก็อาจจะบรรลุขอบเขตพลังวิญญาณ ขั้นที่ 9 ไปแล้วเช่นกัน และคงจะได้โดดเด่นต่อหน้าแขกเหรื่อเหมือนดังเช่นฉู่หยวนและฉู่หนานซาน
ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งโกรธแค้น โกรธเสียจนขบฟันแน่น ริมฝีปากปริแตก ควันแทบพุ่งออกจากทวารทั้งเจ็ด เขาตัดสินใจอยู่ในใจเงียบๆ ว่า หลังเสร็จสิ้นงานชุมนุม เขาจะต้องเฆี่ยนฉู่ซุ่นลูกเนรคุณคนนี้อีกหลายๆ หน มิฉะนั้นคงไม่สามารถขจัดความแค้นในอกนี้ไปได้
‘แย่แล้ว สายตาของท่านพ่อแทบจะฆ่าคนได้อยู่แล้ว หลังจบงานชุมนุม ข้าต้องรีบกลับสำนักพันสายลมให้เร็วที่สุด จะให้ท่านพ่อเห็นแม้แต่เงาไม่ได้เด็ดขาด!’
ที่มุมหนึ่งภายนอกลานประลองยุทธ์ ฉู่ซุ่นกำลังแอบสังเกตสีหน้าของบิดาตนเอง เมื่อนึกถึงบทลงโทษในวันนั้น เขาก็อดไม่ได้ที่จะลูบบริเวณรอบดวงตาที่ยังบวมปูดของตน ทันใดนั้น ความเจ็บปวดแสบร้อนก็แล่นริ้วขึ้นมา เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพลางพึมพำ “ฉู่เฟิง ข้าจะทบต้นทบดอกหนี้แค้นนี้กับเจ้าแน่!”
“เหอ… นั่นใช่ฉู่ซุ่นหรือไม่น่ะ? เกิดอะไรขึ้นกับใบหน้าของเจ้ารึ? ใครกันที่ซ้อมเจ้าจนหน้าตาดูไม่ได้ขนาดนี้?”
ทว่าในตอนนั้นเอง น้ำเสียงอันคุ้นเคยสายหนึ่งก็ดังขึ้น
เมื่อฉู่ซุ่นเงยหน้าขึ้นมอง สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างรุนแรง เบื้องหน้าไม่ไกลนัก ตัวการที่ทำให้เขาโดนบิดาเฆี่ยนตีกำลังจ้องมองเขาอยู่ แถมบนใบหน้านั้นยังประดับด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันบนความทุกข์ของผู้อื่นอย่างปิดไม่มิด!